Skip to content

คำประกาศ “ขบวนการล้ม [ – – – ] เจ้า”

วันอังคาร 10 สิงหาคม 2010

หมายเหตุ: บทความหรือ “คำประกาศ” นี้ เขียนไม่เสร็จ (ถ้าสนใจว่าทำไมจึงมีบทความเขียนไม่เสร็จแต่โพสต์ในช่วงนี้ โปรดดูคำชี้แจงในตอนท้าย บทความกระทู้นี้ ส่วนที่เป็นตัวสีน้ำเงินเล็กๆท้ายบทความน่ะ) ดังนั้น ขอให้ถือว่าเป็นเพียง “ร่าง” เท่านั้น และไม่สมบูรณ์ด้วย (หลายตอนคงต้องเขียนใหม่ เพราะรู้สึกจะวนๆ) แต่ที่นำมาโพสต์ เพราะ (ก) ผมคงไม่สามารถทำให้เสร็จได้ในช่วงนี้ (ข) คิดว่า อาจจะมีประโยชน์ อย่างน้อยก็เป็น “ไอเดีย” สำหรับเขียนเรื่องในลักษณะนี้ (ซึ่งผมได้อภิปรายถึงความจำเป็นในบทความอีกกระทู้ ที่พูดถึงเมื่อครู่) ใครที่สนใจ จะ “เอาไปทำต่อ” คือ ไปร่างใหม่ เขียนใหม่ เขียนเพิ่ม ก็ตามสะดวก (แต่แน่นอนว่า ถ้าเอาไปใช้ต่อในลักษณะนั้น ก็ต้องเป็นบทความของคุณเอง ไมใช่ของผม คือผมคงไม่สามารถร้บผิดชอบได้)

ใครที่สนใจ “ดราม่า” ความเป็นมาของการเขียนบทความ หรือ “คำประกาศ” นี้ อ่าน “คำชี้แจง” ใน rep แรกสุดที่ต่อจากตัวกระทู้ข้างล่าง แต่ใครที่ไม่สนใจหรือไม่ชอบ “ดราม่า” ก็ไม่จำเป็นต้องอ่าน

—————————————————————————————

คำประกาศ “ขบวนการล้ม [ – – – ] เจ้า”
07 August 2010 – 08:08 PM
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา – ชุมชนคนเหมือนกัน

ด้วยความรำลึกถึงเว็บบอร์ดประชาไท
และ “เธอ …..” ผู้ร่วมบุกเบิกเว็บบอร์ด ฟ้าเดียวกัน

“ขบวนการล้มเจ้า” ของ ศอฉ. ไม่เคยมีตัวตนจริง เป็นเรื่องที่ ศอฉ.กุขึ้นล้วนๆ

แต่มีประชาชนไทยจำนวนมาก ต้องการให้มีการ “ล้มเลิกสถานะและอำนาจที่ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตยของ เจ้า(สถาบันกษัตริย์)” 

สถานะและอำนาจที่ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตยของสถาบันกษัตริย์ ที่มีคนไทยจำนวนมากต้องการล้มเลิกนี้ เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง นับจากการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ที่โค่นรัฐบาลปรีดี-ธำรง ลงไป (โดยอาศัยกรณีสวรรคตเป็นข้ออ้างสำคัญ) ทำให้ “ยุคปฏิวัติ” ของคณะราษฎรสิ้นสุดลง

หลังการรัฐประหารดังกล่าว กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยม ได้ผลักดันให้ออกกฎหมาย “พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2491” ซึ่งยกเลิกกฎหมายในเรื่องนี้ทีคณะราษฎรจัดทำขึ้น คือ “พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2479” ตามพระราชบัญญัติปี 2479 ของคณะราษฎรนี้ ได้จัดให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในฐานะทีเป็นทรัพย์สินของรัฐ อยู่ในความควบคุมของรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งเป็นการถูกต้อง ตรงกับหลักการประชาธิปไตย แต่ พระราชบัญญัติปี 2491 ที่กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมจัดทำขึ้น และบังคับใช้มาจนทุกวันนี้ ได้ล้มเลิกหลักการนี้เสีย และโอนการควบคุมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งแท้จริงคือทรัพย์สินของรัฐ ไปให้พระมหากษัตริย์โดยสิ้นเชิง แบบเดียวกับสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช รัฐบาลที่มาจากประชาชนและประชาชนเอง ไม่มีอำนาจใดๆต่อทรัพย์สินของรัฐอันมหาศาลนี้ ซึ่งขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับการเป็นประเทศประชาธิปไตย

นอกจากนี้ กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมยังได้สร้างองค์กร “องคมนตรี” ขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันกษัตริย์อย่างถาวรเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี 2492 และเป็นแบบอย่างใช้มาจนปัจจุบัน โดยที่การแต่งตั้งถอดถอนองคมนตรีอยู่ภายใต้อำนาจของพระมหากษัตริย์ “ตามพระราชอัธยาศัย” ล้วนๆ ซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตย เพราะตามหลักการประชาธิปไตย “ที่ปรึกษา” ของพระมหากษัตริย์ คือ คณะรัฐมนตรี ทีได้รับการเลือกตั้งและสามารถควบคุมได้จากประชาชน ไม่จำเป็น และ ไม่ต้องมี “ที่ปรึกษา” พิเศษต่างหาก ที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมใดๆของประชาชนหรือรัฐบาลที่มาจากประชาชน

พร้อมกับการสร้างองค์กรองคมนตรีในฐานะส่วนหนึ่งของสถาบันกษัตริย์ที่ขัดหลักประชาธิปไตยนี้ รัฐธรรมนุญ 2492 ของกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยม ยังกำหนดให้มีบุคคลากรอื่นๆอีก เช่น “ข้าราชการในพระองค์และสมุหราชองค์รักษ์” ที่มีลักษณะเดียวกับองคมนตรี คืออยู่ภายใต้พระราชวินิจฉัยในการแต่งตั้งถอดถอนของพระมหากษัตริย์ล้วนๆ ประชาชนไม่สามารถควบคุมตรวจสอบเอาผิด (accountability) ได้ ซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตยเช่นกัน

ตามหลักการประชาธิปไตยนั้น พระมหากษัตริย์จะต้องไม่มีอำนาจใดๆ เพราะถือว่า หากจะให้มีอำนาจใดๆ แม้แต่เรือ่งการแต่งตั้งถอดถอนบุคคลาการต่างๆ พระมหากษัตริย์ก็จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบเอาผิดจากสาธารณะหรือประชาชนได้ เพราะอำนาจสาธารณะในสังคมประชาธิปไตยทุกอำนาจ (อำนาจการแต่งตั้งถอดถอนบุคคลากรของรัฐ ไม่ว่า องคมนตรี ข้าราชการในราชสำนัก ฯลฯ ล้วนเป็นอำนาจสาธารณะทั้งสิ้น) เป็นอำนาจของประชาชน จึงต้องอยู่ใต้การควบคุมตรวจสอบเอาผิดจากประชาชนได้ ในเมื่อ ไม่ต้องการให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบเอาผิด ก็จะต้องไม่ให้ทรงมีอำนาจสาธารณะใดๆด้วย

ลองคิดดู ตำแหน่งบุคคลากรต่างๆเหล่านี้ ที่กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยม สร้างขึ้น ตั้งแต่ องคมนตรี ถึง “ข้าราชการในพระองค์” ทุกตำแหน่ง หาได้รับเงินเดือนจากเงินส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดไม่ แต่ล้วนแต่รับเงินเดือนของรัฐ ในเมือ่รัฐเป็นประชาธิปไตย ที่ประชาชนควบคุมเอาผิดได้ อำนาจการในการควบคุมเอาผิด (แต่งตั้งถอดถอน) บุคคลากรเหล่านี้ ทั้งหมด จึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของประชาชนด้วย ไมใช่อยู่ในอำนาจของพระมหากษัตริย์ ความคิดเรื่อง “ข้าราชในพระองค์” ที่กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมสร้างขึ้น นับจากรัฐประหาร 2490 เป็นต้นมา เป็นความคิดที่ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง

หลังการรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี 2500 และ 2501 นอกจากสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ในเรื่องการมีองค์กรองคมนตรีและ “ข้าราชในพระองค์” ต่างๆ ในเรื่องการควบคุมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะได้รับการส่งเสริมและขยายให้ขัดกับหลักการประชาธิปไตยยิ่งขึ้นไปอีกแล้ว สฤษดิ์ยังเริ่มระบอบการประชาสัมพันธ์และอบรมบ่มเพาะความเชื่อแบบกษัตริย์นิยม อย่างขนานใหญ่ ทีขัดกับหลักการประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง ผลของระบอบประชาสัมพันธ์และอบรมบ่มเพาะความคิดดังกล่าวที่ดำเนินติดต่อกันนับแต่นั้นมาและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆตลอดเวลา ได้ทำให้ ปัจจุบัน กลายเป็นเรื่องปกติ ที่จะพูดกันว่า “แผ่นดินนี้ ประเทศนี้ เป็นของ พ่อ (พระมหากษัตริย์)” (“ใครไม่ชอบออกไป”) ซึ่งเป็นสิ่งที่เหลือเชื่ออย่างยิ่ง ที่ประเทศที่ประกาศว่ามีการปกครองแบบประชาธิปไตย จะทำราวกับว่า คติเช่นนี้ เป็นเรื่องปกติ น่ายกย่อง

เพราะตามหลักการประชาธิปไตย “แผ่นดินนี้ ประเทศนี้” หาได้เป็นของพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดไม่ แต่เป็นของประชาชน อำนาจในการควบคุม “แผ่นดินนี้ ประเทศนี้” กำหนดทิศทางต่างๆของ “แผ่นดินนี้ ประเทศนี้” อยู่ทีประชาชน หาใช่อยู่ทีสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด


ใจกลางของระบอบประชาสัมพันธ์และอบรมบ่มเพาะความคิดกษัตริย์นิยมที่เริ่มจากสฤษดิ์เป็นต้นมา ก็คือ การสร้างอำนาจให้สถาบันกษัตริย์สามารถมีกิจกรรมที่เรียกว่า “โครงการหลวง” “โครงการพระราชดำริ” (และ “พระราชกรณียกิจ” ต่างๆในลักษณะเดียวกัน) แล้วทำการประชาสัมพันธ์อ่มรมบ่มเพาะความคิด ล้อมรอบกิจกรรมที่มาจากอำนาจนี้

แต่ทั้งอำนาจของสถาบันกษัตริย์ที่จะมีกิจกรรม “โครงการหลวง” “โครงการพระราชดำรั” หรือ “พระราชกรณียกิจ” ในลักษณะเดียวกัน และการประชาสัมพันธ์อบรมบ่มเพาะความคิดกษัตริย์นิยมเกี่ยวกับกิจกรรมเช่นนี้ เป็นการขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย เช่นเดียวกับเรื่องอำนาจอื่นๆของสถาบันกษัตริย์ ทีถูกสร้างขึ้นหลัง 2490 ที่กล่าวไว้ข้างต้น นั่นคือ . . . .


คำชี้แจง: ความจริง ผมตั้งใจจะไม่โพสต์ข้อความใดๆทางเว็บบอร์ดหรือออนไลน์อีก (อย่างน้อยในอนาคตที่เห็นได้) ด้วยเหตุผลส่วนตัวล้วนๆ เช่นเดียวกับกรณีปิดเฟสบุ๊คของตัวเองเมื่อเร็วๆนี้ เรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับ ศอฉ., พรก. ดีเอสไอ ฯลฯ ทั้งสิ้น คือไมใช่เพราะความเกรงกลัวจะถูกพวกดังกล่าวเล่นงาน [มี “นักวิชาการ” งี่เง่าบัดซบคนหนึ่ง ถึงกับเขียนเยาะเย้ยว่า ผม “พลาด” ที่โพสต์ข้อความด่าพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ในช่วงไม่นานมานี้ เพราะข้อความด่าพิชญ์นั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ (เช่นเดียวกับบทความข้างบนนี้) ผมคงจะโดน ศอฉ, ดีเอสไอ เล่นงานแน่แล้วคราวนี้ – ระดับที “นักวิชาการ” คนนั้น ใช้ความขี้ขลาดตาขาวของตัวเอง และขนาดสมองตัวเองทีเล็กเท่าแมลงวัน มาประเมินคนอื่น ถ้าไม่นับว่าน่าสมเพช คงเป็นเรื่องตลกได้ – มี หรือ ไม่มี ข้อความด่าพิชญ์ ที่มีการอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์อันนั้น หาก ศอฉ. ดีเอสไอ คิดจะ “หาเรื่อง” ผม ทำไมพวกเขาจะหาไม่ได้ จากกระทู้จำนวนหลายสิบที่ยังอยู่ทีบอร์ดแหงนี้ รวมทั้งกระทู้ประเภท “ปักหมุด” ในหน้าแรกสุดด้วย ผมเขียนเรื่องนี้ มา 10 กว่าปี รู้ดีถึงความเสี่ยงในบริบทของกฎหมายประเทศนี้ แต่ก็รู้ด้วยว่า จะต้องเขียนอย่างไร แค่ไหน จึงจะอยู่ในกรอบของกฎหมาย ซึ่งถึงหากถูก “หาเรื่อง” ก็พร้อมจะดีเฟนด์ได้ ถ้าผมไม่มีกระดูกสันหลังแบบเดียวกับนักวิชาการคนนั้น ก็ไม่เขียนเรื่องพวกนี้แต่แรกแล้ว หรือไม่ก็ “พลาด” ไปนานแล้ว ไมต้องรอมาจนถึงกรณีด่าพิชญ์หรอก]

แต่ในช่วงวันที่ 31 กรกฎาคม ผมได้อ่านกระทู้จำนวนมากที่บอร์ดประชาไท ซึ่งเขียนเพื่อ “อำลา” การปิดบอร์ดนั้น ที่มีกำหนดตอนเที่ยงคืนวันนั้น ผมก็เกิดความรู้สึก emotional ขึ้นไม่น้อย แม้ผมจะไม่ใช่ “นักรบไซเบอร์” ประจำที่นั่น (โดยส่วนตัวผมไม่ชอบคำนี้ ซึ่งคนที่นั่นชอบใช้ แต่ไม่ขออธิบายในที่นี้) แต่ก็โพสต์ข้อความที่นั่นหลายครั้ง (ช่วงหนึ่ง เมื่อผมเขียนอะไรเสร็จ ผมจะโพสต์พร้อมกัน 2 แห่ง ที่นั่นและที่นี่ พร้อมกันแทบทุกครั้ง)

ความรู้สึกแบบ emotional นี้ ทำให้ผมละความตั้งใจของตัวเองชั่วคราว และลงมือเขียนบทความ หรือ “คำประกาศ” ข้างบนนี้ ตั้งใจว่าจะไปโพสต์ทีบอร์ดประชาไท ให้ทันก่อนบอร์ดปิด

ในระหว่างที่เขียน แน่นอน อารมณ์ความรู้สึกก็ระลึกถึงบอร์ดประชาไท ที่ผ่านมาด้วย แต่เหนือกว่านั้น ผมรำลึกถึงบอร์ดฟ้าเดียวกัน(คนเหมือนกัน)นี้เอง โดยเฉพาะระลึกถึง “เพื่อน” คนหนึ่ง ที่เคย “บุกเบิก” บอร์ดแห่งนี้ร่วมกันมา แทบจะเรียกได้ว่าจาก “ศูนย์” ไม่มีอะไรเลย . . . . .

ช่วงหลัง 19 กันยา เมื่อบอร์ด ม.เที่ยงคืน ที่ผมเขียนประจำหลายปีก่อนหน้านั้น “ปิดตัว” หรือ “จำกัดบทบาทตัวเอง” ลง ผมไม่ทราบว่าจะเขียนความคิดของตัวเองเผยแพร่ในทีใด “เพื่อน” คนดังกล่าว แนะนำให้ผมลองใช้บอร์ดของสำนักพิมพ์ “ฟ้าเดียวกัน” ดู ตอนนัน สำนักพิมพ์ เพิ่งทำเว็บไซต์ไม่นาน ไม่มีเนื้อหาอะไรมาก หน้าเว็บบอร์ด ที่มี ก็แทบไม่มีคนเคยใช้ ปล่อยว่างๆอยู่เป็นส่วนใหญ่ (ตัวเว็บไซต์ทั้งหมดความจริงก็แทบไม่มีคนเข้า) ตอนแรกผมไม่รู้จัก และหา “ทาง” มาเว็บบอร์ดไม่เจอด้วยซ้ำ (คือเข้าหน้าเว็บไซต์สำนักพิมพ์แล้ว ก็ยังหาไม่เจอ!) “เพื่อน” คนนี้ ต้องแนะนำว่าอยู่ที่ใด

ความจริง ในสภาพแบบนี้ ผมรู้ดีว่า เขียนไปก็ไม่มีคนอ่าน แต่ก็ตัดสินใจเขียน โพสต์ที่บอร์ดที่เกือบว่างเปล่านั้น (คิดถึงเรื่องนี้ทีไร ผมมักนึกไปถึงหนังเรื่อง Field of Dreams มีคำพูดประโยคหนึ่งในหนังที่ผมชอบมาก If you build, they will come คือพระเอกของเรื่องทำการถากถางไร่ข้าวโพดของตัวเองส่วนหนึ่ง เพื่อทำสนามเบสบอลล์ โดยเพื่อนและญาติหาว่า “บ้า” แต่นักเบสบอล (ที่ความจริงตายไปหลายปีแล้ว)คนหนึ่ง ได้บอกพระเอกว่า If you build, they will come (สร้างสนามเบสบอลไปเถอะ จะมีคนมาเอง) กรณีบอร์ดฟ้าเดียวกัน ก็เช่นกัน ไม่นาน ก็เริ่มมีคนรู้ว่าผมโพสต์ทีนี่ และ “ตาม” มาอ่าน แล้วก็เริ่มมีคนมาเขียนโพสต์ บอร์ดที่เคยว่างเปล่า ก็เริ่มมี “ชีวิต” ขึนมา และต่อมาก็พัฒนากลายเป็นบอร์ด “ฟ้าเดียวกัน” ที่รู้จักกันดี the rest, as they say, is history . . .

แต่ในวันแรกๆ สัปดาห์แรกๆ ที่ผมโพสต์ที่บอร์ดที่ว่างเปล่านี้ เวลาส่วนใหญ่ จะมีเพียงผม และ “เพื่อน” คนนี้ อยู่ออนไลน์ดูบอร์ด! ที่รู้ก็เพราะตอนนั้นบอร์ดจะมีตัวเลขบอกว่ามีคน “ออนไลน์” กี่คน และเวลาส่วนใหญ๋ดังกล่าว ก็จะมีเพียง “2” เท่านั้น โดยที่ผมและ “เพื่อน” คนนี้ คุยโทรศัพท์กันไป ดูหน้าจอกันไป (เขาไม่ได้อยู่กรุงเทพ) เราก็หัวเราะกันว่า มีเราดูบอร์ดกันอยู่ 2 คนเท่านัน บางครั้ง นานๆ ตัวเลขเปลี่ยนเป็น 3 บ้าง 4 บ้าง เรายังรู้สึกขัน และพยายาม “ทาย” ว่า อีก 1-2 คนที “หลุด” เข้ามาเป็นใคร (มีเพื่อนร่วมงานของ เพื่อน คนนี้ อีกคนที่รู้เรื่องบอร์ด และบางครั้่งเขาก็ “แวะ” เข้ามาดูเหมือนกัน เราก็หัวเราะและทายกันว่า น่าจะเป็นเขาด้วยอีกคนหนึ่งแน่ๆ)

ในเวลาทีผมเขียนบทความข้างบนนี้ และระลึกถึงบอร์ดประชาไท ผมจึงอดหวนระลึกถึงบอร์ดฟ้าเดียวกัน เอง และ “เพื่อน” ดังกล่าว พร้อมกับวันเวลาเช่นนั้น อย่างมีความรู้สึกมากๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อไม่นานมานี้ “เพื่อน” คนนี้ ได้ “จากไปไกล” อย่างชนิดทีคง “ไม่มีวันกลับ” มาได้ “พบหน้า” กันอีกแล้ว (โดยผมมารู้ทีหลัง ไม่ทันได้มีโอกาส “ร่ำลา” เสียด้วยซ้ำ) ผมก็อดมีอารมณ์พลุ่งพล่านอย่างมากไม่ได้ และผลจากอารมณ์เช่นนี้มากเกินไปคือ . . . .

ผมเขียนบทความนี้ ไม่ทัน บอร์ดประชาไท ปิด! (ฮา)

คือเขียนไปได้ประมาณครึ่งเดียว ก็ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะรวบรวมแรงและสมาธิเขียนต่อได้ จึงหยุดเขียน (ความจริง ตอนหยุดเขียน เพราะ emotional มากไปนี้ ยังห่างเที่ยงคืนวันที่ 31 กรกฎาคม หลายชั่วโมง แต่ไม่มีแรงเขียนต่อจริงๆ) แต่ผมคิดว่า คุณจีรนุช รู้เรื่องนี้เข้า คงคิดขอบคุณ “เพื่อน” ของผมคนนี้ เป็นแน่แท้ ที่ทำให้ผมเกิด eomontional distraction จนทำไม่เสร็จ เพราะถ้าขืนผมเขียนเสร็จทัน แล้วไปโพสต์ทีประชาไท อาจจะทำให้เธอต้องเดือดร้อนเป็นการ “ส่งท้าย” ไม่กี่ชั่วโมงก่อนบอร์ดปิดก็ได้ (ฮา อีก)

ต้องขออภัย ที่เล่าเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเลย กับบทความหรือ “คำประกาศ” ข้างบนนี้ (จะว่าไม่เกี่ยวเสียทีเดียวก็ไม่เชิง ถ้าคิดดีๆ) แต่ ดังที่บอกว่า บทความนี้ เขียนขึ้น (ทั้งที่ความจริงตั้งใจไม่เขียนอะไรแล้ว) ด้วยอารมณ์ “ระลึกความหลัง” ดังกล่าว ทั้งต่อบอร์ดประชาไท บอร์ดฟ้าเดียวกัน ยุคเริ่มแรกสุด และ “เพื่อน” ที่ “จากไป” ทีเคยร่วมบุกเบิกบอร์ดนี้ด้วยกันมา ผมจึงอดไม่ได้ที่จะเล่าเป็น record ไว้ด้วย

Advertisements
397 ความเห็น leave one →
  1. วันพุธ 21 ธันวาคม 2011 09:22 น.

    ยิ่งเห็นขบวนการล้มประชาธิปไตยมีจริงยิ่งห่วงประชาชนผู้ต่อสู้ ขอให้ไอ้และอีที่สั่งทำรัฐประหารจงย่อยยับ คนเลิกเชื่อถือ เป็นโรคร้ายรุมเร้า ลูกเต้าโฉดชั่ว หลานเหลนปัญญาอ่อน ลูกสาวหลานสาวมีความอยาก 24 ชั่วโมง ไม่อิ่มพอในรสกาม อีตัวแม่ร่านจนลงโลง ใครไปร่วมเพศกับมันขอให้เอามาเล่าสู่กันฟังเอามาคุยอวด จนชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ให้ลูกหลานพี่น้องมันฆ่ากันเองแย่งสมบัติ พ่อสั่งฆ่าลูก ลูกทำร้ายพ่อ เมียเล่นชู้ร่วมมือกับชู้ฆ่าผัว จนผัวกลัวตัวสั่นไม่กล้าเข้าบ้าน ขอให้วิญญานพระเจ้าตากมาเกิดช่วยกู้ประชาธิปไตยสักครั้ง เพื่อชาติและประชาชน

  2. วันพุธ 21 ธันวาคม 2011 09:32 น.

    พิจิตร กุลละวณิช คือมือระเบิดพากินสัน สั่นจะลงโลง จะตายโหงตายห่าอีกไม่กี่วัน สั่นยังบ้ากาม รุกรามที่สาธารณะ ไร้ธรรมมะเกิดมากปี คนนี้ใช่หรือเปล่า?

  3. วันอังคาร 27 ธันวาคม 2011 10:04 น.

    วันนี้ขอตั้งฉายานักข่าวหน่อยอย่าว่ากันนะ เพราะท่านตั้งคนอื่นเขามามากแล้วอาจลืมดูตัวเอง ชื่อพวกคุณคือ สื่อใส่ปลอก {คอ} หมายความว่างานที่คุณทำไม่ใช่เพื่อประชาชน หรือเพื่อความถูกต้อง แต่ทำเพื่อเจ้าของเงิน สื่อสายทำเนียบ คือ สื่อสายเหลือง นักข่าว อาชญากรรม คือแร้งรุมศพ นักข่าวบันเทิงคือ นักชกใต้หว่างขา เพราะชอบหากินกับข่าวคาวๆของดาราเป็นส่วนใหญ่

  4. วันอังคาร 27 ธันวาคม 2011 10:19 น.

    นกแก้วไม่น่าใช่ฉายา นายกหญิง นายกไม่ช่างพูดขนาดนั้น นายกพูดแบบผู้ดีเขาพูดกัน เสียงไม่แปร๋น แบบคนปากตลาดหรือวาจาหยาบคายเหมือน สส สว ของพรรค แมงสาบ อันนั้นคือสันดานขี้ข้า วาจาผรุสวาท เสียงอุบาทเหมือนการี โสเภณีชิดซ้าย ใจร้ายอำมหิด ผิดเพศของแม่ ตอแหลติดอันดับ

  5. วันอังคาร 27 ธันวาคม 2011 10:46 น.

    ดาวดับ! ดับหรือไม่ดับให้ถามใจประชาชน ไม่ใช่สื่อแค่ไม่กี่คน พวกนี้อยากให้ดับตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้งแล้ว จะกระซิบอะไรให้ นายกที่มาจากประชาชน ที่นั่งอยู่ในใจประชาชน ไม่มีวันหายไปจากใจประชาชน ไม่ว่าจะเป็น ทักษิณ สมัคร สมชาย หรือยิ่งลักษณ์ พวกคุณล้มยิ่งลักษณ์ ก็จะมีใหม่ขึ้นมาอีก คนดีไม่มีวันหมดประเทศไทย และถ้าคุณทำแบบนั้นอีก อย่าคิดว่าเราจะงอมือ พรรคแมงสาปของพวกคุณเลือกตั้งไม่มีวันชนะ เพราะเขาอยู่ในใจอมาตย์ซึ่งอมาตย์เป็นศัตรูของระบอบประชาธิปไตย เห็นมั๊ย ปชป เป็น รบ อมาตย์รวยประชาชนจน เพราะฉนั้นคำว่าดาวดับ น่าจะให้เกียรติมอบกับพรรคแมงสาบมากกว่า หาคนดีเป็นหัวหน้าพรรคยังไม่ได้ ต้องเอาฆาตกรเป็นหัวหน้า ออกเดินถนนได้หรือเปล่า ถ้าเดินไปเจอญาติวีรชนเหมาะๆ อาจโดนกระทืบได้ เพราะไม่รู้ญาติวีรชนอยู่ตรงใหนบ้าง

  6. วันอังคาร 27 ธันวาคม 2011 10:58 น.

    นายแบบนู๊ด ณ แมลงสาบ กับพวกตัวเชื้อโรค พยายามจะให้ สส พรรคเพื่อไทย เป็นฆาตกร เรื่องฆ่า หัวคะแนนชี้นำทุกอย่าง แล้วไง สส แมงสาบ สมุทรสาคร ฆ่าคนอีกแล้วปชป พรรคนี้มีแต่ฆาตกรจริงๆด้วย แต่เชื้อโรคทั้งพรรคมันชอบใส่ความคนอื่น ให้สังเกตุถ้าแมงสาบไปทำชั่วอะไรไว้ มันจะหาว่าคนอื่นทำเรื่องนั้นแหละ เพื่อกลบขี้ตัวเอง

  7. วันศุกร์ 30 ธันวาคม 2011 17:44 น.

    เพื่่อไทยหาเสียงชูแก้ กม แล้ว ปชช ก็เลิอกมา นี่คือมติ ปชช ทำไมต้องทำอีก อย่าวุ่นวายกระหายงบกันนักเลยแม่คุณเอ๋ยงบแผ่นดินมันหมดไปกับไอ้พวกอำนาจอิสระเหนือกฏหมายน่ะเท่าไหร่แล้ว ขอร้องพอกันทีจะแดกจนวาระสุดท้ายเชียวหรือ ประเทศชาติจะชิบหายเพราะพวกท่าน อย่าทำตัวรกแผ่นดินกันนักเลย ที่ทำมา 5 ปีก็ไม่เห็นมีประโยชน์กับแผ่นดินตรงใหน คิดประหยัดเพื่อชาติกันบ้างนะเสือโหย เสือหิว ปชปเป็น รบ มา 2 ปียังไม่อิ่มกันอีกหรือเดี๋ยวก็ท้องแตกแบบสุพจน์

  8. วันศุกร์ 30 ธันวาคม 2011 18:36 น.

    แก้กฏหมายขอฝากเรื่องเลือกตั้งล่วงหน้าด้วยนะให้นับคะแนนในวันเลือกตั้งเลยความโกงจะได้จางลงบ้างน่ะแล้วไม่ต้องมี กกต ลากตั้งมาชี้ผิดคนเลือกตั้งอีกนะ

  9. วันศุกร์ 30 ธันวาคม 2011 20:11 น.

    ประยุทธขู่ใครก้ลองแก้มาตรา 112 ดู อยากรู้จังจะทำอะไร จะทำอย่างที่อยากทำอยู่ใช่มั๊ย รัฐประหารน่ะ ตอนนั้นคงไม่มีควายเอาดอกไม้ไปให้หลอกนะ ออกมาข่มขู่คน นิสัยน่าเกลียดจังถือว่ามีปืนอยู่ในมือหรือไง ปืนน่ะสมบัติประชาชน ใครเอาปืนประชาชนฆ่าประชาชน ขอสาปแช่งให้ตาบอดมองไม่เห็น ไม่มีวันตาสว่างแถมเมียมีชู้ด้วยเอ้า

  10. วันศุกร์ 30 ธันวาคม 2011 20:59 น.

    เอ๊ะมีพ่อของคุณทักษิณ มาแสดงความคิดเห็นด้วยหรือ ได้ยินข่าวว่าท่านเสียไปแล้วนะ เบื่อพวกแอบอ้างเป็นพ่อเป็นแม่คนจัง ใครเขาอยากให้เป็นพ่อแม่เขาซักกี่คน ดีพอที่จะเป็นพ่อแม่คนแล้วหรือ ลูกแท้ๆเลี้ยงให้ได้ดีก่อนเถิด ข้าพเจ้ามีพ่ออยู่คนเดียวเพราะแม่มิได้สำส่อนหลายผัวและไม่เคยคิดว่าใครจะมาแทนที่พ่อได้ถ้าไม่ได้เลี้ยงเรามา อย่ามาบังคับให้รักนะจะเกลียดมากขึ้น

  11. วันอาทิตย์ 1 มกราคม 2012 12:58 น.

    ชวน เฒ่า ปากมีดโกนหมอสูติฯ พูดว่าวันนี้เหตุการบ้านเมืองไม่รุนแรงเพราะเพราะพวกนั้นมาเป็น รบ หมดแล้ว

  12. วันจันทร์ 2 มกราคม 2012 14:51 น.

    ผู้เฒ่า ชวน ว่าแต่คนอื่นพวกตัวเองดีหมดหรือหมดดีก็ไม่รู้ ตัวเองก็ชอบใส่ร้ายป้ายสี น้องชายก็ขี้โกงเพราะมีพี่เป็นเกราะ แถมใจอำมหิตเอาหมามาไล่กัดคน ให้พวกศรีวิชัยมาไล่ฆ่ามันฆ่ามัน ชวนลืมแล้วหรือว่าพวกตัวเองกร่างแค่ใหน ขับรถไล่เหยียบตำรวจ ยึดสนามบิน บุก nbt ยึดทำเนียบ ฆ่า 91 ศพ ฆ่าอบจสมุทรสาคร ยึึดเขาแพง ฝากเงินไว้กับนามสกุลวิชัยยุทธ แหมน่าจะเก็บไว้ทีบ้านจะได้โดนปล้นแบบสุพจน์ โทษผู้อื่นมองเห็นเช่นภูเขานะนายชวนป๋วยปี่แป่กอ ทีงั้นไม่ประณามซักแอะ เป็นพันธมิตรกันนี่เกณฑ์หางเครื่องตัวเองมาใช่ม้า

  13. วันศุกร์ 6 มกราคม 2012 16:06 น.

    ผบทบ หน่วยงานนี่ มันช่างประกาศตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับประชาธิปไตยซะจริงเชียว ล่าสุดออกมาเตือนคนล่าชื่อร่าง รธน อย่าทำประเทศเสียหาย นายนั่นแหละประยุทธที่ทำประเทศเสียหาย ไม่ยักก้มมองดูที่ตัวเองแฮะมนุษย์ ทหารหน่วยอื่นมีความสามรถตั้งมากมาย ไม่เอามาเป็น ผบทบ ผูกขาดอยู่หน่วยเดียวเนี่ยนะ อย่างนี้น่าลาออกให้หมดทั้งกองทัพ เพราะทำไปก้ไม่ได้ดี ตามประวัติศาตร์ถ้าผู้ปกครองไม่เป็นกลางบ้านเมืองมันจะอับปาง แต่อันนี้ประชาชนจะไม่ยอมให้ชาติต้องอับปางหลอกนะ แต่ไอ้คนที่ไม่เป็นกลางเลือกข้างนั่นแหละอับปางเมื่อไหร่จะคอยดู

    • วันศุกร์ 6 มกราคม 2012 19:11 น.

      ขอตบมือแปะใหญ่ๆ ให้กับความกล้าหาญของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่กล้าหาญท้าทายอำนาจเผด็จการอย่างไม่เกรงกลัว พวกเรา คนไทยที่มีเลือดมีเนื้อและมีใจเป็นประชาธิปไตยจะต้องตะโกน ดังๆบอกพวกเผด็จการทั้งหลายว่า “เราไม่ยอมรับการรัฐประหาร อีกต่อไป”!!!!

  14. วันศุกร์ 6 มกราคม 2012 19:13 น.

    ผบ ทอ ออกมาด่าพวกชนะเลือกตั้งแล้วอยากแก้ รธน คิดได้งัย อธพ อันธพาล ถ้าไม่อยากแก้ รธน เขาจะเลือกของเขามารึ เราไม่มีผลประโยชน์กับเผด็จการแบบนายนี่นา แสดงตัวผิดกาละเทศะไปหน่อยนะเนี่ย ระงับไว้บ้างก็ได้อย่าพล่ามมาก ทำดีกับประชาชนไว้มากๆนะ แมงสาปจะได้ชนะการเลือกตั้ง และทหารจะได้ไม่อดอยากปากแห้งเพราะทหารอุ้มเขาอยู่ เขาก็เลยเลี้ยงอ้วนพี ประชาชนอดอยากปากแห้งก็เลยกลัวแมงสาบไม่เลือกเชื้อโรคเป็น รบ แต่ห้ามไปแอบตั้งในค่ายอีกนา งวดนี้หวยออก ตูนีเซีย ลิเบียแน่นอน

  15. วันศุกร์ 6 มกราคม 2012 19:18 น.

    วันนี้หลายคนบอกว่ามวลชนประชาธิปไตยส่วนหนึ่งก้าวผ่านทักษิณแล้ว ทั้ง ๆ ที่ในความจริงยังมีอีกหลายที่ยังไม่กล้าก้าวข้ามทักษิณ ประเด็นสำคัญหาได้อยู่ที่การก้าวผ่านทักษิณแต่น่าจะอยู่ที่กล้าก้าวข้ามบอด เพราะถ้าก้าวข้ามทักษิณแต่ไม่กล้าก้าวข้ามบอดi โอกาสจะเห็นประชาธิปไตยของปวงชนคงยาก.

  16. สมศักดิ์ กระโทกทัน permalink
    วันเสาร์ 14 เมษายน 2012 10:16 น.

    ประเทศ ไทยเรามีสิ่งยึดเหนี่ยวร่วมกัน คือ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นแกนหลักของความมั่นคงของชาติ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ เมื่อทุกคนรักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เหมือนกับมีพ่อคนเดียวกัน ทุกคนเหมือนเป็นพี่น้องกัน เวลาขัดแย้งทะเลาะกันก็เหมือนพี่น้องทะเลาะกัน คือเดี๋ยวก็ดีกัน ประเทศไทยเราเป็นเช่น นี้มาหลายครั้ง แต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันมาโดยไม่มีปัญหา ทำให้ประเทศเรามีความมั่นคงมากกว่าประเทศใด ๆ ในภูมิภาคนี้
    ดังนั้น ถ้าเราต้องการให้ประเทศของเรามีความมั่นคงตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน โดยไม่มีการแบ่งเป็นไทยเหนือ ไทยใต้ ไทยอีสาน เราต้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ของเราไว้ อย่าให้ผู้ใดมาทำลายโดยเด็ดขาด แล้วแผ่นดินของเราจะมั่นคงเป็นปึกแผ่นตลอดไป

  17. สุขแบบทุกข์ๆ permalink
    วันพุธ 18 เมษายน 2012 16:27 น.

    Don’t love Don’t hate ผมอยากพบคุณจังเลยครับ เป็นเรื่องที่น่าศึกษามาก

  18. วันพฤหัส 13 กันยายน 2012 14:03 น.

    ส่วนใหญ่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นผู้รำเรียนมาไม่ใช่น้อย..เราหาความพอดี/อยู่ร่วมกันแบบมีความสุขได้อย่างไร

  19. วันอังคาร 20 พฤศจิกายน 2012 18:23 น.

    รณรงค์ รวมรวมประชาชน ออกกฏหมายพิเศษ
    ให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินและยึดทรัพย์ คณะรัฐประหาร คืนสู่คลังหลวง จากกลุ่มบุคคล บริษัทฯ ห้างฯ ร้านฯ และข้าราชการ
    ทั้งพลเรือนและทหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร ทั้งทางตรง และทางอ้อม

    ซึ่งนอกจากร่ำรวยจากภาษีที่นำใช้ทำรัฐประหาร แต่เมื่อเขาเกษียรแล้วยังได้เงิน บำเหน็ด บำนาญ และยังเป็นเงินภาษีของประชาชนมาใช้อย่างฟุ่มเฟือยตลอดชีวิต ขณะเดียวกันประเทศชาติและประชาชนผู้เสียหายยังยากเข็ญอยู่

    ดังนั้น เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง ให้มีการปฏิวัฒิ และประชาชนจะไม่ต้องล้มตายจากการรัฐประหารอีก
    อาจารย์คนแผ่นดินทอง ขอเป็นเจ้าภาพร่วมผลักดันออกกฏหมายนี้ เพื่อเป็นการป้องปรามการทำรัฐประหารครั้งต่อๆไปของประเทศ

    ซึ่งสามารถติดตาม ฟังข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถานีวิทยุ fm 104.10 ลำลูกกา
    จะเริ่มออกอากาศใหม่ในสัปดาห์หน้าตั้งแต่วันที่ 24/11/2555
    วันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป
    ส่วนการฟังผ่าน internet จะดำเนินการภายหลัง
    เพื่อสอบถามวิธีการและรวมรวมรายชื่อต่อไป
    หรือสามารถติดตามผลงานได้ที่ http://siamdeva.blogspot.com
    ติดต่อสอบถามได้ตลอดเวลาที่เบอร์ 085-4518778
    ติดตามฟังรายการได้ที่

    http://www.fm10410.com/

  20. หลงวัด permalink
    วันพุธ 21 พฤศจิกายน 2012 22:48 น.

    ไอ้พวกที่อ้างว่าปกป้องสถาบัน ใช้สื่อใส่ร้ายป้ายสีนายกหญิง ในเรื่องเสียๆหายๆซึ่งใครๆได้ฟังแล้วก็รู้ได้ว่า กล่าวคำเท็จเพื่อให้คนอื่นเสียหาย ทั้งที่ตัวเองทั้งสามคนนั้นเป็นชายไทยอายุก็มากแล้ว พูดจาภาษาถิ่นอิสาน แต่ไม่ให้เกียรติผู้หญิงเพศแม่ แถมยังกล่าวหาให้ร้ายในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง พิธีกรทั้งสามคนนั้นมีพฤติกรรมที่เลวร้าย มีนิสัยคล้ายกระเทย สุดท้ายได้แอบอ้างและแสดงความรักต่อสถาบันกษัตริย์ ทำตัวเป็นผู้มีสถาบันกษัตริย์อิงแอบเพื่อใส่ร้ายผู้หญิง พฤติกรรมที่ใช้ไม่ได้เช่นนี้ยังจะมีหน้ามาปกป้องสถาบันกษ้ตริย์ได้จริงหรือ มีใครเชื่อลมปากของคนที่ไม่มีความรับผิดชอบในคำพูด ขอบอกว่าน่าเสียใจที่พวกคุณเกิดเป็นชายไทย พวกคุณทำลายภาพพจน์ที่ดีงามของชายไทย พวกคุณทั้งสามคนไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยหรือ การใส่ร้ายผู้หญิงของพวกคุณทั้งสามคนนั้นเท่ากับประจานสันดานเลวของตัวเองผ่านสื่อ ถ้าคนที่รักและปกป้องสถาบันมีพฤติกรรมเช่นนี้มีแต่จะทำให้ภาพพจน์สถาบันเสียหายก็เท่านั้น

  21. เสี่ยวหมัดสั่ง permalink
    วันพุธ 5 ธันวาคม 2012 08:49 น.

    วันนี้วันป๋า เฮ่อ…เมืองไทยก็ยังคงเป็นล้าหลังธิปไตยต่อไป การยึดถือตัวบุคคลมากกว่าหลักการก็ยังดำเนินต่อไป กฏหมายหลายๆมาตราก็ยังเป็นเผด็จการอำนาจนิยมอยู่เช่นเดิม เสรีภาพก็ยังคงถูกจำกัดอยู่ต่อไป อธิปไตยก็คงอยู่ที่กฎหมายของฝ่ายอนุรักษ์นิยม กฎหมายที่ข้าเขียนขึ้นโดยไม่ได้ถามประชาชนและเพื่อจำกัดเสรีภาพเพือกดขี่ประชาชนก็มีแต่กฎหมายเผด็จการเท่านั้น จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรในเมื่อเราไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ออย่างเสรี คนไทยนี่โง่จริงๆ

  22. เสี่ยวหมัดสั่ง permalink
    วันพฤหัส 6 ธันวาคม 2012 21:56 น.

    พวกที่กระหยิ่มยิ้มย่องและมีใจฮีกเหิมขึ้นมาและดีใจอย่างออกหน้าออกตาจนลืมไปว่า”วันพ่อหลวง” คือพวกพันธมิตร เพราะเขาได้แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของสถาบันและได้แสดงกริยาอันไม่เหมาะสมออกมาต่อหน้าพระพักต์และพสกนิกรจำนวนมาก พวกเขาคือพวกฉวยโอกาสในวันพ่อคือ หลังจากที่ไร้ความชอบธรรมทางการเมืองมาหลายปีดีดัก ก่อม็อบก็ขาดแนวร่วมเพราะเป็นพวกไร้หลักคิดชอบใส่ร้ายคนอื่น ดึงสถาบันมาเล่นการเมือง ที่ว่าฉวยโอกาสคือพวกเขาได้เหมารวมเอาว่า”เสื้อเหลืองเต็มท้องสนามหลวงที่มาถวายพระพร นั่นคือพวกของเขาทั้งหมด นั่นคือพลังของพวกเขาทั้งหมด ที่เสื้อแดงจงรับรู้เอาไว้” นอกจากจะดึงในหลวงลงมาเป็นหัวหน้าม็อบพวกตนแล้ว ยังคิดไปอีกว่าทั้งหมดในท้องสนามหลวงนั้นคือพันธมิตร วันพ่อคือวันแสดงพลังของพันธมิตร น่าเศร้าครับ ปัญหาการเมืองไทยอยู่ที่ทุกคนไม่ได้มองส่วนรวมคือชาติ แต่ทุกคนมองตัวเอง ยึดตามความรู้สึกตัวเอง ซึ่งต้นตอของปัญหาที่แท้จริงก็คือพวกชนชั้นนำชั้นปกครองนั่นเอง ทุกวันนี้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลทำได้ดีที่สุดคือใส่ร้ายป้ายสีกัน โดยเฉพาะฝ่ายค้าน ใช้ทุกกลยุทธ์ชั่วร้ายอย่างน่ากลัว น่าเศร้าใจแทนอนาคตประเทศครับ ในเมื่อคนจะเปลี่ยนประเทศมีวิสัยทัศน์ที่คับแคบเห็นแก่ตัวเช่นนี้ อนาถเมืองไทย ถ้าพวกคุณรักเมืองไทยจริงทิ้งเสียเถิดคำว่า พวกกู พวกมึง แล้วจับมือกันพัฒนาประเทศ ทำได้ไหม ถ้าพวกคุณทำไม่ได้ บอกได้เลยว่า น่าห่วงอนาคตเมืองไทย น่าห่วงอนาคตคนจน คนรวยคงไม่เท่าไร น่าจะเป็นโอกาสดีเสียอีก จำไว้เลยพวกคุณ นักการเมือง ข้าราชการ ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองทั้งหลาย พวกท่านสละเสียซึ่งตัวตน ทิฐิ ความอาฆาต พยาบาท แล้วหันมาจับมือกัน แค่นี้พวกคุณก็ทำไม่ได้ ยิ่งโตยิ่งโง่

  23. เสี่ยวหมัดสั่ง permalink
    วันอังคาร 11 ธันวาคม 2012 18:25 น.

    อภิสิทธิ์กับสุเทพกำลังเดินสายแก้ตัวผ่านสื่อต่างๆกรณีตกเป็นผู้ต้องหาสั่งฆ่าประชาชน แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่ทธิ์ที่ผู้ต้องหาจะกระทำได้ แต่คนอื่นเขาจะเชื่อหรือไม่เป็นอีกกรณี และผู้ต้องหาทั้งสองก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินการกระทำของตัวเองได้ ศาลเท่านั้นที่จะตัดสิน ส่วนกรณีการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนุญของพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มเสื้อเหลืองพวกอนุรักษ์นิยมที่แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อนั้นก็เป็นสิ่งทีควรกระทำ แต่ผมถือว่าแม้คุณจะมีอำนาจใหญ่โตเพียงใดคุณก็มีสิทธิ์มีเสียงได้แค่เสียงเดียวเสียงของคุณจึงเท่ากับเสียงของยายมีหนึ่งเสียงหรือเสียงของยายมาหนึ่งเสียง ไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด ฉะนั้นแม้คุณจะมีช่องทางในการเห่าหอนหรือแสดงความคิดเห็นแบบหัวชนฝาอย่างไรก็ตาม คุณค่าก็ไม่ได้ต่างกับเสียงหนึ่งเสียงของยายมาผู้ทำนาอยู่กลางทุ่ง ดังนั้นตามหลักการขอให้พวกคุณยอมรับในระบอบประชาธิปไตยด้วย

  24. เสี่ยวหมัดสั่ง permalink
    วันอาทิตย์ 16 ธันวาคม 2012 12:44 น.

    ยุคนี้เรียกว่า”ยุคปากดีมีอนาคต” การเมืองการบริหารไทยจึงไร้ประสิทธิภาพ เพราะนัการเมืองมุ่งสร้างหรือพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพด้านการพูด ที่เรียกว่า”วาทะดีมีอนาคตทางการเมือง”นักการเมืองไทยจึงขาดนักบริหารที่เป็นมืออาชีพ แต่บุคลากรทางการเมืองจะเป็นนักกฎหมายหรือนักพูดมืออาชีพซึ่งจะว่าไปแล้วคือการทำงานผิดหน้าที่ผิดความชำนาญเหมือนกับเราใช้มีดมาขุดดินแทนจอบหรือเสียม หรือใช้เสียมไปตัดไม้แทนมีด ซึ่งเป็นการใช้เครื่องมือผิดประเภท หรือใช้คนผิดหน้าที่ผิดงาน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงานจึงไม่เกิดขึ้น ประการสำคัญเป้าหมายนักการเมืองและข้าราชการคือ”ตัวเองต้องมาก่อน ประชาชนมาทีหลัง”

  25. เสี่ยวหมัดสั่ง permalink
    วันพฤหัส 20 ธันวาคม 2012 17:17 น.

    การทำประชามติหมายถึงการขอความเห็นจากประชาชนว่าจะรับหรือไม่รับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนุญฉบับนี้ เสียงของประชาชนจึงควรใช้หลักการเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไป คือการลงคะแนนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เสียงประชามติที่ยอมรับได้จึงหมายถึง จำนวนเสียงที่เกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ไปออกเสียงประชามติ วิธีการนอกจากนั้นถือว่าไม่โปร่งใส หากมีกฏหมายใดที่ขัดกับหลักการนี้กฏหมายนั้นก็ไม่โปร่งใส ควรแก้ไขเสีย

  26. woodfi permalink
    วันศุกร์ 7 กุมภาพันธ์ 2014 07:24 น.

    สินค้าถ้าดี ไม่มีใครเขาเอามาเคลมหรอกครับ

  27. R29 permalink
    วันอังคาร 11 กุมภาพันธ์ 2014 10:15 น.

    ขอให้ในหลวงทรงพระเจริญ

  28. R29 permalink
    วันศุกร์ 4 เมษายน 2014 09:02 น.

    เรารักในหลวงของเรา
    เหนือเกล้าชาวประชา คือพระราชาของพวกเรา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: