Skip to content

จรรยา ยิ้มประเสริฐ: ทำไมถึงไม่รักในหลวง

วันพุธ 30 มิถุนายน 2010

Wednesday, June 23, 2010
จรรยา ยิ้มประเสริฐ
ที่มา – Time-up Thailand

นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา คำว่า ‘รักในหลวง’ โถมกระหน่ำเข้ามาปะทะสายตาข้าพเจ้าอยู่ตลอดเวลา ในทุกด้าน ทั้งสายรัดข้อมือ เสื้อยึด สติกเกอร์รถยนต์ โปสเตอร์ ในธงและป้ายผ้า จากวิทยุ โทรทัศน์ และอินเตอร์เนต รวมทั้งบิลบอร์ดไปจนถึงหน้าโรงงาน เกือบทุกสะพานลอย ตลอดจนสี่แยกไฟแดง รัฐบาลใช้งบประมาณจากภาษีจำนวนมากเพื่อโหมประชาสัมพันธ์คำนี้จนมันมาละเลงเละตุ้มเป๊ะบนใบหน้าของเรา

คนที่ต่างประเทศถามข้าพเจ้า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณไม่รักในหลวง?” ทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่แสดงอาการรับไม่ได้และโกรธกริ้วต่อการกระทำของรัฐบาลที่ละลายเงินภาษีไปกับการพยายามคุมความคิดของคนไม่ให้มีความคิดเห็น ที่แตกต่างในเรื่องนี้ ต่างก็ต้องเผชิญกับการถูกคุกคาม ข่มขู่ จับกุมและถูกทรมาน

ชื่อของบทความครั้งนี้จึงตั้งขึ้นมาเพื่อเตือนความจำคนในประเทศไทย และจากทั่วโลกว่า มันไม่มีกฎหมาย และไม่มีทางที่จะมีกฎหมายใดสามารถระบุว่าประชาชนจะต้องรักในหลวง ประชาชนทุกคนมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะพูดได้อย่างเปิดเผยว่าเรารักหรือไม่รักในหลวง การกระทำใดๆ อันเป็นการริดดรอน หรือคุกคามซึ่งสิทธิ เสรีภาพ ชีวิตและทรัพย์สิน ของบุคคลที่พูดว่าไม่รักในหลวง ถือว่าเป็นอาชญากรรม

ทำไมคนไทยจึงออกใบสั่งให้ทหารใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและทหารของสมเด็จพระบรมราชินีนาถสังหารคนไทย? ทำไมทหารรักษาพระองค์จึงเข้ามายุ่งเกี่ยวและปิดกั้นไม่ให้คนไทยใช้สิทธิิอัน ชอบธรรม เพื่อที่จะบอกเล่าถึงความคับข้องใจของพวกเขาบนท้องถนนกลางเมืองหลวง – เมืองของเทพและเทวดา – ที่เรียกว่า ‘กรุงเทพมหานคร’?

รากเหง่าแห่งความบ้าคลั่งที่ครอบงำประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 แล้วก็ตาม มันคืออะไร และมันอยู่ตรงไหนกัน?

สำหรับคนไทยที่มีจิตสำนึกแห่งเหตุผล และสำหรับผู้ที่ไม่ใช่คนไทย การออกใบสั่งของคนไทยเพื่อให้ไทยฆ่าไทย เป็นอีกหนึ่งในหลักฐานอันน่าตระหนกของประสิทธิผลแห่งการโหมโฆษณา ‘เรารักในหลวง’ ที่มีมาต่อเนื่องตลอด 64 ปี

หลังจากทหารใช้กองกำลังปราบปรามคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน (2553) และตามมาด้วยสงครามบนท้องถนน สื่อกระแสหลักเช่นสถานีโทรทัศน์ของไทย เลือกที่จะนำเสนอภาพและเสียงของคนกรุงที่ร้องไห้คร่ำครวญอาลัยห้างร้านที่ถูกเผา โดยมินำพาที่จะถ่ายทอดภาพชีวิตที่ถูกพรากและทิ้งร่างไว้กลางท้องถนนรวมกัน ถึง 88 ศพ

ไร้ซึ่งถอยแถลงแห่งคำว่าเสียใจจากนายกรัฐมตรี รัฐบาล และแนวร่วมของรัฐบาล เป็นที่ประจักษ์แจ้งต่อประชาคมโลกว่า รัฐบาลไทยให้คุณค่ากับสิ่งปลูกสร้างมากกว่าชีวิตของปุถุชนคนไทย ความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ได้สังหารประชาชนไป 88 ชีวิต คือการเปิดโปงให้เห็นถึงการแบ่งชนชั้นในสังคมไทยอย่างน่าสะพรึงกลัว

มีคนไทยถึงสามล้านสี่แสนคนที่ใช้เฟสบุ๊ค โดยส่วนใหญ่เป็นผู้คนที่มีการศึกษา แม้ว่ารัฐบาลจะปิดกั้นการเข้าถึงเวบไซด์ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์นับพันนับหมื่นแห่ง แต่เฟสบุ๊คไม่ถูกปิดกั้น และถูกใช้เป็นเวทีจัดตั้งแนวร่วมของแต่ละฝ่าย ยกตัวอย่างคำกล่าวอ้างอันคลาสสิกแห่งค่าย ‘ปกป้องสถาบัน’

“เรารู้ดีว่าเราเป็น ใคร เรายึดมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์ เราไม่ต้องพิงพิงใครเหมือนประเทศอื่นในเอเชีย (อาจหมายถึงไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของใคร – ผู้เขียน) เพราะว่าเรามีในหลวง เราภูมิใจที่มีในหลวงที่ซื่อสัตย์ ในหลวงใช้พระราชทรัพย์ของพระองค์เพื่อพสกนิกรของพระองค์ ทรงเป็นแบบอย่างของผู้ที่ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และ เป็นอาทิ ฉันเลือกที่จะเคารพในหลวงมากกว่าเคารพนักการเมืองที่ละโมภ ฉันควรจะถามคุณว่าทำไมจึงเข้ามาวุ่นวายในหัวข้อที่เกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งนำเสนอโดยคนไทย???”

นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของประเทศไทยได้รับการยกย่องจากองค์กรจัดลำดับ ที่มีชื่อเสียงของโลก Forbes ว่าทรงเป็นราชวงค์ที่มั่งคั่งที่สุดในโลกด้วยพระราชทรัพย์ทั้งสิ้นกว่าสามหมื่นห้าพันล้านดอลลาร์ หรือหนึ่งล้านหนึ่งแสนสองหมื่นล้านล้านบาท( 1,120,000,000,000 บาท)

นักแสดงชายที่ได้รับรางวัลนาฏราช ได้กล่าวกับผู้ร่วมงานและผู้ชมที่อยู่ทางบ้านในคืนวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 ค่ำคืนที่ทหารทำการปราบปรามประชาชน นักแสดงผู้มีชื่อเสียงของประเทศไทยท่านนี้กล่าวว่า

“ถ้าเกลียดพ่อไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ซะ เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ เพราะที่นี่คือแผ่นดินของพ่อ ผมรักในหลวงครับ และผมเชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในที่นี้ รักในหลวงเหมือนกัน พวกเราสีเดียวกันครับ ศีรษะนี้มอบให้พระเจ้าแผ่นดิน ..”

คำกล่าวที่จับขั้วหัวใจของผู้ชมในงานและที่ชมอยู่ทางบ้าน ส่งผลทันทีต่อความรู้สึกร่วมของสาธารณะชน มีการโจมตีทางอินเตอร์เนตต่อดาราผู้หนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเดินออกจากงานในขณะที่สุนทรพจน์นี้ถูกเปล่งออกมา และในงานนี้อีกเช่นกัน บุตรสาวที่โชคร้ายของเขาถูกจับภาพว่าไม่ร่วมขับขานบทเพลงพระราชนิพนธ์ในขณะที่อยู่บนเวที เธอจึงถูกโจมตีไปด้วย เพียงชั่วข้ามคืนดาราผู้พ่อและดาราผู้ลูกถูกกระหน่ำโจมตีอย่างหนัก จนนำมาซึ่งการถูกยกเลิกสัญญาหลายรายการ ภายใต้ความกดดันจากสังคม ทั้งสองคนพ่อลูกได้แถลงข่าวยืนยันหนักแน่นว่าจงรักภักดีต่อสถาบัน

สุนทรพจน์นี้ถูกนำขึ้นไปอ้างต่อโดยทันทีในเวบไซด์ของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ทั้งนี้ ศอฉ. คือหน่วยงานที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาและได้รับอนุญาตออกใบสั่งให้ใช้กระสุนจริงกับประชาชน

เมื่อเร็วๆ นี้ นักเรียนวัน 18 ปี ถูกปฏิเสธจากสองมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีชื่อเสียง เพีียงเพราะว่าเธอเข้าร่วมในการประท้วงของคนเสื้อแดง และวิจารณ์สถาบันพระมากษัตริย์ ได้มีการประกาศทางอินเตอร์เนตว่าจะล่าตัวเธอมากราบรูปในหลวงให้จงได้ เพื่อให้เธอรอดพ้นจากอันตรายที่คุกคาม มีผู้บริจาคทุนให้เธอไปเรียนต่อที่เมืองนอก

เมื่อนักเรียนที่สามารถสอบผ่านเข้าเรียนมหาวิทยาลัยถูกปิดกั้นโอกาส ถูกตามล่า และทำให้ตกเป็นเหยื่ออันโอชะของสังคม เพียงเพราะเธอกล้าที่จะวิจารณ์ในหลวง มันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะสังคมจะต้องลุกขึ้นมาพูดเรื่องนี้กันอย่างจริงจังมากขึ้น

ทั้งหลายทั้งปวงที่ยกมากล่าวถึงนี้เป็นเพียงตัวอย่างอันเล็กน้อย เพื่อที่จะฉายให้เห็นภาพแห่งความบ้าคลั่งอันสุดโต่ง ที่กำลังกลืนกินปกติสุขของปวงชนชาวไทยในต้นศตวรรษที่ 21

มนุษย์ทุกคนมีขีดจำกัด และข้าพเจ้าเขียนบทความนี้เพื่อเปิดเผยให้สังคมได้รับทราบว่า ทำไมมันจึงเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะรักในหลวง

เกิดมาเพื่อรักในหลวงและราชินี

ภาพถ่ายของในหลวงและราชินีในวัยหนุ่มสาวที่ดูสง่างาม ท่ามกลางฟ้้าชายและฟ้าหญิง คงอยู่คู่ฝาบ้านด้านหนึ่งของครอบครัวเรามาตลอดหลายสิบปี ไม่ว่าเราจะรื้อและปลูกบ้านใหม่กี่ครั้งก็ตาม ภาพเหล่านั้นจะถูกนำกลับไปแขวนไว้ในจุดที่สูงที่สุดของฝาบ้านอีกครั้ง และคงอยู่คู่บ้านเรามาโดยตลอด ครั้งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าเดินทางไปเยี่ยมบ้านเกิด ภาพเหล่านั้นก็ยังคงอยู่แขวนอยู่ที่ฝาบ้านอันว่างและทรุดโทรมด้านนั้น ภาพซีดจางลงไปมาก พร้อมกับร่องรอยแห่งรอยเปื้อนจากน้ำฝนที่ไหลซึมเข้าไปในภาพ

เมื่อลืมตาขึ้นมาดูโลกไม่นานข้าพเจ้าก็เห็นภาพในหลวง และเมื่อเริ่มพูดได้เพียงไม่กี่คำ ข้าพเจ้าก็ได้รับการอบรมสั่งสอนว่าเราต้องรักในหลวงและราชินี เพราะว่าทั้งสองพระองค์คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระบรมราชินีนาถ

พวกเราได้รับการกล่อมเกลาให้เชื่อว่าทั้งสองพระองค์คือพระมหากษัตริย์และมหาราชินีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ในสมัยนั้นสถานีโทรทัศน์ทุกช่องต่างอัดแน่นไปด้วยรายการเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริ และงานในเสด็จพระราชกุศล เพื่อตอกย้ำให้พสกนิกรเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ยามนั้นไม่มีใครในครอบครัวเราได้มีโอกาสเข้าเฝ้าในหลวง แต่พวกเราก็รักในหลวง เพราะว่าทุกคนบอกว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ที่ดี

ในวัยเด็ก พวกเราต้องเดินย้ำน้ำย่ำโคลนไปดูทีวีของเพื่อนบ้าน เมื่อเรามีทีวีเอง ทั้งแม่และยายต่างก็ถือเป็นกิจวัตรประจำวันที่จะต้องดูข่าวในพระราชสำนักตอนสองทุ่ม การดูข่าวในพระราชสำนักทุกวันเป็นดังเช่นหลักปฏิบัติแห่งการเป็นผสกนิกรที่แท้จริง เมื่อรัฐบาลประกาศเชิญชวนให้ร่วมจุดเทียนถวายพระพร แม่กับยายก็จะทำตามโดยไม่มีคำถามแม้แต่น้อย และทั้งสองท่านก็รักในหลวงรูปงามและราชินีผู้ศิริโฉม รวมทั้งฟ้าชายและฟ้าหญิงพระองค์น้อยอย่างแท้จริง และไม่เคยหยุดที่จะเอ่ยชื่นชมในความสง่างามของทุกพระองค์ แต่สำหรับพวกเราเด็กๆ เราแทบจะอดทนรอไม่ไหวที่จะให้รายการพระราชกรณียกิจผ่านไปเร็วๆ เพราะใจของพวกเราจดจ่ออยู่กับละครที่ถูกเลื่อนเวลาออกไป

หมู่บ้านของเราเป็นหมู่บ้านชาวนาที่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่เหนียวแน่น โดยมีบ้านเรือนประมาณ 200 หลังคาเรือน ในช่วงระหว่างปี 2500 – 2520 มันเป็นหมู่บ้านที่มีชีวิตชีวามาก ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ครึ่งหนึ่งของหมู่บ้านเป็นญาติพี่น้องของเรา เกือบทุกคนในหมู่บ้านจะเข้าร่วมงานของแต่ละบ้าน ตั้งแต่งานฉลองการเกิดจนถึงงานณาปนกิจศพ

เป็นเวลาร่วมครึ่งปีในฤดูน้ำท่วม ที่หมู่บ้านใต้ถุนสูงของเราจะตั้งอยู่บนน้ำ บ้านของพวกเราจึงมีทางเดินไม้ทอดต่อจากบ้านหนึ่งไปอีกบ้านหนึ่ง จากบ้านเราไปยังบ้านป้า บ้านป้าต่อไปย้งบ้านน้า สำหรับพวกเราเด็กๆ มันสะดวกและก็สนุกด้วย ที่จะเดินไปบ้านโน้นบ้านนี้โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินขึ้นเดินลงบันได เราเดินเข้าครัวของบ้านน้า บ้านป้า เพื่อดูว่ามีอะไรกินได้บ้าง หรือไม่ก็ชวนกันทำอาหารกินร่วมกัน ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าหมี่น้ำ ข้าวสวย น้ำพริก ผักสดและก็พวกปลาต่างๆ เพราะว่าบ้านของพวกเราจะตั้งอยู่ในน้ำร่วมครึ่งปี จึงมีบ้านไม่กี่หลังที่สามารถเลี้ยงไก่ได้ แต่ละครอบครัวมักจะซื้อทุกอย่างด้วยการจดเชื่อกันไว้ก่อน และข้าพเจ้าก็จำไม่ได้แล้วว่าเคยได้ทานไข่ไก่ทั้งฟองเพียงคนเดียวก่อนเข้า เรียนในระดับมัธยมศึกษาหรือไม่

การที่เราอยู่ในเขตน้ำท่วม เราเรียกว่า ‘หน้าน้ำ’ เราจึงทำนา ‘หน้านา’ ได้เพียงปีละครั้ง การสัญจรไปมาจึงต้องพึงพาทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ หมู่บ้านของเราจัดงานเทศกาลทั้งงานวัดงานบ้านเกือบตลอดทั้งปี ในช่วงเทศกาลงานวัดหรืองานบ้าน ชาวบ้านจะใช้เวลาหลายวันช่วยกันเตรียมและจัดทำอาหารคาวหวานไว้เลี้ยงพระ เลี้ยงแขก และให้หอบหิ้วกันเอากลับไปฝากคนที่อยู่ทางบ้านอีกด้วย ทั้งคนหนุ่มคนสาว หรือคนไม่หนุ่ม คนไม่สาว จะเล่นดนตรีและร้องเพลงกันอย่างครึกครื้นตลอดงาน แต่ปัจจุบันเทศกาลงานรื่นเริงหลายอย่างได้หายไป สำหรับเทศกาลที่ยังคงดำรงอยู่มาถึงปัจจุบัน ความเรียบง่าย วัฒนธรรมประเพณี และความลุ่มลึกทางจิตวิญญาณได้ขาดหายไปเยอะทีเดียว ชาวบ้านต่างก็จัดงานด้วยการจ้างผู้รับเหมาจัดเลี้ยงที่บริการทั้งอาหารและวงดนตรีที่มีสาวๆ นุ่งบิกินีมาเต้นโชว์ตลอดงาน

ในช่วงต้นทศวรรษ 2520 การพัฒนาต่างๆ เริ่มเข้ามาถึงหมู่บ้าน ถนนลูกรังถูกตัดเชื่อมไปสู่ตัวอำเภอ ตามมาด้วยไฟฟ้าและฝุ่น คลองชลประทานและประตูกั้นน้ำเข้ามาพร้อมๆ กัน เพื่อช่วยป้องกันน้ำท่วมและส่งน้ำให้ชาวบ้านสามารถทำนาปรังและปลูกข้าวได้มากกว่าปีละหนึ่งครั้ง ปัจจุบันพี่ชาย น้องชาย และพี่สาวของข้าพเจ้าสามารถปลูกข้าวได้ปีละสองครั้ง บางปีก็สามครั้ง

ปลายทศวรรษ 2530 ถนนลูกรังฝุ่นคลุ้งได้แปรเปลี่ยนเป็นถนนลาดยาง ฝุ่นที่เคยพัดปลิวเข้าบ้านเราเบาบางลงไปมาก แต่ก็จนกระทั่งช่วงกลางทศวรรษที่ 2530 นี่เองที่หมู่ของบ้านได้จัดทำระบบน้ำประปาหมู่บ้าน และเมื่อสายโทรศัพท์เดินทางมาถึงบางบ้านในช่วงปลายทศวรรษ 2540 เกือบทุกคนในหมู่บ้านก็มีโทรศัทพ์มือถือใช้กันแล้ว

นี่คือหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากกรุงเทพเพียง 100 กิโลเมตร สำหรับหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากกรุงเทพหลายร้อย กิโลเมตรเช่นที่อีสาน การพัฒนาต่างๆ เหล่านี้เดินทางมาถึงหมู่บ้านของพวกเขาล่าช้ากว่าหมู่บ้านของข้าพเจ้าอีก

เมื่อขายข้าวได้ ชาวบ้านจะมีเงินกันขึ้นมาบ้าง พ่อค้าแม่ค้าเร่จะทะยอยเดินท้างเข้ามายังหมู่บ้านของเราอย่างไม่ขาดสาย พ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้จะเดินเร่ขายของจากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง แบกหิ้วของพะรุงพะรัง มีทั้งมุ้ง หม้อ กะทะ ผ้าห่ม และรวมทั้งรูปภาพของพระพระบรมวงศานุวงศ์

ข้าพเจ้ายังจำได้ถึงเมื่อครั้งที่ยายซื้อรูปภาพของในหลวงและราชินีที่ใส่กรอบทองสวยหรู แล้วนำรูปไปแขวนไว้บนฝาบ้าน สูงกว่าสิ่งอื่นใด ข้าพเจ้าจำได้ดีถึงความน้อยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของแม่ที่ไม่สามารถซื้อรูปเหล่านั้นได้ นี่คือความรักของข้าพเจ้าที่มีต่อบ้านเกิด และความรักที่มีต่อในหลวงและราชินี เนินนานก่อนหน้าที่ข้าพเจ้าจะรู้จักถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า “รัก”

ความรักในพระพระบรมวงศานุวงศ์ของพวกเราเป็นความรักที่ปราศจากซึ่งคำถาม ความรักที่ดูน้อยนิดในต้นทุนแห่งความรักอันยิ่งใหญ่มหาศาลที่ในหลวงและราชินีของประเทศไทยทรงโชคดียิ่งนักที่ได้รับความรักเช่นนี้จากผสกนิกรชาวไทย จนอาจจะเคยชินกันมันและก็ทรงเกษมพระสำราญจากความรักนี้ ราวกับว่ามันเป็นโองการสวรรค์

นอกเหนือจากช่วงเวลาแห่งความสนุนสนานของวัยเด็กที่มีพื้นที่โล่งกว้างให้วิ่งและผืนน้ำอันกว้างใหญ่ให้ว่ายเล่นไปมา แต่การมีลูกถึง 9 คน ในช่วงต้นทศวรรษ 2500 พ่อกับแม่ต้องต่อสู้กันอย่างหนักเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอดให้ได้จากราคาข้าวที่ตกต่ำ

พ่อกับแม่จึงตัดสินใจเดินทางขึ้นเหนือไปแผ่วถางป่าในเขตเชิงเขาที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 100 กิโลเมตร ที่นี่ ครอบครัวเราทำงานอย่างหนักเพื่อแผ่วถางป่าจนกระทั่งมีที่ดินประมาณ​ 50 ไร่ และลงมือเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจเกือบทุกชนิดตามแต่รัฐบาลจะส่งเสริม แต่ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวอับโชค ไม่ว่าเราจะปลูกอะไรตามคำแนะนำของรัฐบาล มันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ดอกทานตะวัน ฝ้าย และอ้อย ฯลฯ แต่พอเราเก็บเกี่ยวเสร็จ ราคาผลิตผลก็มักจะตกต่ำจนเราไม่เหลือกำไร

เมื่อเดินและวิ่งได้คล่องแคล่ว ข้าพเจ้าก็เข้าไปช่วยครอบครัวในไร่ในนาแล้ว ถ้าพวกเราอยู่ในยุคสมัยนี้ พวกเราพี่น้องคงถูกจัดเข้ากลุ่มแรงงานเด็กเป็นแน่แท้ พออายุ 9 ขวบข้าพเจ้าก็รับหน้าที่เป็นแม่ครัว และพนักงานทำความสะอาดของบ้านเป็นที่เรียบร้อย

เช่นเดียวกับครอบครัวชาวนายากจนทั้งหลาย ราคาของเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้า รวมทั้งอุปกรณ์ทางการเกษตรและค่าใช้จ่ายในครอบครัว หมายความว่าพวกเราไม่เคยมีเงินสดติดมือ และครอบครัวของเราก็ไม่เคยปลอดหนี้ พวกเราอาศัยอยู่ในวัฎจักรแห่งหนี้สิ้นที่ไม่มีวันจบสิ้น มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นทุกปี เราจึงต้องพึ่งพิงอาหารเท่าที่จะหาได้จากป่าและลำน้ำ นอกเหนือจากนี้ถ้าจำเป็นจะต้องซื้อเราก็จำเป็นต้องซื้อด้วยการจดเชื่อไว้กับพ่อค้าหรือแม่ค้า พอมีเงินก็จ่ายคืนกันทีหนึ่ง นับตั้งแต่แนวคิดเรื่องปฏิวัติเขียวได้แผ่ขยายไปทั่วประเทศไทย หนี้เพื่อการเกษตรของเกษตรกรไทยไม่เคยหยุดเจริญเติบโต ในปัจจุบันนี้ หนี้สินของครอบครัวเกษตรกรจะอยู่ที่ประมาณ 245,000 บาทต่อครอบครัว

ด้วยเป็นเด็กที่เจ็บออดๆ แอดๆ อยู่ตลอดเวลา บ่อยทีเดียวที่แม่และครอบครัวต้องวิ่งวุ่นพาข้าพเจ้าเข้าโรงหมอคนโน้น หาหมอคนนี้ จริงๆ แล้วคนที่พวกเราเรียกว่าหมอในสมัยนั้นไม่ใช่หมอที่มีใบประกาศนียบัตรแพทยศาสตร์ แต่คือแพทย์ทหารและพยายาล แต่พวกเราเรียกพวกเขาว่าหมอ และแล้วในที่สุดพี่สาวสองคนก็เป็นผู้ที่พาพ่อแม่และข้าพเจ้าไปตรวจที่โรงพยาบาลศิริราช ที่กรุงเทพฯ ที่พี่ทั้งสองทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดและช่วยงานทั่วไป คิดว่าคงราวๆ ปี พ.ศ. 2520 เมื่อข้าพเจ้าอายุ 11 ขวบ นั่นนับว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้าพเจ้าได้รับการตรวจจากแพทย์ที่แท้จริง แพทย์ตรวจพบว่าข้าพเจ้าเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ที่เรียกว่าธาลัสซีเมีย โรคที่คนไทยจำนวนมากเป็นกัน ครอบครัวของเราไม่เคยได้ยินเรื่องโรคนี้มาก่อน และก็ยิ่งไม่ต้องคาดหวังว่าคนอื่นในหมู่บ้านรวมทั้ง ‘หมอ’ ของหมู่บ้านจะรู้เกี่ยวกับโรคนี้ เมื่อมาถึงจุดนี้ของชีวิต ข้าพเจ้าก็ได้แต่มานั่งประหลาดใจว่าตัวเองรอดชีวิตจากการรักษาตามมีตามเกิดของแพทย์ทหารมาถึงบัดนี้ได้อย่างไร

ในยุคสมัยนั้นยังไม่มีการให้บริการด้านการรักษาพยาบาลฟรีต่อประชาชน ถ้ามีคนในครอบครัวคนจนเจ็บป่วยร้ายแรง ค่ารักษาพยายามในคลินิกและโรงพยาบาลมักจะหมายถึงการต้องขายที่ไร่ที่นาเพื่อนำเงินมาจ่ายค่ารักษา หลายครอบครัวต้องล้มละลายด้วยค่ารักษาพยาบาลราคาแพงลิบเช่นนี้ และก็ยังมีหลายครอบครัวที่ต้องล้มละลายได้เพราะค่ารักษาพยาบาลเหล่านี้ในปัจจุบัน เพราะว่าไม่มีครอบครัวไหนที่ยอมเสี่ยงชีวิตของผู้เป็นที่รักในมือของระบบการรักษาพยาบาลที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘ฟรี ตายทุกโรค’ ไม่ใช่ ‘ฟรี รักษาทุกโรค’ ที่รัฐบาลพากันประชาสัมพันธ์

ในยามที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กนั้น ครอบครัวคนไทย ไม่ว่าจะรวยหรือจน ต้องพึ่งเส้นสายและเข้าหาข้าราชการ หรือนักการเมือง โดยเฉพาะสำหรับคนจนการมีเส้นมีสายเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพียงแค่มีสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวคนทำงานในหน่วยงานของรัฐ นั่นก็หมายถึงหลักประกันค่ารักษาพยาบาลของพ่อและแม่

พี่สาวทั้งสองคนของข้าพเจ้าที่พาเข้าพเจ้าไปตรวจรักษาโรคที่โรงพยาบาลนั้นเป็นนางฟ้าที่แท้จริง พี่ทั้งสองทำงานที่โรงพยาบาลตามเข้มนาฬิกาโดยไม่มีเวลาพักผ่อน ตั้งแต่ที่พี่ๆ มีอายุประมาณยี่สิบปี เพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับข้าพเจ้าและน้องสาวและเพื่อเป็นหลักประกันด้านสุขภาพให้กับพ่อกับแม่

บ่อยๆ ที่เดียวที่พวกเราบ่นเกี่ยวกับแม่ว่าเป็นคนไม่มีระเบียบที่สุดในโลก และก็เป็นจริงเช่นนั้นเสียด้วยซิ แม่ไม่รู้จักการทำความสะอาด ซักผ้าไม่เป็น และทำอาหารไม่ค่อยเก่งอีกด้วย แต่แม่เป็นคนที่ทำงานเป็นหลายด้านมาก โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเย็บปักถักร้อย งานจักสาน ทอเสื่อ ทอแห และอุปกรณ์หาปลา แม่ยังเก่งเรื่องการเพาะปลูก สำหรับงานในไร่ในนา และการหาปลากลางแม่้ำ แม่ดูเก่งกว่าพ่อ แต่พ่อนี้ตรงข้ามกับแม่ในเรื่องงานบ้านงานเรือนและพ่อยังทำอาหารอร่อยกว่าแม่

แม่ใจดี และชอบช่วยเหลือผู้อื่น แม้ว่าเราจะไม่ใช่คนมั่งมีแต่แม่ก็ยังอาทรกับคนที่ยังจนกว่าเรา และถ้ามีหมาแมวหลงมาที่บ้านแม่ก็จะให้อาหารพวกมัน นอกเหนือจากการติดหมากอย่างถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว แม่ยังเป็นคนที่คุยกับคนแปลกหน้าโดยไม่รู้สึกแปลกแยก พอนั่งลงบนรถเมล์เท่านั้นล่ะ แม่ก็จะเริ่มทักทายพูดคุยกับคนรอบข้าง ส่วนใหญ่ก็เป็นการคุยด้วยความภาคภูมิใจถึงความเก่งกาจของลูกๆ และก็พูดไปหัวเราะไปถึงสามีขี้เมาของแม่ กระนั้นก็ตาม เมื่อลูกของแม่โดยเฉพาะข้าพเจ้าและน้องสาว ลูกคนที่เก้าของแม่ ป่วยไข้ขึ้นมา แม่จะอยู่ข้างๆ ที่นอนที่เรานอนรักษาตัวตลอดเวลา แม่ไม่เคยทิ้งข้าพเจ้าให้เผชิญกับความเจ็บป่วยตามลำพังยามต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่คลีนิก ซึ่งบางครั้งต้องเราต้องนอนค้างคืนที่นั่นด้วย

ในขณะที่คนในยุคปัจจุบันเริ่มเย็นชาและเฉยเมยต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมองย้อนไปในอดีต ข้าพเจ้า ประจักษ์ถึงความเป็นผู้หญิงที่งดงามของแม่ ในความเป็นคนเปิดเผย มีพลังงานงานบวกที่พร้อมจะปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ผู้อื่นอยู่เสมอ สำหรับข้าพเจ้าแล้ว แม่ของข้าพเจ้าคือแม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อรัฐบาลโหมประชาสัมพันธ์และยกย่องราชินีให้เป็น ‘แม่ของแผ่นดิน’ ในช่วงก่อนการสังหารหมู่นักศึกษาอย่างเหี้ยมโหดในปี 2519 ข้าพเจ้าไม่สามารถจะคิดถึงพระองค์ในฐานะแม่ของข้าพเจ้าได้ สมเด็จพระบรมราชีนีนาถคือราชินี แต่แม่คือผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในขีวิตของข้าพเจ้า

แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าข้าพเจ้าไม่ชื่นชมในความสวยสง่าของอาภรณ์และเครื่องประดับที่ทรงสวมใส่ สื่อพากันโหมประชาสัมพันธ์ว่าพระองค์คือราชีนีที่งดงามที่สุดในโลก และในเมื่อเราก็ไม่เคยเห็นราชินีพระองค์อี่น พวกเราก็เชื่อว่าพระองค์คือราชินีที่มีพระสิริโฉมงดงามที่สุดในโลก

แน่นอนว่าคงไม่ใช่มีแต่ข้าพเจ้าเท่านั้นที่คิดว่าแม่ของตัวเองคือแม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

ระวัง คอมมิวนิสต์จะกินตับและเผาเราทั้งเป็น

ในช่วงที่อยู่ชั้นประถมหนึ่งและประถมสอง พวกเราเรียนพร้อมกันสี่คนเลยทีเดียว ทั้งพี่สาว พี่ชาย ข้าพเจ้าและน้องชาย เราสี่พี่น้องจะเดินเท้าเปล่าไปกลับโรงเรียนวันละสี่กิโลเมตร โรงเรียนวัดที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้านป่า พวกเราเดินเท้าเปล่าไปโน่นไปนี่ ไปในทุกที่ ในยุคสมัยนั้นการเดินเท้าเปล่าไม่่่ใช่เรื่องแปลกประหลาดประการใด คนไทยส่วนใหญ่ก็เดินด้วยเท้าเปล่ากันทั้งนั้น และก็จะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องปกติของประชากรส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ว่าได้

ปี 2519 ครอบครัวเราตัดสินใจขายที่ไร่และย้ายกลับมายังบ้านนา ยามนั้นข้าพเจ้าอยู่ชั้นประถมสาม ที่โรงเรียนใหม่นี้ ข้าพเจ้าต้องเรียนร้องเพลงพระราชนิพนธ์ พวกเราต่างก็รู้สึกภาคภูมิใจที่มีในหลวงที่ทรงพระปรีชาสามารถในการพระราชนิิพนธ์ทำนองเพลงอันไพเราะเพราะพริ้ง

ในการแข่งขันกิจกรรมนักเรียนประถม ในปี 2520 หรือ 2521 ข้าพเจ้าก็จำได้ไม่แน่ชัด แต่จำได้ว่าพวกเรานักเรียนต้องฝึกร้องและแสดงรีวิวประกอบเพลงอยู่หลายสัปดาห์ และเมื่อวันแข่งขันมาถึง ข้าพเจ้าและน้องชายต่างก็ถูกจับแต่งตัวด้วยชุดม่อฮ่อมและผ้าถุงแบบไทยๆ และพวกเราต้องเดินพร้อมรำกลองยาวบนไปบนถนนลูกรังตลอดสองกิโลเมตร เพื่อไปยังโรงเรียนที่เป็นสถานที่จัดประกวด ซึ่งตั้งอยู่ในชุมชนที่ใหญ่กว่าหมู่บ้านของเรา

มันก็ผ่านมานานมากแล้ว แต่ความรู้สึกในวันนั้นยังคงวับวาวอยู่ในความทรงจำ ครอบครัวเราตื่นเต้นไปด้วย แต่ทั้งบ้านไม่มีเงินเลย และก็ไม่มีน้ำมันพืชอีกด้วย พี่สาวทั้งหลายของข้าพเจ้าต้องลุกขึ้นมาทำครัวแต่เช้ามืด ปลอกมะพร้าว ขูดและคั้นน้ำ แล้วเอาไปเคี่ยวในเตาฟืนจนมันกลายเป็นน้ำมันเพื่อเอามาผัดข้าวผัดไข่ให้เราทั้งสองเอาติดตัวไปทานเป็นอาหารกลางวัน ข้าวผัดหอมฉุยถูกห่ออย่างดีด้วยใบบัว แต่พวกเรากลับรู้สึกอายที่เราไม่มีกล่องข้าวสวยๆ ในยุคนี้ข้าวผัดห่อในใบบัวคงดูเป็นเรื่องที่โก้เก๋และเท่ห์ไม่หยอก แต่ในยามนั้นสำหรับเด็กๆ เช่นเรา มันทำให้เรารู้สึกอับอายเพื่อนๆ มากทีเดียว

เราภาคภูมิใจที่ได้ร่วมแสดงในกิจกรรมนักเรียนและก็สนุกไปกับการแสดงรีวิวประกอบเพลง ‘เราสู้’ พวกเราไม่เข้าใจเนื้อหาของเพลงดีนัก ก็เพิ่งจะเมื่อไม่นานมานี้เองที่ข้าพเจ้าได้ทราบว่าเพลงเราสู้ได้ได้รับการนิพนธ์ขึ้นเพื่อปลุกปลอบใจให้ทหารและตำรวจตระเวณชายแดนมีความฮึกเหิมและต่อสู้กับฆ่าศึกจนแม้แต่ตัวตายก็ไม่เสียดายชีวิต ในยามนั้นศัตรูของชาติคือใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘คอมมิวนิสต์’

เท่าที่จำได้ นับตั้งแต่อายุเจ็ดหรือแปดขวบข้าพเจ้าก็ถูกพร่ำสอนให้ ‘ระวังคอมมิวนิสต์’ เพราะว่า “มันเป็นปิศาจร้ายที่จะกินตับแกและเผาพวกเราทั้งเป็น” และยังมีอีก “ถ้าเองเกเรล่ะก็คอมมิวนิสต์จะมาลักตัวไปนะ” ข้าพเจ้าจำได้ดีถึงความกลัว ‘คอมมิวนิสต์’ ความกลัวที่ครอบงำข้าพเจ้าแม้กระทั่งในความฝัน

เมื่อเติบใหญ่และได้เรียนรู้ว่ามีหลายประเทศที่มีพรรคการเมืองภายใต้ชื่อพรรคคอมมิวนิสต์กันอย่างเปิดเผย ข้าพเจ้าก็ได้แต่มานั่งคิดว่า โอ! ทำไมรัฐบาลถึงได้ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจผิดไปได้ขนาดนั้น?

ในห้องเรียนในระดับมัธยมศึกษา อาจารย์วิชาสังคมศึกษาสอนพวกเราว่า รัฐบุรุษปรีดี พนมยงค์ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นบิดาแห่งประชาธิปไตยของประเทศไทย เป็นคอมมิวนิสต์ และเรื่องราวชีวิตของท่านก็นำมาพูดถึงเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น

และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่หลายปีต่อมา ข้าพเจ้าถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับปรีดี ว่าท่านรัฐบรุษปรีดีไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่จริงๆ แล้วคือผู้นำแนวคิดเรื่องระบบรัฐสวัสดิการและการสร้างหลักประกันทางสังคมให้กับประชาชนทั้งประเทศเป็นคนแรก และรัฐธรรมนูญฉบับของท่านปรีดีในปี 2489 เป็นรัฐธรรมนูญที่ถือว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดที่ประเทศไทยเคยมีมา และต่อมาอีกไม่นานข้าพเจ้าตระหนักว่า นับตั้งแต่ขบวนการฝ่ายกษัตริย์นิยม ได้ปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลปรีดีได้สำเร็จในปี 2490 พัฒนาการด้านประชาธิปไตยของประเทศไทยถ้าไม่ก้าวถอยหลัง ก็แทบจะเรียกได้ว่าย่ำอยู่กับที่นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เลข 7 นำโชค

พี่ๆ น้องๆ ของข้าพเจ้าเป็นคนเรียนเก่งได้ที่หนึ่งกันเกือบทุกคน แต่ครอบครัวของเราก็จนเกินกว่าจะส่งลูกทั้งเก้าคนเข้าเรียนในโรงเรียนระดับมัธยมได้ ยิ่งกว่านั้น ลูกๆ ที่ยังเล็กก็ไม่สามารถถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังโดยไม่มีคนดูแลยามที่พวกผู้ใหญ่หรือคนที่ทำงานได้ต้องออกไปอยู่กลางไร่กลางนา ภาระในการดูแลน้องจึงตกอยู่กับพี่ที่อายุมากกว่า

โชคเลยมาตกที่ข้าพเจ้า ลูกคนที่เจ็ดของครอบครัวที่ถูกขีดเส้นชะตาไว้แล้วว่าจะเป็นผู้หญิงคนแรกใน ครอบครัวและจากหมู่บ้าน ที่จะได้ใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง แต่ในยามนั้นข้าพเจ้าหาทราบได้ไม่

เมื่อสอบภาคการเรียนปีสุดท้ายของชั้นมัธยมปลายเสร็จสิ้น ข้าพเจ้าก็เข้าสอบชิงทุนพระราชทานระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของเขตการศึกษา และได้รับรางวัล ทั้งโรงเรียนและครอบครัวของข้าพเจ้าตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่ ชื่อของข้าพเจ้าถูกเขียนเติมในบอร์ดรายชื่อนักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดประจำปี มันเป็นเรื่องที่เกินความคาดฝัน เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นเด็กฉลาด เป็นเพียงเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่ทั้งเปิ่น ทั้งเชย ทั้งเรียบง่าย และไม่มีอะไรโดดเด่น มันเป็นไปได้อย่างไรที่ข้าพเจ้าจะชนะการสอบชิงทุนพระราชทานนี้?

พร้อมกันนั้นข้าพเจ้าก็สามารถสอบผ่านเข้าเรียนที่มหาลัยศิลปากรอันโด่งดัง หลังจากหนึ่งหรือสองเดือนในภาคการศึกษาแรก ข้าพเจ้าต้องเดินทางเข้ากรุงเทพเพื่อไปร่วมในพิธีรับประกาศนียบัตรและรับรางวัลพระราชทาน อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งจากโรงเรียน และแม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมในพิธีมอบรางวัลครั้งนี้ที่จัดขึ้นที่ศาลาดุสิตดาลัย พระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาร โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีจะเป็นผู้ประทานรางวัล แม่และอาจารย์ต่างก็ตื่นเต้นกันมาก

อาจารย์ แม่และพี่สาวเดินทางมากรุงเทพฯ และพวกเราต้องไปที่กระทรวงศึกษาธิการเพื่อฝึกซ้อมธรรมเนียม ปฏิบัติการเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ถึงหนึ่งวัน

พิธีพระราชทานใบประกาศนียบัตรผ่านไปอย่างงดงาม โรงเรียนนำใบประกาศนียบัตรกลับไปติดที่ผนังห้องของผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งเป็นใบประกาศนียบัตรเพียงใบเดียวในรางวัลประเภทนี้ที่นักเรียนของโรงเรียนเราเคยได้รับ ข้าพเจ้าได้กล่องห่อผ้าดิ้นทองอันสวยงามที่มีเงิน 2,000 บาทบรรจุอยู่ในกล่อง และแม่ได้ภาพในขณะที่ข้าพเจ้าย่อตัวถอนสายบัว พร้อมกับยื่นมือไปรับรางวัลจากพระเทพ รูปถ่ายถูกใส่กรอบและแขวนไว้บนฝาบ้าน แม่มักเชิญชวนเพื่อนบ้านและแขกที่มาเยี่ยมให้ดูรูปนั้นด้วยความภาคภูมิใจในตัวลูกสาว สำหรับกล่องสีทองใบนั้นยังคงนอนสงบนิ่งอยู่ในตู้เก็บของที่บ้าน

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารับรางวัลอาจจะพอๆ กับเงินรางวัลที่ข้าพเจ้าได้รับ แต่คุณค่าของรางวัลต่อโรงเรียนและครอบครัวของเรานั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าเงินมากมายนัก และเงิน 2,000 บาท(จากกระทรวงศึกษาธิการ) ก็ช่วยค่าเล่าเรียนของข้าพเจ้าที่มหาวิทยาลัยได้กว่าสองเดือน

มหาวิทยาลัย

หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่นานข้าพเจ้าก็ได้ตระหนักถึงจำนวนงบประมาณจากภาษีอากรที่ถูกนำมาใช้สนับสนุนการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และได้รับทราบว่ามีลูกหลานคนจนเช่นเดียวกับข้าพเจ้าเพียงประมาณ 5% เท่านั้นที่สามารถสอบผ่านและได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเช่นนี้

ที่ภาควิชาสังคมศาสตร์และการพัฒนา คณะอักษรศาสตร์ นี้เองที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่าอะไรคือความเป็นธรรมในสังคม และเมื่อเรียนไปได้ไม่นานข้าพเจ้าก็ตระหนักว่าจำเป็นที่เราจะต้องมีคนที่ทำงานเพื่อคนจน และเพื่อเกษตรกรที่ยากจน ที่สถานศึกษาแห่งนี้ที่ข้าพเจ้าได้ให้สัญญากับหัวใจว่าในชีวิตนี้ข้าพเจ้าจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อลดช่องว่่างระหว่างคนจนและคนรวยให้จงได้

ข้าพเจ้าชอบเข้าร่วมกิจกรรมค่ายอาสา และในทุกช่วงโอกาสที่ทำได้ข้าพเจ้าจะเดินทางไปหมู่บ้านต่างๆ ไปทุกภูมิภาคของไทย พร้อมกับเพื่อนหรืออาจารย์ที่มหาวิทยาลัย ข้าพเจ้าเดินทางเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาพื้นบ้านด้านการเกษตรเพื่อการพึ่งตัวเอง พร้อมกับวิตกกังวลถึงวิถีชีวิตแห่งการพึ่งตัวเองที่ทำให้เป็นไปได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ และเรียนรู้เกี่ยวกับปัญหาความยากจนในประเทศ

ศิลปากรสอนข้าพเจ้าว่า ถ้าจะนำความยุติธรรม ศานติสุข และการพัฒนามาสู่สังคม ชนชั้นที่ได้เปรียบในสังคมจะต้องหยุดแสวงประโยชน์จากความได้เปรียบของตัวเอง และต้องลดทอนการใช้ชีวิตที่ฟู่ฟ่าหรูหราลงมาบ้าง

ณ มหาลัยแห่งนี้ ข้าพเจ้าประจักษ์แจ้งกับตัวเองว่าจะต้องทำงานเพื่อคนที่ถูกกดขี่ขูดรีดและคนที่ถูกผลักให้อยู่ชายขอบของสังคม ทำงานเพื่อนำความยุติธรรมและความเท่าเทียมมาสู่สังคม และที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่ข้าพเจ้าได้รู้เรียนรู้และสัมผัสถึงคำว่า เสรีภาพและประชาธิปไตย และความปรารถนาที่จะทำงานเพื่อคนที่ถูกเอาเปรียบของข้าพเจ้าได้ก่อร่างขึ้นที่นี่

ข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณทุกสิ่ง ขอบคุณทุกความรู้ที่ได้้จากศิลปากร เมื่อได้รับทราบเรื่องที่มหาวิทยาลัยของข้าพเจ้านี้ปฏิเสธที่จะรับนักเรียนหญิงอายุ 18 ปีเข้าเรียน มหาวิทยาลัยที่ได้สอนข้าพเจ้าไห้รู้เท่าทันถึงการแบ่งแยกทางชนชั้นในสังคม ข้าพเจ้าช๊อคกับข่าวนี้เป็นอย่างมาก คณะอักษรศาสตร์ที่รักของข้าพเจ้า ปฏิเสธรับนักเรียนหญิงที่ฉลาดเฉลียว เพียงเพราะเธอกล้าที่จะใช้เสรีภาพแห่งการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น เหตุการณ์ครั้งนี้โหมกระหน่ำตีมโนสำนึกของข้าพเจ้า และเป็นดังเสียงปลุกเรียกให้ข้าพเจ้าตื่นมาเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายอีกครั้งหนึ่ง

รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของข้าพเจ้าคือการศึกษา ข้าพเจ้าขอบคุณครอบครัวจากก้นบึ้งแห่งหัวใจ ที่ตัดสินใจส่งข้าพเจ้าเรียนหนังสือ ขอบคุณและไม่สามารถจะเอ่ยคำว่าขอบคุณได้มากพอกับความเสียสละของพ่อ แม่ พี่ชาย น้องชายและพี่สาวที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กันอย่างจำกัดจำขี่เพื่อให้ข้าพเจ้าและน้องสาวคนเล็กได้เรียนมหาวิทยาลัย ข้าพเจ้าไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้วจากครอบครัว

เครื่องแบบ

เพียงย่างก้าวเข้ามหาวิทยาลัย ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าระบบการรับน้อง (โซตัส)เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น ระบบโซตัส อาวุโส (Seniority) ระเบียบ (Order) ประเพณี (Tradition) สามัคคี (Unity) และน้ำใจ (Spirit) เริ่มกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของสถาบันการศึกษาชั้นสูงในประเทศไทย ที่บ่อยครั้งมันกระทำอย่างน่ารังเกียจและป่าเถื่อน มันถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความอับอายให้นักศึกษาและทำให้นักศึกษายอมจำนนต่อการบงการและยอมรับความไม่เท่าเทียมระหว่างมนุษย์ในสังคม

ข้าพเจ้าไม่ชอบสวมชุดนักศึกษาและก็จะใส่เฉพาะในชั้นเรียนที่ถูกบังคับให้ใส่เท่านั้น ข้าพเจ้ารับไม่ได้ที่ว่าแม้ว่านักศึกษาจะอายุเกิน 18 ปีแล้ว และมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ผู้บริหารที่ออกกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ยังคิดยังเชื่อกันอยู่ว่า พวกเราไม่รู้จักการเลือกเสื้อผ้าด้วยตัวเอง และพวกผู้ใหญ่พากันทำตัวเป็นผู้หยั่งรู้ และกำหนดว่าพวกเราควรจะต้องสวมใส่เสื้อผ้าอะไร

มหาวิทยาลัยจำนวนมาก (เกือบจะทุกมหาวิทยาลัยในประเทศไทย) ต่างพากันกำหนดกฎระเบียบเกี่ยวกับเสื้อผ้าที่นักศึกษาควรหรือไม่ควรสวมใส่ และหลายมหาวิทยาลัยก็มีการบังคับให้นักศึกษาต้องสวมขุดนักศึกษา ซึ่งมันยิ่งสร้างความแบ่งแยกและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบชนชั้นในสังคมไทยมากยิ่งขึ้น มีประเทศไหนบ้างในโลกนี้ที่ออกกฎระเบียบให้นักศึกษามหาวิทยาลัยต้องสวมใส่ชุดนักศึกษา? ประเทศส่วนใหญ่แม้แต่นักเรียนในระดับประถมศึกษาก็ไม่ต้องถูกบังคับให้ใส่ชุดนักเรียน ก็คงมีแต่ประเทศหน้าไหว้หลังหลอกเช่นประเทศไทยนี้เท่านั้นล่ะมัง ที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยแกล้งทำตัวเป็นผู้ที่รู้ดียิ่งกว่าตัวนักศึกษาเองอีกว่าพวกเขาควรจะสวมใส่เสื้อผ้าอะไรถึงจะดูดี ดูเหมาะสม

การออกกฎระเบียบบังคับให้นักศึกษาต้องสวมใส่ชุดนักศึกษาเคร่งครัดมากขึ้นเรื่อยๆ และเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับกลไกของรัฐในการควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการคิด เสรีภาพแห่งจิตวิญญาณที่จะวิเคราะห์และสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆ

นักศึกษาและเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของชาติ ไม่ได้รับอนุญาตให้มีความคิดได้อย่างอิสระแม้แต่เรื่องเสื้อผ้าที่ควรจะสวมใส่

มันจึงไม่น่าแปลกใจที่ชนชั้นที่ได้รับปริญญาบัตรคือกลุ่มคนที่จงรักภักดีต่อสถาบันและจนกลายเป็นคนป่าเถือน เป็นกลุ่มคนที่ได้เปรียบในสังคมที่ไม่สามารถโต้เถียงกับคนอื่นได้อย่างมีเหตุมีผล และแยกแยะว่าอะไรถูกอะไรผิด และไม่น่าประหลาดใจที่พวกเขาพากันยืนอยู่เบื้องหลังทหารที่ต่อสู้กับประชาชนเช่นเดียวกับตัวเอง และยุยงให้นายกรัฐมนตรีของพวกเขาใช้กระสุนจริงยิงใส่ฝูงชนที่เป็นคนที่มาจากชนชั้นล่างในสังคม คนจนที่บังอาจย่ำเท้าเข้ามายังศูนย์กลางการค้าอันทรงคุณเกียรติของพวกเขา

มีคนบอกกับข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าไม่รักประเทศชาติ ไม่มีความศรัทธาต่อทุกสถาบัน และไม่สมควรจะเรียกตัวเองว่าคนไทย ฯลฯ

ชนชั้นผู้มีการศึกษาในประเทศไทยกำลังทำผิดอย่างมหันต์ที่โยงประเด็นการต่อสู้ของคนจนเพื่อประชาธิปไตย และเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมกับความเป็นคน ‘ไม่รักในหลวง’ และ ‘เป็นขบวนการล้มเจ้า’ นี่เป็นความผิดพลาดอย่างแท้จริง เป็นโศกนาฎกรรมและอันตรายอย่างยิ่ง ทั้งนี้มันเป็นผลพวงมาจากระบบการศึกษาที่ไม่ได้ส่งเสริมเรื่องการทำความเข้าใจถึงความเป็นเหตุเป็นผลแห่งการดำรงชีวิตและอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม ของมวลมนุษยชาติ

เสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่ข้าพเจ้าสวมใส่ตลอดสี่ปีในมหาลัย เป็นเสื้อผ้าที่พี่สาวทั้งสองยกให้หรือซื้อให้ ผมก็ให้เพื่อนที่เรียนตัดผมเป็นงานอดิเรกเป็นคนตัดให้ ถ้าจำไม่ผิดข้าพเจ้าเดินเข้าไปดูหนังในโรงหนังแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ตลอดสี่ปีในชีวิตมหาวิทยาลัย เงินค่าใช้จ่ายที่ได้จากพี่สาวมีเพียงพอให้ข้าพเจ้าใช้ไปกับข้าวแกงวันละสามมื้อ และค่ารถกลับบ้าน ซึ่งมันก็เป็นเงินถึง 40% ของเงินเดือนที่พี่ได้รับทีเดียว ไหนพี่ยังจะต้องส่งเงินให้กับทางบ้านอีกประมาณ 40% ของเงินเดือนพี่สาวจึงต้องทำงานรับจ้างทำงานนอกเวลางาน เพื่อให้มีรายได้เพิ่มสำหรับค่าใช้จ่ายและค่ากินอยู่ของตัวพี่สาว พี่สาวคนนี้เป็นคนเรียนเก่งมาก แต่ด้วยความที่พี่เกิดมาก่อนข้าพเจ้า พี่จึงไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย

มันก็จนมาถึงข้าพเจ้า ลูกคนที่เจ็ด ในยามที่พี่ชายและพี่สาวต่างทำงานหาเงินได้แล้ว จึงได้กลายเป็นลูกคนแรกที่ได้รับโอกาสนี้ ข้าพเจ้าคงอยู่กับความรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตกับความโชคดีนี้

บ่อยทีเดียวที่คิดว่าตัวเองคงไม่สามารถเรียนจนจบและต้องลาออกกลางคัน ยังจำได้ดีถึงเหตุการณ์วันนั้นได้ดี วันที่ทั้งพี่ชายที่บ้านและข้าพเจ้าเดินทางมาขอเงินจากพี่สาวพร้อมกัน พี่สาวถึงกับร่ำไห้ว่า “พี่จะไปเอาเงินมาจากไหนมาให้พวกเอง” เราทั้งสามพากันร่ำไห้

ข้าพเจ้าต้องหารายได้เสริมทุกช่วงปิดเทอม ทั้งรับจ้างถักหมอนหรือกระเป๋า ขายก๋วยจั๊บและน้ำแข็งใส และรับจ้างอาจารย์เก็บข้อมูลในหมู่บ้าน และก็สมัครขอรับทุนจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสาม ได้ทุนครั้งละ 2-3,000 บาท ด้วยประการนี้้ข้าพเจ้าจึงสามารถเรียนมหาลัยจนจบในปี 2531 ใครเป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียนของข้าพเจ้ากันล่ะหรือ? ครอบครัวที่น่าสงสารของข้าพเจ้าและเงินภาษีจากประชาชน

ชีวิตนักกิจกรรมเพื่อสังคม

จากนักศึกษาที่จริงจังกับชีวิตและไม่มีประสบการณ์เซ็กส์ งานแรกทีี่ข้าพเจ้าทำเป็นงานที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง งานผู้ช่วยนักศึกษาปริญญาเอกเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่เกาะสมุย

เกาะสมุยเป็นเกาะที่มีพื้นที่มากเป็นอันดับสามของประเทศไทย เป็นเกาะที่เลื่องลือไปทั่วโลกในหมู่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากเยอรมัน สวิสเซอแลนด์ และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ว่าเป็นสรวงสวรรค์แห่งเซ็กส์ ไม่ใช่เฉพาะในยุคนั้น แต่จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

ในปี 2531 เกาะสมุยอยู่ในช่วงวิกฤติของการเปลี่ยนผ่าน กลุ่มโรงแรมใหญ่ๆ จากกรุงเทพฯ เริ่มเข้ามากว้านซื้อที่ดินริมทะเลเพื่อสร้างรีสอร์ทและโรงแรมหรู เกษตรกรและชาวประมงที่เป็นคนท้องถ่ินไม่สามารถหากินได้ในเกาะที่ตัวเองเกิดมา จำต้องอพยพโยกย้ายไปหาที่ดินบนเขาในแผ่นดินใหญ่ และก็เริ่มสร้างครอบครัวใหม่ด้วยการปลูกกาแฟ

ยามนั้นเกาะสมุยมีรีสอร์ทและบังกาโลประมาณ 250 แห่ง และงานที่เราทั้งคู่ต้องทำคือการตระเวณไปทั่วเกาะเพื่อพูดคุยกับเจ้าของกิจการ พนักงาน และชาวบ้านในพื้นที่(ที่ถูกทำให้กลายเป็นผู้อาศัยมากขึ้นเรื่อยๆ)

ดาเป็นเพื่อนคนแรกที่เกาะสมุย ผู้หญิงที่มาจากจังหวัดเดียวกับข้าพเจ้าที่เดินทางมาขายพรมจารีย์ของเธอใน ราคา 10,000 บาท เมื่อข้าพเจ้าถามว่าเพราะเหตุใด เธอตอบกลับอย่างรวดเร็วว่า “ความจนและก็ภาระที่บ้าน” ความยากจนที่ข้าพเจ้ารู้จักเป็นอย่างดี

จันทำงานเป็นแม่ครัวให้กับฝรั่ง ผู้หญิงวัยกลางคนที่รู้จักกับเจ้าของบาร์หลายแห่ง เช่นเดียวกับผู้หญิงจำนวนมากที่เกาะสมุย จันก็แสวงหาชาวต่างชาติที่จะมาพาเธอบินหนีไปจากชีวิตที่ขมขื่น จันเป็นผู้หญิงที่สวยและใจดีที่สุดคนหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้พบเจอในชีวิต ข้าพเจ้าคงไม่สามารถลืมความโอบอ้อมอารีย์ของเธอและความช่วยเหลือให้ข้าพเจ้ารอดพ้นจากพวกนักท่องเที่ยวที่ไร้มารยาท เวลาพวกเราถูกตราหน้าโดยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเหล่านี้ว่า “ผู้หญิงไทยน่ะเหรอ มีเงินก็ซื้อได้หมดทุกคน” “ไม่จริง” ข้าพเจ้าจะโต้กลับทันที

นุ้ย เจ้าของบังกาโล เป็นผู้หญิงดี ที่ดำรงชีวิตที่ยึดมั่นในศักดิ์ศรีและความซื่อตรง ร้านอาหารของนุ้ยอยู่ห่างจากจุดพลุกพล่านของหาดละไมไปทางเหนือ เป็นสถานที่พวกเราชอบไปสุมหัวอยู่กัน ศูนย์กลางเขตบาร์เบียร์ของหาดละไมอยู่ห่างจากบังกาโลของนุ้ยเพียงแค่สิบนาที แต่ก็มีเพียงครั้งเดียวที่ข้าพเจ้าประสบความสำเร็จในการลากจูงนุ้ยให้เดินมาเที่ยวเขตบาร์เบียร์ในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าจะเดินคุยกับสาวชาวบาร์ไปทั่ว จากบาร์หนึ่งไปอีกบาร์หนึ่ง บางครั้งก็ช่วยพวกเธอแปลจดหมาย หรือเขียนจดหมายภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษของข้าพเจ้าในตอนนั้นก็ใช่ว่าจะดีนัก แต่ก็ยังดีกว่าพวกเธอ ถ้าจันกับดาไม่พบคนถูกใจ พวกเราก็จะสุมหัวอยู่ด้วยกัน บางวันก็สองคน บางวันก็สามคน บางคืนข้าพเจ้าก็ไปอยู่เป็นเพื่อนพวกเธอจนถึงตีสามตีสี่ ข้าพเจ้าไม่เคยลืมภาพที่เราสามคนนอนคุยเล่นกันที่ชายหาดละไม หลังเสียงอึกทึกครึกโครมของค่ำคืนได้เงียบหายไป พวกเรานอนฟังเสียงคลื่นและพูดคุยกันตามประสาถึงเรื่องชีวิตและความฝันของแต่ละคน พร้อมกับรอชมความงามยามพระอาทิตย์ค่อยๆ ขยับโผล่ขึ้นจากขอบฟ้า

ด้วยต้องการมีประสบการณ์ทำงานในบาร์ จันจึงช่วยฝากข้าพเจ้าให้้เข้าไปทำงานเป็นพนักงานเสริฟในบาร์แห่งหนึ่งที่ีคราคร่ำไปด้วยลูกค้าต่างชาติ เพราะเป็นบาร์ที่มีีเวทีชกมวย หลังจากทำงานได้สองวันข้าพเจ้าก็ไม่ไปที่บาร์นั้นอีกเลย เพราะทนเห็นสภาพของผู้หญิงอายุมากที่ไม่สามารถหาลูกค้าได้ต้องยอมขึ้นชกมวยหญิงแลกกับค่าจ้างเพียง 100 บาท ผู้หญิงสองคนสู้กันราวกับเป็นศัตรูกันมาแต่ชาติปางไหนเพื่อเงิน 100 บาท นี่มันชีวิตบัดซบชัดๆ?

ในช่่วงต้นทศวรรษ 2530 องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านนี้ระบุว่ามีคนงานขายบริการทางเพศว่าหนึ่งล้าน คนในประเทศไทย ครอบครัวของหญิงสาวเหล่านี้ใช้เงินที่พวกเธอส่งไปให้หมดไปกับการสร้างบ้านหลังโต และ/หรือสมทบทุนสร้างศาลาวัดหลังงาม ตราบใดที่ลูกสาวยังส่งเงินไปให้ พวกเธอก็เป็นที่ต้อนรับกลับบ้าน แต่ถ้าเมื่อไรพวกเธอหาเงินส่งไปให้ไม่ได้หรือหาฝรั่งที่จะส่งเงินไปเลี้ยงครอบครัวเธอไม่ได้แล้วล่ะก้อ การถูกตราหน้าว่าเป็นหญิงเลวก็จะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนยากจะทนแบกรับได้ ข้าพเจ้าได้ประจักษ์ด้วยตนเองว่าผู้หญิงจำนวนไม่น้อยต้องใช้ยาและเครื่องดื่มให้มึนเมาก่อนที่จะสามารถก้าวขึ้นเวทีไปยืนเกาะเสาเต้นอะโก้โก้ยั่วยวนนักท่องเที่ยว ผู้หญิงที่นั่นบางคนจะมีรอยกรีดที่ข้อมือซ้อนกันเป็นปื้นยาว รอยกรีดแต่ละรอยคือรอยจารึกแห่งความผิดหวังและความรังเกียจตัวเองที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้ที่ข้าพเจ้าช่วยเก็บข้อมูลได้รับปริญญาเอกตามที่หวัง และไม่ทราบว่าด้วยประการใดข้าพเจ้ารอดพ้นจากแปดเดือนที่เกาะสมุยโดยที่พรมจรรย์ไม่ฉีกขาด

ในปัจจุบันประเทศไทยมีรายได้จากอุตสาหกรรมขายบริการทางเพศปีละกว่า 200,000 ล้านบาท และมีคนทำงานบริการทางเพศกว่า 2.5 ล้านคน นี่มันประเทศอะไรกันนี่ ที่ดำรงเศรษฐกิจของประเทศบนจิตวิญญาณและร่างกายของผู้หญิงและการท่องเที่ยวทางเพศ?

หลังจากสองเดือนในการเดินทางไปสัมผัสกับความหมายที่แท้จริงแห่งคำว่าเสรีภาพที่ออสเตรเลีย โดยทุนจากนักศึกษามหาวิทยาลัยซิดนีย์ ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจเดินทางไปทำงานกับศูนย์แรงงานเอเชียที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นองค์กรแรงงานในเอเชีย งานที่ต้องทำคือการให้คำแนะนำและช่วยเหลือแรงงานไทยที่ฮ่องกง ส่วนใหญ่ทำงานเป็นแม่บ้าน บางครั้งต้องไปรับตัวพวกเธอจากบ้านนายจ้างมหาโหดแล้วพาไปแจ้งความ ยื่นเรื่องเรียกร้องค่าเสียหายกับสำนักงานคุ้มครองแรงงานที่ฮ่องกง และถ้าพวกเธอได้นายจ้างใหม่ก็พาไปยื่นเอกสารเพื่อทำใบอนุญาตทำงานกับกองตรวจคนเข้าเมือง บางวันข้าพเจ้าต้องอยู่ที่โรงพักถึงสี่ทุ่มห้าทุ่มเพื่อช่วยพวกเธอในการให้ปากคำกับตำรวจ

มันเป็นงานที่หนักมาก แต่ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าได้พบเจอผู้หญิงที่งดงาม ผู้หญิงที่ทำงานหนักแทบจะไม่เคยได้พักผ่อน ผู้หญิงที่เสียสละชีวิตและความสุขส่วนตัวเพื่อทำงานเป็นแม่บ้านที่ฮ่องกงมานานหลายปีเพื่อหารายได้ส่งกลับไปตอบสนองความต้องการของครอบครัวที่เมืองไทย ความต้องการที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทั้งค่าเรียนหรือค่ามอเตอไซด์ของน้องชาย ค่ารักษาพ่อ หรือแม้กระทั่งค่าเรียนของหลานๆ ผู้หญิงหลายคนที่นี่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะสร้างครอบครัวของตัวเอง และในช่วงชีวิตวัยกลางคนเช่นนี้ พวกเธอก็ได้แต่หวังว่าเมื่อกลับบ้านแล้วน้องชายและครอบครัวจะดูแลพวกเธอเป็นการตอบแทนบ้าง

มันแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเพียงปีกว่าๆ หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ข้าพเจ้าได้ทำงานและพบเจอกับผู้หญิงไทยหลายพันคนที่ได้เสียสละชีวิตและความสุขส่วนตัว ผู้หญิ่งที่ยอมแบกรับภาระอันหนักอึ้งในการสร้างหลักประกันทางสังคม และการอยู่ดีมีสุขของครอบครัวของพวกเธอ หลักประกันทางสังคมที่ถูกตีตราว่า ‘คอมมิวนิสต์’ โดยราชอณาจักรไทยนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 2490

สันธะนา

เรื่องราวของสันธะนา หญิงสาววัยสามสิบปีจากภาคอีสานของประเทศไทย เป็นเรื่องที่สมควรหยิบยกมากล่าวถึง เธอถูกทหารยิงเสียชีวิตราวกับสัตว์ป่า และแฟนของเธอบาดเจ็บสาหัส เมื่อทั้งคู่ขับรถมอเตอร์ไซค์ผ่านในเขตกระชับพื้นที่ของทหารในวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 เพื่อกลับที่พักที่อยู่ในซอยหมอเหล็ง

จากข่าว สันธะนาได้เดินทางไปทำงานที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่ไต้หวันเป็นเวลา 3 ปี แล้วไปทำงานประเภทเดียวกันที่ญี่ปุ่นอีก 3 ปี ซึ่งทำให้เธอได้เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นพอที่จะกลับมาทำงานเป็นไกด์ในบริษัททัวร์ญี่ปุ่น ก่อนจะลาออกมาทำงานเป็นผู้จัดการบริษัทส่งออกและนำเข้า เธอเป็นผู้หญิงที่สู้ชีวิตจนประสบความสำเร็จ แต่ก็มาถูกพรากชีวิตไปในช่วงวัยที่กำลังรุ่งโรจน์ ครอบครัวของเธอได้สูญเสียกำลังหลักที่หาเลี้ยงครอบครัว พวกเขาได้รับเงินพระราชทานความช่วยเหลือ 50,000 บาท จากสำนักพระราชวัง และก็อีกเช่นเคย ครอบครัวนี้ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องก้มหน้ายอมรับการการสูญเสียครั้งนี้ว่ามันเรื่องของเวรของกรรม

เรื่องราวชีวิตของสันธะนา เป็นเรื่องราวที่พวกเราอาจจะได้ยินจนชินหูและพบเห็นจนชินตา ข้าพเจ้ารู้สึกโกรธแค้นยิ่งนักเมื่อรัฐบาลพยายามตีตรา 88 ศพที่พวกเขาสังหารบนท้องถนนกรุงเทพฯ เมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่่ผ่านมาว่า เป็นกองกำลังติดอาวุธ และเป็นผู้ก่อการร้ายของ ‘ขบวนการล้มเจ้า’

ตลอดชีวิตยี่สิบปีของการทำงานเพื่อสังคม ข้าพเจ้าได้พบผู้หญิงเช่นเดียวกับสันธะนา นับหมื่นนับแสนคน ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในหลายสิบประเทศทั่วโลก ผู้หญิงที่งดงาม ผู้หญิงที่แบกรับภาระดูแลทุกชีวิตในครอบครัว และแบกรับภาระทางเศรษฐกิจของประเทศอันหน้กอึ้งไว้บนบ่าทั้งสองข้างของพวกเธอ

หลังจากการลุกขึ้นสู้และการถูกปราบปรามมาหลายครั้งในประเทศไทย เหตุการณ์การลุกขึ้นสู้และถูกปราบปรามในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ทำให้พวกเราได้เห็นโฉมหน้าอีกครั้งหนึ่งของความโหดเหี้ยมของผู้มีอำนาจในสังคมไทยที่สามารถสังฆ่าประชาชนคนไทยจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 88 คน ประจักษ์พยานที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงว่าพวกเราปล่อยให้การแบ่งแยกชนชั้นในสังคมไทย เติบโตมาจนถึงขั้นนี้โดยไม่มีการตรวจสอบและยับยั้งได้อย่างไรกัน

ความคับแค้น

ข้าพเจ้าเข้าร่วมประท้วงในเหตุการณ์พฤษภาเลือดในปี 2535 เสียงกึกก้องของขวดน้ำพลาสติกนับหมื่นนับแสนใบที่ีตีกระทบพื้นถนนราชดำเนินยังคงดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของข้าพเจ้า เสียงกึกก้องกัมปนาทที่แม้แต่สรวงสวรรค์ยังต้องรู้สึกเย็นยะเยือกด้วยสำเนียกถึงความมุ่งมั่นของคลื่นมหาชนที่ต้องการขับไล่เผด็จการทหารให้ออกไปจาการเมืองไทย

หลังจากมีผู้ถูกยิงเสียชีวิต 48 คนโดยทหารจากกองกำลังรักษาพระนคร การลุกขึ้นสู้ครั้งนี้ได้ยุติลงโดยการที่ในหลวงเข้ามาเป็นผู้นำเจรจาใกล่เกลี่ยระหว่างผู้นำคณะปฏิวัติและผู้นำการประท้วง ซึ่งผลจากการเจรจาครั้งนี้ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับการแซ่ซร้องสรรเสริญในพระเกียรติคุณเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ทั้งผู้เกี่ยวข้องทุกคนในคณะปฏิวัติและผู้ประท้วงต่างได้รับนิรโทษกรรม นี่เป็นธรรมเนียบปฏิบัติในประเทศไทย ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง คือการถวายฎีกาและการขอพระราชทานอภัยโทษจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลังจากมีการสังเวยชีวิตสักสามสิบหรือสี่สิบศพ พระราชดำรัสของในหลวงคือความยุติธรรม และก็ต้องยุติแค่นั้นไม่สามารถพูดเรื่องความยุติธรรมอื่นใดได้อีก นายพลที่สั่งการให้ทหารสังหารประชาชน 48 คน ได้รับพระราชทานอภัยโทษและยังคงใช้ชีวิตอย่างหรูหราในสังคมชั้นสูง เช่นเดียวกับทรราชคนอื่นๆ ทั้งในอดีตและหลังจากนั้น ไม่เคยมีใครถูกนำตัวขึ้นศาลเพื่อดำเนินคดี

ข้าพเจ้าเริ่มรู้สึกคับข้องใจมากขึ้นเรื่อยๆ มันต่อเนื่องมายาวนานเกินพอแล้วที่ในทุกครั้งที่ประชาชนคนไทยลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม พวกเขาได้อะไรเป็นการตอบแทน? ชนชั้นกรรมาชีพ 48 คนถูกสังหาร และนายกรัฐมนตรีพระราชทาน (ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแต่ถึงสองครั้ง) นายกพระราชทานที่เป็นผู้บริหารบริษัทเครื่องนุ่งห่มยักษ์ใหญ่ของไทยที่มีประวัติศาสตร์การต่อต้านสหภาพแรงงานอย่างหนัก เหล่าชนชั้นสูง นักวิชาการฝ่ายขวา และองค์กรพัฒนาเอกชนหัวอนุรักษ์นิยมต่างก็แสดงความชื่นชมยินดีกับนายกพระราชทาน ปี 2535 จึงเป็นปีที่การคอรัปชั่นทางการเมืองอย่างแยบคายได้พัฒนากลายเป็นสถาบันการเมืองที่ฉ้อฉล

การปราบปราบประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตย หรือผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ไม่เคยจางหายไปจากสังคมไทย หลังจากยี่สิบปีของการทุ่มทำงานอย่างหนักเพื่อลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็นกลับเป็นช่องว่างที่ถอยห่างออกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ

โกลาหลและพินาศ

และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่คนกรุงเทพได้เห็นรถถังขับเคลื่อนเข้าสู่กลางกรุง โดยทหารในแห่งกองทัพไทยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อปล้นประชาธิปไตยอันน้อยนิดที่ประชาชนคนไทยต่อสู้ให้ได้มา

การทำรัฐประหารครั้งนี้กระทำในช่วงที่นายกรัฐมนตรีทักษิณอยู่ที่นิวยอร์ค ซึ่งเขาก็ยังไม่ได้กลับบ้านเกิดจนถึงปัจจุบัน เราไม่อาจทราบได้ว่านายกทักษิณมีความใส่ใจอย่างแท้จริงที่จะสนับสนุนให้เกิดระบบประชาธิปไตยโดยประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงหรือไม่?

ทันที่ที่ข่าวทหารเคลื่อนพลเข้ายึดกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าได้ส่งแถลงการณ์ประณามการทำรัฐประหาร และได้ร่วมในการประท้วงรัฐประหารหลายครั้ง ข้าพเจ้าไม่ได้ประท้วงรัฐประหารเพราะทักษิณ แต่เพราะว่าข้าพเจ้าตระหนักได้ดีว่าการรัฐประหารคือการตบหน้าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพวกเรา และก็มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ตั้งแต่ปี 2549 พัฒนาการด้านประชาธิปไตยของไทยเป็นศูนย์ และประเทศไทยต้องเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองอย่างไม่มีทีท่าว่าจะยุติ (See: http://timeupthailand.blogspot.com/2010/05/blog-post.html)

ถ้ายังมีสิ่งที่ถือเป็นด้านบวกอยู่บ้างของสี่ปีแห่งความโกลาหลและวุ่นวายทางการเมือง มันคือการทำให้การวิพากษ์วิจารณ์ถึงระบบสองมาตรฐานในสังคมไทยที่ไม่มีทางที่จะถูกกดทับให้อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้มีอำนาจได้อีกต่อไป

แม้ว่าจะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉุกเฉินและการเซ็นเซอร์อย่างมโหฬารของรัฐบาล กระแสการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์และการเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมืองของในหลวง ราชินี และสำนักพระราชวัง ทั้งจากคนจนเมืองและคนจนชนบทได้ดังมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันเป็นไปตามครรลองแห่งพัฒนาการทางสังคม ซึ่งจำต้องมีการถกเถียงระหว่างกัน เพื่อที่ประชาชนจะได้พัฒนาเติบโตสู่การเป็นประชากรที่มีสามัญสำนึกด้านการเมืองอย่างแท้จริง และแม้ว่ารัฐบาลจะได้บล๊อคเวบไซด์หลายหมื่นเวบ แต่เวบเหล่านั้นก็สามารถหาทางเปิดใหม่อีกจนได้เพียงไม่กี่วัน

ภายใต้กฎหมายที่เขียนด้วยเลือดเช่นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา) ระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” ขณะนี้มีหลายคนถูกตัดสินจำคุก 6 ปี 10 ปี หรือ 18 ปี เพราะการแสดงความคิดเห็นทั้งทางอินเตอร์เนตและการพูดในที่สาธารณะ

ด้วยกฎหมายมาตรานี้ ผู้จัดการเวบไซด์ประชาไทออนไลน์ (http://www.prachatai3.info) ถูกจับกุมและได้รับอนุญาตให้ประกันตัว พร้อมกับข้อกล่าวหากว่า 50 คดี ได้มีการจัดทำเวบไซด์เพื่อติดตามผู้ต้องหาคดีการเมือง http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/

ประชาชนหลายล้านคน เริ่มสงสัยว่าความรักที่พวกเขาได้มอบให้กับในหลวง มันคุ้มค่ากันหรือไม่กับแผลเป็น และข้อกล่าวหาต่างๆ ที่พวกเขาได้รับเป็นการตอบแทน แม้ว่าจะมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ของขบวนการที่ทำให้ผู้ที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกลายเป็นผู้ก่อการร้ายที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และมีผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตกเป็นเหยื่อของวาทะกรรม ‘รักในหลวง’ และ ‘ปกป้องสถาบัน’ แม้จะมีบทลงโทษร้ายแรง แต่กระนั้นก็ตาม มันก็ไม่สามารถหยุดยั้งกระแสการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ที่แผ่ขยายมากขึ้นเรื่อยๆ ให้เงียบสงบลงได้

บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทยควรเป็นเช่นไร?

แทนที่จะฟังเสียงของประชาชน รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและของวังหลวง กลับพยายามปิดปากเสียงของประชาชนที่ลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์

เมื่อข้าพเจ้ามองย้อนกลับไปดูประเทศไทยในฐานะคนไทยที่เดินทางประชุมและดูงานในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเมื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับปรากฎการณ์ที่นำมาสู่การล้มสลายของราชวงค์เนปาล ข้าพเจ้าไม่อาจคิดเป็นอื่นใดได้ นอกจากรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ท่ีราชวงค์ของไทยไม่ศึกษาเกี่ยวกับความเสื่อม และพัฒนาการของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ยังดำรงอยู่ได้ในสังคมศิวิไลซ์

ยังจำได้ถึงวันหนึ่งที่เพื่อนชาวนรเวย์ได้พาข้าพเจ้าไปทานอาหารที่ร้านอาหารเล็กๆ อันเงียบสงบที่ชานกรุง ออสโลว์ เมืองหลวงของนรเวย์ เราเห็นผู้หญิงท่านหนึ่งเพิ่งทานเสร็จ เดินออกจากร้านอาหาร และเธอก็ขับรถออกไปตามลำพัง หลังจากเธอออกไปแล้วเพื่อนบอกข้าพเจ้าว่า “เธอเป็นฟ้าหญิง” พระองค์ขับรถด้วยตัวเอง และไม่มีขบวนรถตามเสด็จแต่อย่างใด อีกวันหนึ่งแกนนำนักศึกษาได้พาข้าพเจ้าเดินชมเมืองออสโลว์ เราเดินเข้าไปยังสวนอันงดงาม ทั้งสองคนบอกกับข้าพเจ้าว่า นี่เป็นสวนของวังหลวง และองค์พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินีนาถก็ทรงพำนักอยู่ที่พระราชวังแห่ง นี้ โอ! ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนักที่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงค์ทรงให้ประชาชนเข้ามาพักผ่อนในสวนหลวง โดยที่เราไม่เห็นทหารแม้แต่คนเดียวในสวนแห่งนี้

ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เจ้าภาพได้พาข้าพเจ้าเดินชมเมืองหลังจากจบการประชุม เราไปหยุดยืนอยู่ที่ประตูหน้าพระราชวังพอดีกับช่วงที่ฟ้าชายทรงขับรถออกจากประตูวัง ไม่มีการปิดกั้นถนน และมีรถตามเสด็จพระองค์เพียงคันเดียวเท่านั้น

ในประเทศไทยขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ในกรุงเทพฯ หรือในทุกสถานที่โดยเฉพาะเมืองเชียงใหม่ จะมีการเคลียร์ถนนและสะพานลอยก่อนขบวนเสด็จจะมาถึงอย่างน้อยสิบนาที หรือสามสิบนาที ก่อนที่ขบวนรถของพระบรมวงศานุวงศ์จะขับผ่านด้วยความเร็วเกินพิกัดที่กฎหมายกำหนด กฎหมายถูกผ่อนผันให้กับพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ เคยนั่งนับรถขบวนเสด็จโดยเฉพาะขบวนของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ เรานับได้ถึง 30 คัน เป็นรถยนต์ราคาแพงลิบ สีเดียวกันทั้งขบวน

เรื่องราวของบู้เก้ถูกนำมาเล่าขานเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2552 เรื่องของเด็กหญิงอายุ 6 ขวบที่เสียชีวิตเพราะรถยนต์ที่พาเธอไปโรงพยาบาลติดขบวนเสด็จกว่าหนึ่งชั่วโมง เพราะว่าสมาชิกของพระบรมวงศานุวงศ์จะทรงเสด็จไปสปา พ่อของเด็กน้อยได้แจ้งให้ทหารที่ปิดถนนให้รายงานให้ทรงทราบ ทหารกลับมาบอกว่าคำขอร้องถูกปฏิเสธ เขาจึงขับรถอ้อมไปอีกทางเพื่อจะพบว่าถนนก็ถูกปิดเพื่อขบวนเสด็จอีกเช่นกัน ด้วยความอัดอั้นตันใจพ่อของบู้เก้ได้เขียนเล่าเรื่องราวมายังเวบไซด์แห่งหนึ่ง พวกเราที่ได้อ่านเรื่องราวของเด็กน้อยต่างก็ภาวนาให้เธอปลอดภัย แต่ดังที่พ่อของเธอได้เขียนไว้ว่า “ลูกผมตายเพื่อให้นักร้องไปสปา”

ในวันที่ 13 ตุลาคม 2551 หญิงสาวผู้หนึ่งที่ร่วมประท้วงกับขบวนการเสื้อเหลืองได้เสียชีวิตในระหว่างที่มีการปะทะกับตำรวจที่ทำหน้าที่ปกป้องรัฐสภา เธอได้รับพระราชทานเพลิงศพ ทั้งนี้สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์เสด็จมาในงานด้วยพระองค์เอง ติดตามด้วยเหล่าองคมนตรี ผู้นำเหล่าทัพ อภิสิทธิ์และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์

เดือนเมษายน 2553 พ.อ.(พิเศษ)ร่มเกล้า ธุวธรรม รอง เสธ.พล.ร.2 รอ. ค่ายจักรพงษ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี นายทหารที่คุมกำลังในการปราบปรามคนเสื้อแดงเสียชีวิตในวันที่มีการปราบปราบ เสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 เขาได้รับพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ โดยสมเด็จพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานน้ำอาบศพด้วยพระองค์เอง ภรรยาของพันเอกพิเศษร่มเกล้าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการพลเรือน ครอบครัวชาวบ้านที่เสียชีวิตจากการกระชับพื้นที่ 88 ครอบครัวได้รับพระทานเงินช่วยเหลือจากสำนักพระราชวังครอบครัวละ 50,000 บาท

ความยุติธรรมอยู่ที่ไหนกันหรือ จริงๆ แล้วทั้งหมดนี้มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย

มันจำเป็นจะต้องมีองค์กรอิสระจากนานาชาติ เข้ามาตรวจสอบการปราบปราบประชาชนครั้งที่ผ่านมาของรัฐบาลไทย และการตรวจสอบก็ไม่สมควรจะหยุดแค่รัฐบาลอภิสิทธิ์เท่านั้น แม้กระทั่งบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อการปราบปราบประชาชน และความไม่สงบทางการเมืองของประเทศไทย ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาก็จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบด้วยเช่นกัน

ด้วย ‘ความรัก’ อันมหาศาลที่ปวงชนชาวไทยได้มอบให้กับสถาบันดังที่มีการกล่าวอ้างกัน ทำไมสถาบันพระมหากษัตริย์จึงยังทรงมีพฤติกรรมที่ประหนึ่งว่าหวาดระแวงประชาชน แม้ว่าเราจะอยู่ในยุคสมัยแห่งศตวรรษที่ 21 เช่นนี้?

ทำไมสำนักพระราชวังไม่ปล่อยให้พสกนิกรสามารถพูดคุยกันได้อย่างเปิดเผยเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์? หรือว่าสำนักพระราชวังจมอยู่ในวังวนของข่าวลืออันหนาหู จนไม่กล้าที่จะเปิดพื้นที่ให้สาธารณชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น?

ความกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ได้ผลักให้พระบรมวงศานุวงศ์ของไทยเลือกที่จะผูกสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับเหล่านายพลที่ฉ้อฉล เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพระเหตุใดประเทศไทยจึงร่วมเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาในสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ก็เป็นเรื่องที่รับรู้กันอย่างแพร่หลาย

เพราะเหตุใดพระบรมวงศานุวงศ์จึงเป็นเพื่อนกับทรราชเช่นจอมพลถนอม และยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือไม่ให้เขาถูกดำเนินคดีและเตรียมฝูกให้เขาล้มโดยไม่เจ็บตัวมากนัก พร้อมทั้งพระราชทานเพลิงศพเมื่อเสียชีวิต ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

แต่ทำไมพระบรมวงศานุวงศ์ไม่สนับสนุนรัฐบุรุษปรีดี พนมยงค์ บิดาแห่งประชาธิปไตยของไทย ทำไมในปี 2490 จึงสนับสนุนนายพลที่ปฏิวัติรัฐบาลปรีดี ทำไม่ไม่ทรงพระราชทานอภัยโทษให้ท่านปรีดี และทำไมไม่อนุญาตให้ท่านได้กลับเมืองไทยในยามที่ท่านอยู่ในวัยชราภาพ ทั้งไม่มีงานพระราชทานเพลิงศพ เพื่อปลอบขวัญกำลังใจให้ครอบครัวของท่านรัฐบุรุษ เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าไม่อาจเข้าใจได้

ถ้าแผนเค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดีได้มีการนำมาใช้จริงๆ นับตั้งแต่ปี 2476 และไม่ถูกโค่นลงด้วยข้อกล่าวหา ‘เป็นคอมมิวนิสต’ ประชาชนชาวไทยก็อาจจะไม่ต้องอยู่กับ 78 ปีแห่งปรากฎการการไล่ล่าและปราบปรามประชาชนอย่างโหดร้ายราวกับว่าเราอยู่ในสมัยศักดินาในยุคกลางของยุโรป ยุคแห่งการปะทะระหว่างผู้ถูกกดขี่และประชาชนที่อัดแน่นไปด้วยความคับแค้นที่มีต่อความหรูหราฟู่ฟ่าและความเคร่งครัดแห่งพิธีรีตองของสถาบันพระมหากษัตริย์(สำหรับยุคสมัยกลางของยุโรป กรุณาอ่านเพิ่มเติมท่ีท้ายบทความนี้)

เค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดี มุ่งสร้างหลักประกันความสุขแห่งราษฎร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจด้วยระบบสหกรณ์ สวัสดิการสังคม การลงทุนโดยรัฐ และส่งเสริมระบบรัฐวิสาหกิจ ระบบเศรษกิจเพื่อสังคม การแลกเปลี่ยนทางการค้า ส่งเสริมให้ประชากรทุกคนเข้าถึงการศึกษา และให้เกษตรกรได้ใช้กำลังแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นธรรม มีมากจ่ายมาก และยังระบุถึงระบบเงินเดือนประชากรทั้งประเทศอีกด้วย

ถ้าแผนพัฒนาของท่านปรีดีได้มีการนำมาปฏิบัติใช้จริง ประเทศไทยอาจจะเป็นประเทศนำร่องด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้วก็ได้ในตอนนี้ เราอาจจะกล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทางเพศที่นำรายได้ปีละสองแสนล้านบาทมาหล่อเลี้ยงรัฐบาลในปัจจุบันอาจจะถูกแทนที่ด้วยระบบเกษตรกรรมที่เข้มแข็ง และประชาชนทั้งประเทศอาจจะมีระบบประกันสุขภาพที่มีประสิทธิภาพแล้วก็ได้ใน ช่วง 78 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนั่นหมายความว่าประเทศไทยอาจจะไม่อยู่ในวังวนของการล้มละลายทางความเชื่อถือต่อกระบวนการตุลาการเช่นในปัจจุบัน ปวงชนชาวไทยในทุกวันนี้ก็อาจจะกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริงๆ

เมื่อไม่นานมานี้เวบชุมชนคนเหมือนกันได้มีการอ้างถึงจดหมายสองฉบับที่เขียนโดยพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ฉบับแรกทรงเขียนถึงจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการปฏิวัติโค่นรัฐบาลปรีดีได้สำเร็จในปี 2490 และฉบับที่สองทรงเขียนถึงจอมพลถนอมหลังจากที่จอมพลถนอมทำการปฏิวัติตัวเองเพื่ออยู่ในอำนาจต่อในปี 2514

รัฐประหารปี 2490 ได้ชื่อว่าเป็นการทำรัฐประหารที่ได้ทำลายรัฐธรรมนูญที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดของประเทศไทย

รัฐประหาร ปี 2490 ได้ถวายพระราชอำนาจคืนให้องค์พระมหากษัตริย์หลายด้าน ร่วมทั้งถวายคืนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเพระเหตุใดนับตั้งแต่ปี 2490 เป็นต้นมา ประเทศไทยจึงยังคงอยู่ในอุ้มมืออุ้งตืนของทหารที่อ้างตัวว่าเป็น ‘ข้าในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’ และข้ออ้างที่ว่า ‘จำต้องทำรัฐประหารเพื่อปกป้องราชบัลลังก์’?

ในการเปลี่ยนผ่านจากระบบเผด็จการมาสู่ระบบประชาธิปไตยในช่วงปลายทศวรรษ 2510 ของประเทศสเปน (หลังจากประเทศถูกปกครองภายใต้นายพลฟรังโกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 จนกระทั่งนายพลฟรังโกเสียชีวิตในปี 2518) เป็นไปด้วยบรรยากาศแห่งการแก่งแย่งชิงอำนาจระหว่างกองทัพต่างๆ จนเมื่อความขัดแย้งรุนแรงถึงที่สุด ทหารกลุ่มหนึ่งได้ทำการรัฐประหารในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2524 แต่การทำรัฐประหารก็ถูกขัดขวางจากกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส ที่สวมใส่ชุดผู้บัญชาการทหารสูงสุด และทรงมีกระแสพระราชดำรัสผ่านทางรายการโทรทัศน์ เรียกร้องให้สาธารณชนออกมาปกป้องรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอย่างชอบธรรม หัวหน้าคณะรัฐประหารถูกตัดสินจำคุก 30 ปี และการกระทำของพระมหากษัตริย์ของสเปนครั้งนี้ได้นำไปสู่การสร้างความเข็มแข็งให้ทั้งกับระบอบประชาธิปไตยของสเปนและการนับถือในสถาบันพระมหากษัตริย์ได้เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก และก็ไม่เกิดรัฐประหารขึ้นอีกเลยในสเปนหลังจากนั้น

ในทางกลับกัน นับตั้งแต่ปี 2490 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของประเทศไทยได้ลงพระปรมาภิไธยให้กับ คณะรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จในการปล้นประชาธิปไตยของประเทศไทยถึง 7 คณะด้วยกัน

ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมาพระบรมวงศานุวงศ์ของไทยควรจะยืนหยัดเคียงข้างพสกนิกรของพระองค์ เพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย และทำให้ทหารที่พร้อมจะทำการรัฐประหารและปราบปรามประชาชนได้ตลอดเวลาไม่สามารถขยับตัวและลุกขึ้นมาทำการรัฐประหารได้อีกตลอดกาล

การปราบปรามประชาชนของกองกำลังทหารรักษาพระองค์ในเดือนเมษายน 2553 ได้ผลักประเทศไทยให้ล้มลุกคลุกคลานไปบนท้องถนนที่ลื่นแฉะพร้อมกับสถานภาพอันไร้เกียรติยศแห่งการเป็น ‘ประเทศที่ล้มเหลว’ เวลาที่คนไทยจะได้เปิดเวทีสาธารณะเพื่อพูดคุยกันถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันของพระราชวัง และกองกำลังทหารรักษาพระองค์จำนวนมหึมาที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของพระบรมวงศานุวงศ์ ได้ถูกปล่อยให้ผ่านมานานเกินไปแล้ว

และทั้งอำนาจอันบริบูรณ์และเอกสิทธิ์พิเศษมากมายอันมีราคาแพงลิบลิ่วที่มอบให้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเอกสิทธิ์ที่ถูกใช้อย่างสวนกระแสพระราชดำรัส ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้ที่ตรัสแนวนโยบายนี้ด้วยพระองค์เอง

ด้วยการเปิดพื้นที่ให้สาธารณชนได้วิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างอิสระเท่านั้นที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ จะยังคงสามารถที่จะฟื้นความศรัทธาและยังคงเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดการเข่นฆ่า ประชาชนในประเทศเกิดขึ้นอีกในอนาคต และนำความยุติธรรมกลับคืนสู่ประเทศไทย โดยไม่ต้องพึ่งพิงทหารหรือกองกำลังติดอาวุธ ที่ไม่มีความจำเป็นเลยแม้แต่น้อยต่อประเทศไทยในศตวรรษที่ 21

พระราชวังจะต้องเปิดพื้นที่ให้พสกนิกรชาวไทยเปิดเผยความรู้สึกที่พวกเขามีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ได้อย่างอิสระ และพระราชวังจะต้องสั่งให้มีการยุติกระบวนการสร้างกระแส ‘เรารักในหลวง’ และ ‘ปกป้องสถาบัน’ โดยทันที

นับตั้งแต่วันที่ข้าพเจ้าได้ก่อกำเนิด พระบรมวงศานุวงศ์ได้รับความรักจากข้าพเจ้า แต่อย่างช้าๆ ความรักนี้นี้ได้ค่อยๆ เลือนหายไป ถ้าพระราชวังทำให้ข้าพเจ้าต้องเลือกระหว่าง รักพระบรมวงศานุวงศ์กับรักประชาชนคนไทย ข้าพเจ้าคงต้องเลือกประการหลัง ไม่มีสิ่งใดหรือคนใดสามารถมาทำให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนใจในความรักที่มีต่อพี่น้องชาวไทยได้

เมื่อกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ มีหลายประเด็นที่สาธารณชนจำต้องถกเถียงกันด้วยเหตุผลได้โดยปราศจากซึ่งความกลัวว่าจะถูกจับโยนเข้าคุก โดยเฉพาะประเด็นดังต่อไปนี้

  • ทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 60 ปี ด้วยพระราชทรัพย์รวมกันทั้งสิ้นกว่าหนึ่งล้านหนึ่งแสนสองหมื่นล้านล้านบาท ในปี 2551 องค์กรจัดลำดับ Forbes ได้ประกาศพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าทรงเป็นกษัตริย์ที่มั่งคั่งมากที่สุดในโลกเหนือกษัตริย์ทั้งปวง สาธารณชนไทยควรจะได้รับอนุญาติให้สามารถร่วมชื่นชมพระราชทรัพย์ของสถาบันพระมหากษัตริย์และขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องมองย้อนมาศึกษาเปรียบเทียบระยะห่างที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ ของช่องว่างระหว่าคนรวยและคนจนในสังคมไทย
  • ไม่มีทางที่การแต่งงานระหว่างความคิดของฝ่ายกษัตริย์นิยมที่เรียกว่า ‘ความเป็นไทย’ กับผลประโยชน์ที่เกิดจากอุตสาหกรรมเทคโนโลโยีขั้นสูงจะอยู่กันได้อย่างยั่งยืนโดยปราศจากซึ่งระบบตุลาการที่เป็นอิสระ
  • ฝ่ายกษัตริย์นิยมเริ่มมีจำนวนน้องลงเรื่อยๆ และไม่สามารถพึ่งพึงทหารชั้นผู้น้อยและตำรวจได้อีกต่อไป เพราะพวกทหารและตำรวจชั้นผู้น้อยต่างก็มีพ่อ มีแม่ มีลุง ป้า น้า อา อยู่ในกลุ่มของคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบที่เริ่มตระหนักถึงจิตสำนึกร่วมแห่งความเป็นชนชั้นกรรมาชีพ ทั้งในเมืองและในชนบทมากขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายกษัตริย์นิยมจึงต้องหันไปพึ่งพิงและพยายามควบคุมอำนาจตุลาการไว้ให้ได้ โดยเฉพาะผู้พิพากษาสูงสุดทั้งหลาย โดยใส่ความคิดเรื่องใครคือ ‘คนดี’ และ ‘คนไม่ดี’ และ ‘จิตวิญญาณประชาชาติ’ ไว้ในแนวปฏิบัติของศาลด้วย

ถ้าจะทำให้ระบบ ‘กฎหมายเป็นกฎหมาย’ กลับคืนมาสู่ประเทศไทย เพื่อที่ประเทศไทยและคนไทยจะได้พบกับถนนสายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง และสามารถนำพาประเทศและสันติภาพมาสู่ทั้งภูมิภาค จำต้องมีข้อกฎหมายที่ระบุชัดเจนว่าห้ามสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาก่าวก่ายการตัดสินใจของศาลไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด

  • ระบบตุลาการที่บิดเบี้ยวมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดจากการให้ท้ายของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ไม่ได้ร่างมาตามครรลองแห่งรัฐธรรมนูญ และเขียนขึ้นมาภายใต้กฎของคณะรัฐประหาร

มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาที่ครอบคลุมถึงการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจะต้องเอาออกไป เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติ

การเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองอย่างทรงศักยภาพของคณะองคมนตรีมาโดยตลอด จะต้องมีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

  • ปวงชนชาวไทยไม่ต้องการหน่วยทหารรักษาพระองค์ร่วม 60 กองพัน ที่มีทหารรักษาพระองค์กว่า 30,000 นายเพื่อมาพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ที่ยืนยันว่าเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทย

นายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครองกล่าวว่า จากการที่กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินโครงการอาสาสมัครปกป้องสถาบัน ขณะนี้พบว่าประชาชนสนใจสมัครเป็นสมาชิกอาสาสมัครปกป้องสถาบันทั่วประเทศ จำนวนมาก โดยเริ่มต้นให้มีอำเภอละไม่น้อยกว่า 1,000 คน ขณะนี้เกิน 1,000 คนแล้ว และจะขยายไปจนถึง 1 แสนคน

เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2553 กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินโครงการ ‘อาสาสมัครปกป้องสถาบัน’ โดยจะระดมเยาวชนจากทุกอำเภอทั่วประเทศ อำเภอละ 1,000 คน ทั้งนี้ระบุว่า ประชาชนทุกคนต่างมีศูนย์รวมจิตใจคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อุดมการณ์ของอาสาสมัครปกป้องสถาบันคือ “ที่จะปกป้องสถาบันด้วยชีวิต การรักษาความสามัคคี รักษาความสมานฉันท์ รักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ” ทั่วประเทศ

ในวันที่ 8 มิถุนายน อธิบดีกรมการปกครองได้กล่าวเปิดงานที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้กับอาสาสมัครกลุ่มแรกที่มีทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านและข้าราชการท้องถิ่นจำนวน 2,000 คน และได้มีการมอบบัตรอาสาสมัครปกป้องสถาบัน (อสป.จชต.) ให้แก่ตัวแทนอาสาสมัครปกป้องสถาบันจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน ๓๓ อำเภอ และการกล่าวถวายราชสดุดี ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

คงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงว่าขณะนี้การสังหารแกนนำคนเสื้อแดงระดับท้องถิ่นได้เริ่มขึ้นแล้ว

  • มันเป็นความป่วยไข้ที่ยากจะเยียวยา ที่ในทุกครั้งของการรวมตัวของชาวบ้านและคนงานเพื่อนำเสนอทางออกต่อปัญหาของพวกเขา ต่อข้าราชการที่รับผิดชอบ ปากของพวกเขาจะถูกปิดด้วยคำพูดของข้าราชการทั้งหลายว่า “ข้าพเจ้าเป็นข้าในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เราทำงานเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” คำพูดเหล่านี้จากปากข้าราชการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกดหัวชาวบ้านไม่ให้สามารถพัฒนาและเติบโต ข้าราชการกินเงินเดือนภาษีของประชาชน ควรจะทำหน้าที่บริการประชาชน ไม่ใช่เป็นข้าในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีข้ารับใช้มากจนเพียงพอแล้ว

การใช้คำพูดเหล่านี้ของข้าราชการทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติคือการป้องกันไม่ให้เกิดการอภิปราย ถกเถียงกันอย่างแท้จริงและจริงจังในการแก้ปัญหาเร่งด่วนของชาติ และคำพูดเหล่านี้ควรจะถูกออกคำสั่งห้ามใช้อีกต่อไป

องค์กรพัฒนาชุมชนและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมักจะบ่นให้ฟังว่าถ้าจะทำโครงการอนุรักษ์หรือโครงการพัฒนาถ้าไม่มีป้าย ‘โครงการเฉลิมพระเกียรติ’ หรือภายใต้การอุปภัมภ์ของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง โอกาสจะได้รับความร่วมมือจากข้าราชการนั้นยากมาก ไม่ต้องพูดถึงการเข้าถึงเงินทุนพัฒนาของรัฐ การทำงานพัฒนาที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของสถาบันใด ไม่ว่าจะเพื่อการพัฒนาชุมชนหรือเพื่อการพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จะถูกมองข้ามหรือไม่ได้รัความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือพยายามผลักให้กิจกรรมนั้นๆ ของชาวบ้านเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม หรือไม่ว่าชาวบ้านจะได้จัดการโครงการกันดีแค่ไหนก็ตาม

  • สำนักงานที่ดูแลกิจการในพระบรมวงศานุวงศ์ได้พัฒนากลไกที่ละเอียดอ่อนและประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่งในการรับเงินบริจาคเงิน ‘โดยเสต็จพระราชกุศล’ ทั้งจากบรรษัทห้างร้านต่างๆ และจากสาธารณชน การบริจาคเงินทุกชนิดให้กับพระบรมวงศานุวงศ์และการใช้เงินเหล่านั้นควรจะต้องทำให้เกิดความโปร่งใสและให้สาธารณชนตรวจสอบที่มาที่ไปของการใช้เงินบริจาคเหล่านั้นได้
  • ขนบธรรมเนียมของพระราชสำนักที่ละเมิดศักดิ์ศรีแห่งปัจเจกบุคคลและศักดิ์ศรีแห่งสังคมจำเป็นจะต้อง มีการทบทวนเพื่อแก้ไขปรับปรุง และอาจจะต้องยกเลิกขนบธรรมเนียมส่วนใหญ่ที่ล้าสมัยออกไป อาทิ การที่พระบรมวงศานุวงศ์คาดหวังว่าเงินภาษีจากประชาชนควรจะถูกนำมาใช้ปิดกั้นถนนเพื่อให้ขบวนรถยนต์พระที่นั่งสุดหรูหลายสิบคันขับผ่านไปไหนมาไหนโดยไม่ติดขัด หรือว่าก่อนที่ผู้ชมจะได้ดูหนัง ‘Sex and the City2’ จะต้องยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนหนังฉาย หรือไม่ก็จะต้องยอมถูกกระทีบก่อน และเงินนับล้านบาทที่จะต้องใช้สร้างพระตำหนักชั่วคราวในช่วงที่ทรงเสด็จ เยี่ยมเยียนราษฎร หรือแม้แต่การจะเข้าพบในหลวงและราชินีจะต้องมอบคลานใต้เบื้องพระยุคลบาท และเปล่งภาษาแห่งยุคบุราณกาล ‘ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม’

ในโลกยุคสมัยนี้ ไม่มีใครเป็นฝุ่นใต้ธุลีพระบาทของใคร แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงละทิ้งซึ่งยศฐาบรรดาศักดิ์และพระราชวังเพื่อใช้ชีวิตสามัญชนที่เท่าเทียมกับมนุษย์ผู้อื่น

ทั้งหลายทั้งปวงที่เขียนมานี้คือเหตุผลที่ว่าทำไม่มันจึงยากมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับข้าพเจ้าที่จะ ‘รักในหลวง’

กระแส ‘ปกป้องสถาบัน’ อันเชี่ยวกรากในปัจจุบัน ด้วยข้ออ้างความชอบธรรมในการจัดตั้งว่า ‘ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’ จะนำเราเข้าสู้สงครามกลางเมืองไม่ใช่สันติภาพ จะต้องรออีกนานแค่ไหนที่สถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันที่แวดล้อมทั้งหลาย จะตระหนักว่าจะต้องทำใจยอมรับและสนับสนุนข้อเรียกร้องของปวงชนชาวไทย เพ่ือให้ประชาชนทุกคนในสังคมได้อยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม ได้รับความเป็นธรรมภายใต้ระบบประชาธิปไตย และจัดระบบการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรม พร้อมทั้งเคารพในสิทธิขั้นพื้นฐานแห่งการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นและสิทธิใน การเจรจาต่อรองร่วม

จรรยา ยิ้มประเสริฐ
24 มิถุนายน 2553


อธิบายเพิ่มเติม “ยุคสมัยกลาง”

คำนี้เป็นคำที่เป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้บรรยายถึง “ยุคกลาง”

ยุคกลางมักจะเป็นการอางถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ยุโรปนับตั้งแต่คริสตวรรษที่ 5 – 15 กล่าวอย่างรวบรัดคืออยู่ช่วงปลายยุคโบราณกับภาคแรกของการรวมตัวเป็นชาติ

ยุคกลางของยุโรปถ้าเปรียบเทียบกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็คงจะอยู่ในช่วงที่ราชวงค์มองโกลถอนกำลังออกจากภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะออกจากพม่าและเขมร สู่ช่วงการเริ่มแนวคิดการรวมตัวเป็นชนชาติไท ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ายุุคกลางของภูมิภาคนี้อาจจะอยู่ในช่วงปลายคริสตวรรษที่ 13 จนถึงคริสตวรรษที่ 18

ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกหรือตะวันตก ยุคกลางเป็นยุคของการแข่งขันและสู้รบระหว่างกันเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ ซึ่งในช่วงนั้นคือการแย่งชิงกำลังแรงงาน ผู้นำที่หลักแหลมได้ตระหนักในไม่ช้าว่าอำนาจที่ยิ่งใหญ่จะต้องมาพร้อมกับศักยภาพในการควบคุมกำลังแรงงานจำนวนมหาศาล (รวมทั้งการสะสมกำลังทหาร) ให้ได้ ซึ่งจะต้องสร้างให้เกิดศูนย์รวมของความรู้สึกร่วมแห่งความเป็นสถาบัน หมายถึงการต้องจัดโครงสร้างลำดับชั้นการปกครอง ‘ไพร่-นาย’ ในสังคม (หรือที่เรียกว่าไพร่-อำมาตย์้)

นี่จึงเกิดยุคทองแห่งกรุงศรีอยุธยาในคริสตวรรษที่ 14

ทั้งตะวันตกและตะวันออก มีความสอดคล้องกันของยุคกลางในเรื่องการทำสงครามตีเมืองขึ้นกันไปมา อย่างไม่รู้จักหยุดรู้จักหย่อน จนไปถึงการเริ่มปักหมุดแห่งการสร้างความเป็นชาติ นั่นก็หมายความว่าชาวบ้านที่ไม่ต้องการตายในสนามรบภายใต้ธงรบของกษัตริย์พระองค์นี้หรือกษัตริย์พระองค์นั้น จำต้องหลีกหนีเข้าป่า และผู้ที่ขยายอำนาจได้กว้างใหญ่ไพศาลก็จะได้รับสมญานามว่า ‘มหาราชหรือมหาจักรพรรดิ์’

ในคริสตวรรษที่ 13 นี้ในยุคโรป นักเทววิทยาชื่อว่าเซนต์โทมัส อควีนาส ได้พยายามที่จะชี้ให้เห็นว่าความมั่งคั่งตามวิถีธรรมชาติไม่ใช่ว่าไม่มีคำว่า ‘จุดอิ่มตัว’ เพราะว่าเมื่อพัฒนาการมาถึงจุดหนึ่งแล้วธรรมชาติก็จะรู้สึกยินดีกับสิ่งที่มีและก็ไม่ต้องการอะไรอีก แต่การกระหายในความมั่งคั่งที่ไม่เป็นไปตามวิถีธรรมชาติจะทำให้ผู้คนตกเป็นทาสแห่งแรงปรารถนา และมีความต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

จากตรรกะแห่งการรู้จักประมาณตนนี้ มันไม่ยากจนเกินกว่าจะทำความเข้าใจว่่า การดิ้นรนไขว่คว้าเพื่อจะได้ครอบครอง และความปราถนาซึ่งตัวเลขของผลกำไรอย่างไม่รู้จักพอ ไม่สามารถนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ มีแต่จะนำไปสู่ความยากแค้นมากขึ้นเรื่อยๆ และในไม่ช้าไม่นาน อำนาจนั้นก็จะต้องถูกโค่น

และอะไรคือความพอเพียง? การตายของไพร่ 88 ศพ พอเพียงที่จะให้ชาวไพร่ยอมจำนน?

อควีนาสบอกว่ามันไม่มีวิถีธรรมชาติที่จะทำให้มนุษย์รู้จักกับคำว่า ‘กำไรพอเพียง’ นี่คือสาส์นของเขาเมื่อ 700 ปีที่ผ่านมา ที่ฝากมาให้พวกเราได้ตระหนักถึงคำว่าการพัฒนาที่ยั่งยืน ยังมีปรัชญาคำสอนอันชาญฉลาดมากมายที่นักคิดนักปรัชญาในอดีตได้ฝากไว้ให้พวกเราคนรุ่นหลัง แต่กระนั้นก็ตามความกระหายที่จะครอบครองความมั่งคั่งอย่างไม่รู้จักอิ่ม ทำให้มนุษย์ตกเป็นทาสแห่งแรงปรารถนาอย่างไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แม้กระทั่งคนในกรุงเทพมหานคร

เรามีเพียงประวัติศาสตร์เท่านั้นที่จะสอนเรา

เรามีโรงละครในแต่ละชุมชนที่จะช่วยสะท้อนให้เราเรียนรู้จากความผิดพลาด แต่มันก็ทำไม่ได้เพราะว่าชาวบ้านปราศจากซึ่งเสรีภาพในการรวมตัวและไร้ซึ่งเสรีภาพที่จะพูดความรู้สึกที่แท้จริง

องค์ความรู้จากประวัติศาสตร์จำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้สำหรับประเทศไทย ทำไม? เพราะว่ามันจะช่วยให้สามัญสำนึกของเราแหลมคม เพื่อที่เราจะได้ตระหนักได้ทันท่วงทีต่อสถานการณ์ที่กำลังผลักพวกเราให้เดิน ถอยหลังในยามที่พวกเรารู้กันดีว่าจำเป็นจะต้องเดินไปข้างหน้า มิฉะนั้นก็ต้องยอมถูกจองจำไว้กับอดีตไปจนตาย

Advertisements
1,972 ความเห็น leave one →
  1. รักษ์ในหลวง292 permalink
    วันพฤหัส 12 เมษายน 2012 08:52 น.

    ขอให้พระองค์เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ของประเทศชาติตลอดไป ขอให้พระองค์มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน

  2. วันพฤหัส 12 เมษายน 2012 09:39 น.

    ไม่ดู tv มา 3 วัน ทุเรศการยกยอปอปั้นเว่อเกินจริง ตอแหลสดๆ ประโคมข่าวกระพือกันเข้าไปจะให้ควายรักละซี ส่วนคนเขาซึ้งมานานแล้วไม่หันกลับไปรักอีกแล้ว

  3. วันพฤหัส 12 เมษายน 2012 10:01 น.

    จอมทัพรับแต่ชอบ ส่วนผิดมอบให้คุณ ฝุ่นใต้ตีน

  4. วันเสาร์ 14 เมษายน 2012 06:19 น.

    นังจรรยา ยิ้มประเสริฐ แกควรเปลี่ยนชื่อเป็น จัณฑาน ฉิบหายเถิด แกสันหลังยาว หาไม่พอกิน แล้วได้เที่ยวกล่าวโทษคนอื่น มีแผ่นดินให้แกเหยียบ มีอากาศให้แกหายใจ มีน้ำให้แกล้างปากเน่าๆของแกทุกหัวระแหง ยังไม่รู้จักพึ่งพาตนเอง ท้องมนุษย์มีให้แกเลิกเกิด แต่แกไม่เลือก กลับเสือกพุ่งเข้าพุงหมา พ่อกับแม่แกคงหนีนรกมาผสมพันธุ์กันจนเกิดเป็นแกน่ะแหละ นังโง่ เที่ยวได้พล่ามให้กรูหมั่นไส้
    อยู่ใกล้ๆ จะเอาตีนเหยียบขี้หมามายัดปากเน่าๆของแก

    • จ่วงจื๊อ permalink
      วันเสาร์ 14 เมษายน 2012 09:43 น.

      นี่เป็นตัวอย่างความคิดเห็นที่ไม่สร้างสรร ผมมีความเชื่อว่าพวกนิยมเจ้าเกือบทุกคนมีความคิดเห็นที่ไม่สร้างสรร บุคคลเมื่อมีความคิดไม่สร้างสรรย่อมไม่ก่อให้เกิดการพัฒนา ประเทศใดที่มีบุคคลลักษณะนี้เป็นจำนวนมากประเทศนั้นจะมีแต่ความขัดแย้งเพราะเขาเหล่านี้ปราศจากเหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์ในการถกเถียง ประเทศเหล่านั้นจะล้าหลังเพราะพวกเขาเหล่านั้นย่อมไม่สามารถที่จะเปลี่ยนเเปลงไปหาสิ่งใหม่ๆได้ เคยใช้ควายไถนาก็จะนิยมควายไปอย่างนั้น สุดท้ายหากมีคนเหล่านี้เป็นจำนวนมากกว่าผู้มีแนวคิดประชาธิปไตย ประเทศนั้นก็จะฉิบหาย

    • จ่วงจื๊อ permalink
      วันเสาร์ 14 เมษายน 2012 09:50 น.

      นี่คือตัวอย่างหนึ่งของคนที่มีความคิดไม่สร้างสรร ผมมีความเชื่อว่าพวกนิยมเจ้าจะมีความคิดลักษณะแบบนี้ บุคคลที่มีความคิดไม่สร้างสรรย่อมก่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นในสังคมเพราะเขาเหล่านั้นย่อมไม่ใช้เหตุผลที่เป็นเชิงวิทยาศาสตร์ในการถกเถียงเพื่อเเก้ปัญหา แต่จะใช้หลักความเชื่อความนิยมในการแสดงเหตุผล และสังคมนั้นจะมีแต่ความล้าหลังเพราะเขาเหล่านั้นย่อมไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ๆที่มีความเจริญกว่าได้เพราะพวกเขาจะมีความเชื่อว่าสิ่งเก่าๆที่มีอยู่เดิมนั้นเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว เคยใช้ควายไถนาก็จะนิยมควายอยู่อย่างนั้น หากสังคมใดที่มีแนวความคิดเช่น yoke เป็นจำนวนมาก ประเทศนั้นอาจถึงคราวฉิบหาย

    • Kez permalink
      วันศุกร์ 22 มกราคม 2016 04:18 น.

      คุณมันก็แค่ขยะชิ้นนึง ในระบอบชนชั้น เน่าเฟะเท่านั้นแหละ มีสิทธอัไรไปว่าคนนู้นคนนี้เป็นจรรทาลทุเรศ ในหลวงแม่งเฮงซวย ลูกชายแท้ๆมันเองยังไม่มีปัญญาจะสอนทำมาสอนชาวบ้าน ภูมิพลไปตายซะไอ้เวร

  5. จ่วงจื๊อ permalink
    วันอาทิตย์ 15 เมษายน 2012 12:15 น.

    การห้ามแตะมาตรา 112 และกฏหมายรัฐธรรมนูญหมวดกษัตริย์ เป็นวิธีการของระบอบเผด็จการเต็มรูปแบบ ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกเหนือไปจากความต้องการรักษาเผด็จการของกษัตราและอมาตยาไว้เท่านั้น แต่การกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่น่าละอายต่อชาวโลกยิ่งนัก แต่พวกเขากลับไม่ได้มีความละอายแก่ใจเลยแม้แต่น้อยนิด

  6. วันจันทร์ 16 เมษายน 2012 19:57 น.

    จรรยา ไม่ใ่จัณฑาล คนทีเป็นจัณฑาลต้องมีพ่อแม่ต่างวรรณะ เช่นพ่อเป็นเจ้าแม่เป็นไพร่ ลูกคือจัณฑาล ของแท้ แต่คนที่เป็นขี้ข้ากราบจัณฑาลทุเรศที่สุดสถุนกว่าจัณฑาลซะอีก

  7. วันจันทร์ 16 เมษายน 2012 20:12 น.

    เพิ่งรู้ว่า อ จรรยา ไปขออากาศพวกฝุ่นใต้ตีนหายใจ

  8. วันจันทร์ 16 เมษายน 2012 20:22 น.

    ประชาชนทำกันเอง แล้วงานศพเสื้อแดง ไม่เห็นมีใครชมว่าเป็นเด็กดีเหมือนอีโบกับไอ้จ๊าบ ก็มันอยู่เบื้องหลังรัฐประหารไงอยากรู้อะไรก็ถาม ธิ ลิ้ม ธิบัง

  9. วันจันทร์ 16 เมษายน 2012 20:29 น.

    ปากชอบด่า พ่อแม่คนอื่น สงสัยพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาสั่งสอนแน่เลย มั่วเรื่องเซ็กอยู่หรือเปล่าถึงคิดแต่เรื่องผสมพันธ์ แล้วก็ต้องมาจากนรกแน่เพราะรู้แต่เรื่องของนรกจริงบ่

  10. วันจันทร์ 16 เมษายน 2012 20:34 น.

    ขอให้อายุยืนนานแต่อยู่อย่างเดี้ยงๆนะแหละเป็นหมาเฝ้าสี่แยกเฝ้าที่ราชการงานมันหนักเหลือเกิน

  11. วันจันทร์ 16 เมษายน 2012 20:50 น.

    ไอ้มาร์คกับไอ้เทือกก็หมดอำนาจวาสนาไปแล้ว แต่ สมยศ กับ อ สุรชัย และเสื้อแดงยังไม่ได้รับการประกันตัว แล้วจะให้เข้าใจว่าอย่างไร จะให้เข้าใจว่ากะหรี่ของแผ่นดินกับผัวไม่ยุ่งใครจะเชื่อ ชู้ราดเบียร์มันยังไม่มีใครกล้าแตะ

  12. รักษ์ในหลวง 292 permalink
    วันพฤหัส 19 เมษายน 2012 09:47 น.

    อยากให้เหงื่อ พ่อแห้ง พักตร์แดงเรื่อ องค์หน่อเนื้อ สละสุข ทุกข์ยังฝืน หกสิบปี ที่ทรงงาน ทุกวันคืน พ่อนั้นตื่น ทุกเวลา จนชาชิน ลูกทั้งหลาย ได้พักผ่อน ตอนหกสิบ องค์พ่อทิพย์ แปดสิบศก ยังผกผลิน ทำเพื่อลูก เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน ทั่วโลกยิน ล้วนยกย่อง พ่อผองไทย ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

  13. รักษ์ในหลวง 292 permalink
    วันพฤหัส 19 เมษายน 2012 10:53 น.

    ตลอดระยะเวลากว่า ๖๐ ปี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานหนักเพื่อประชาชนชาวไทย แม้จะต้องเสด็จฯ ไปในท้องถิ่นทุรกันดารอันห่างไกลก็มิย่อท้อ ทรงยอมทนลำบากตรากตรำพระวรกายแสดงให้เห็นถึงน้ำพระราชหฤทัยอันยิ่งใหญ่ ที่ประกอบด้วยพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

  14. เรารักษ์ในหลวง 292 permalink
    วันอาทิตย์ 22 เมษายน 2012 22:43 น.

    บรรพบุรุษท่านต่อสู้กอบกู้ชาติ ศาสน์ ราชัน แล้วเราเป็นใครกันไม่รักษาให้จงดี
    บรรพบุรุษท่านต่อสู้กอบกู้ชาติ ศาสน์ ราชัน แล้วเราเป็นไทยมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็ด้วยพระบารมีของพ่อหลวง
    พระคุณพ่อนั้นล้นเหลือที่กอปรเกื้อต่อแผ่นดิน หยาดเหงื่อที่หลั่งรินทุกหยดสิ้นเพื่อปวงชน

  15. รักษ์ในหลวง 292 permalink
    วันอังคาร 24 เมษายน 2012 08:05 น.

    ทหารราบรักและเทิดทูลใน หลวง ขอน้อมสดุดีองค์ราชัน

  16. รักษ์ในหลวง 292 permalink
    วันอังคาร 24 เมษายน 2012 08:06 น.

    บรรพบุรุษท่านต่อสู้กอบกู้ชาติ ศาสน์ ราชัน แล้วเราเป็นใครกันไม่รักษาให้จงดี

  17. รักษ์ในหลวง 292 permalink
    วันศุกร์ 27 เมษายน 2012 09:29 น.

    เป็นพลัง ของแผ่นดิน ทุกถิ่นเทศ
    พระปกเกศ คุ้มเกล้า เราทั้งผอง
    หกสิบล้าน ดวงใจ ไทยปรองดอง
    ธ ทรงครอง ราชย์รวม หกสิบปี

    มิ่งมหา มงคล ชนทั้งชาติ
    ขอประกาศ เทิดไท้องค์ พระทรงศรี
    สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทุกแหล่งหล้า ทั่วธานี
    ขอบารมี คุ้มองค์ พระทรงธรรม์

    พระชนม์ชื่น ยืนนาน วารบรรจบ
    แปดสิบ ชันษาครบ เฉลิมขวัญ
    เหล่าทวยราษฎร์ แซ่ซ้อง ฉลองพลัน
    รวมใจมั่น รักพ่อหลวง ของปวงชน

  18. จ่วงจื๊อ permalink
    วันอังคาร 1 พฤษภาคม 2012 23:12 น.

    ไม่ใช่เพียงสถาบันกษัตริย์เท่านั้นที่ต้องปรับตัว แต่สิ่งต่างๆในโลกนี้ล้วนเปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเพื่อความอยู่รอดของสิ่งนั้นเอง สำหรับสังคมไทยยังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่ต้องเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับยุคสมัย เช่นทัศนะคติ ความเชื่อ ค่านิยมและวัฒนธรรมที่ล้าสมัยไร้เหตุผล สิ่งเหล่านี้ก็ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตัวเองเพื่อความอยู่รอดของสังคมและคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น อาจจะต้องรื้อใหม่หมดแทบทั้งระบบ ยกตัวอย่างพุทธะ คำว่าพุทธะ ความหมายในตัวของมันเองเป็นวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว เพียงแต่มนุษย์ทำให้ไขว้เขวไป ไปยึดหลักพิธีกรรมมากกว่าหลักการ ความเป็นพุทธจึงเสื่อมลง เด็กยุคใหม่เขาคิดเป็น วิเคราะห์ได้ ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถตอบคำถามที่เขาสงสัยได้แล้วพวกเขาจะยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไรกัน อย่างถ้าเขาถามว่าทำไมต้องกราบพระสามครั้ง กราบครั้งเดียวกับสามครั้งต่างกันตรงไหน ทำบุญมากได้ขึ้นสวรรค์สูงกว่าทำบุญน้อยจริงหรือไม่อย่างไร การให้เงินพระคือการทำบุญจริงหรือ สิ่งเหล่านี้พระผู้ใหญ่หรือกรมการศาสนาต้องคิดให้หนัก จะรักษาพุทธไว้อย่างไร จะเอาเปลือกหรือเอาแก่นหรือจะเอาไว้ทั้งสอง ประเพณีไทยแต่ก่อนเคารพพระจนสุดขั้วหัวใจ ยกให้อยู่เหนือหัว แท้จริงพระก็คือคนที่มีกิเลสเหมือนกัน การยกให้สิ่งที่มีค่าน้อยให้มีค่าเกินตัวจึงเท่ากับเป็นการโฆษณาเกินจริงกลับยิ่งทำให้สิ่งนั้นด้อยคุณค่าลงไป เคยสงสัยพระวัดเส้าหลินว่า ทำไมพระมีคิ้ว ทำไมพระถึงมีวิทยายุทธต่อสู้กับโยมได้ แต่มองอีกมุมหนึ่งเราจะเห็นความแตกต่างระหว่างสังคมจีนกับสังคมไทยได้เด่นชัดขึ้น สังคมไทยยกพระไว้เหนือหัว ส่วนสังคมจีนมองพระว่าคือสมมติสงฆ์ จึงไม่ได้วางไว้เหนือหัวแต่ให้ความเคารพตามสมควรแก่เหตุ ที่ได้กล่าวพาดพิงไปถึงศาสนาเพราะสิ่งเหล่านี้ได้เชื่อมโยงมาถึงสถาบันกษัตริย์อย่างกลมกลืน คือคนไทยชอบอยู่ในโลกที่มันสมมติ สมมติท่อนไม้ให้เป็นสิ่งวิเศษแล้วก็กราบไหว้ สมมติกองขี้ควายขึ้นเป็นศาลเจ้าแล้วก็กราบไหว้ สิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยในปัจจุบันอย่างมาก เพราะสิ่งเหล่านี้ได้ขัดแย้งกับความมีเหตุผล ดังนั้นถ้าไม่รื้อกันใหม่ทั้งระบบ สังคมไทยก็อาจจะเป็นสังคมที่ผสมกลมกลืนกันระหว่างไสยศาสตร์กับวิทยาศาสตร์อีกนานเท่านานหรือบางทีสิ่งเหล่านี้อาจจะดับสูญไปจากสังคมเพราะไม่ได้มีคุณค่าอย่างแท้จริง ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักเหตุผลและไม่ได้ตอบสนองความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง ฉะนั้นพวกอนุรักษ์นิยมควรสำเหนียกและปรับตัว อย่าทำตัวเป็นจรเข้ขวางคลองกันอยู่เลย

  19. เรารักษ์ในหลวง 292 permalink
    วันพฤหัส 3 พฤษภาคม 2012 20:22 น.

    – ไทยเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นองค์ประมุขปกครองประเทศมาช้านาน ทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนทั้งชาติ
    – เราชาวไทยจงร่วมใจกันถวายความจงรักภักดีให้กับในหลวงของเรา
    – พระคุณพ่อของแผ่นดิน ล้นเหลือสิ้นจักพรรณนา

  20. เรารักษ์ในหลวง 292 permalink
    วันพฤหัส 3 พฤษภาคม 2012 20:23 น.

    – ทรงเป็นองค์ ประมุขจึงทำให้เราได้มีประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้ และเราจักทำให้อนาคตจะต้องมีประเทศไทยต่อไป
    – พระองค์ทรงเป็นพระบิดาการพัฒนาทุกแขนงเพื่อให้ประเทศชาติได้มีความมั่นคงถาวรอย่างแท้จริง
    – ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ช่วยรัฐ – ราษฎร์สามัคคี สมัครสมานมิตรไมตรี สร้างความดีเพื่อแผ่นดิน

  21. เรารักษ์ในหลวง 292 permalink
    วันอังคาร 8 พฤษภาคม 2012 21:38 น.

    พ่อเป็นมิ่ง ขวัญชาติ ปราชญ์ยิ่งใหญ่ ลูกขอกราบ แทบบาทด้วยอวยพรชัย เทพทั่วไทย โปรดคุ้มครอง พ่อของเรา ขอให้พ่อ แข็งแรง แกร่งดังผาไร้โรคา ภยันตราย และไกลเศร้า อายุยืน หมื่นปี ที่นานเนาว์ ทุกค่ำเช้า เกษมสำราญ ชั่วกาลเทอญ

  22. little bee permalink
    วันพุธ 9 พฤษภาคม 2012 05:21 น.

    คุณจรรยา เรียนสูงมาเสียเปล่า แต่การศึกษาไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลยจริงๆนะ

  23. ทหารเสือพระราชา permalink
    วันจันทร์ 14 พฤษภาคม 2012 11:13 น.

    ก็ยังเหมือนเดิมพูดแต่ด้านไม่ดีของพระองค์ พวกท่านก็ดีจังดีอยู่พวกเดียว คนที่รักในหลวงก็เหมาว่าไม่ดีหมด เป็นพวกล้าหลังเป็นได้ทุกอย่างที่ไม่ดี คนที่เห็นด้วยก็ยกยอว่าเก่งแล้ว บรรเจิดแล้ว คำถามที่ถามไปนานแล้วว่าใครเหมาะที่จะเป็น ประธานาธิบดี ก็ไม่เห็นตอบ แต่แนวโน้มออกไปทาง ทักกี้ ท่านทั้งหลายไม่มองล่ะว่าหลายๆประเทศในโลกที่มี ปธด. ก็ยังไม่เห็นเจริญ นั่นเท่ากับมันไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าระบบนี้ดี ถ้าระบบนี้ดีจริงทำไมอังกฤษถึงยังมีราชวงค์ ถึงแม้ว่าจะไม่มีบทบาททางการเมืองแต่ก็ยังมี ไทยก็ไม่เห็นว่าท่านจะลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ถ้าเมืองไทยมี ปธด จะทำให้สามารถสร้างจรวดไปดาวเนปจูนได้ก่อนใครในโลกงั้นเหรอ ที่ผมบอกนี้ไม่ได้หมายความว่าอวดอ้างประการใดแต่หลายๆท่านที่แสดงความเห็นเรื่องล้มล้างก็จะชูประเด็นเรื่องพัฒนา พัฒนาด้านไหน? พวกท่านก็คงจะบอกว่าเรื่องเสรี เรื่องความคิด ทุกวันนี้ยังไม่มีอีกเหรอ??? ผมก็ไม่เห็นพระองค์ท่านออกมาคัดค้านเรื่องที่พวกเราคิด ท่านก็ทรงงานเพื่อประชาชน ทำไมไม่มองเรื่องที่พรรคเพื่อไทยชูประเด็นขึ้นค่าแรงบ้างล่ะครับ ค่าแรง 300 บาท/คน/วัน ไม่คิดบ้างเหรอว่าผลดีกับผลเสียอะไรมันมากกว่ากัน ผมไม่เถียงว่ามันดีสำหรับคนหาเช้ากินค่ำ มันจะดีกว่านี้หากว่าสินค้าไม่ขึ้นราคาตาม ออกมาประกาศว่าคิดไปเองเรื่องสินค้าขึ้นราคา บอกว่าคิดไปเองรู้สึกไปเอง หำ สิครับ มันขึ้นกันเห็นๆ ให้พาณิชน์ออกไปเจรจาไม่ให้ขึ้น ให้อั้นไว้ 4 เดือน แล้วหลังจากนั้นล่ะพี่น้อง ขึ้นหรือไม่ขึ้นก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆต้นทุนเพิ่มแล้ว ไปมองเรื่องนี้ดีกว่าไหม

    • วันพฤหัส 17 พฤษภาคม 2012 14:52 น.

      ควีนประเทศอังกฤษ ไม่เคยลงมายุ่งการเมืองหรอกค่ะ แตกต่างกับประเทศไทย …. คุณ ทหารเสือพระราชา ….. ฉันเข้าใจคุณนะ เพราะคุณถูกปลูกฝังมาแบบนั้น อีกหน่อยนานไปคุณอาจจะเข้าใจอะไร ๆ ได้มากขึ้นก็ได้ ก็ขออวยพรให้คุณได้มองเห็นความจริงโดยเร็ววัน ก้อแล้วกัน

      • Khon Thai in UK permalink
        วันอังคาร 31 กรกฎาคม 2012 11:12 น.

        โง่แล้วอวดฉลาด! ราชินีอังกฤษมีการประชุมกับนายกรัฐมนตรีอังกฤษทุกสัปดาห์ แถมยังให้คำแนะนำเป็นประจำและเปลี่ยนความคิดด้านการเมืองการปกครอง ไม่ใช่ความลับ ใครๆก็ทราบดี ไปหาความรู้ใส่ตัวก่อนออกมาเขียนอะไรเพ้อเจ้อเลื่อนลอยแบบนี้ ทั้งบทความด้านบน ก็บิดเบือนความจริงพยายามล้างสมองคนไม่มีความคิด-คิดเองไม่เป็น รวยที่สุดนั้น…เนื่องมาจากโครงการในพระราชดำริกว่าสามพันโครงการ ไม่ใช่โกงชาติแบบทักษิณ ทรงงานหนักมา 60+ ปี ไม่ใช่ทำธุรกิจแล้วหากำไรเอาเปรียบคนอื่น ม. ๑๑๒ พระองค์ไม่เคยสนพระทัยหรือให้ความเห็น มีแต่ให้อภัยโทษเสมอมา ไม่เกี่ยวอะไรกับในหลวงเลย พ่อแม่คนเขียนบทความก็ฟังดูกตัญญูดี ทำไมลูกออกมากลายเป็นคนอกตัญญูเช่นนี้?????

  24. จ่วงจื๊อ permalink
    วันพฤหัส 24 พฤษภาคม 2012 11:10 น.

    การที่เจ้าเมืองรัตนโกสินทร์(ร.4 ร.5) ดำเนินนโยบายสนลู่ลมยอมเสียดินแดนมากมายเพื่อรักษาดินแดนส่วนที่เรียกว่า”เมืองหลวง”ไว้นั้น เพื่ออะไร เป็นความชาญฉลาดหรือความโง่เขลา เป็นความกล้าหาญหรือความอ่อนแอ ส่วนผมมองว่าเป็นความขี้ขลาดตาขาว กลัวจักรวรรดินิยมจนเกินเหตุ เป็นความเห็นแก่ตัว คือยอมเสียประชาชน ยอมเสียลูกเสียเมียเสียเพื่อนเสียฝูงเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง สภาพของเจ้าเมืองรัตนโกสินทร์ขณะนั้นคงไม่ต่างไปจากนักมวยโดนหมัด มึนตื้บ คิดไม่ออก ประวัติศาสตร์กลับเขียนอย่างภาคภูมิใจว่า”เราไม่ได้เป็นอาณานิคมของใคร”โถโดนตัดแขนตัดขาเสียง่อยเปลี้ยขนาดนั้นก็ยังอุตส่าห์ภูมิใจไม่ได้เป็นเมืองขึ้น ส่วนผมมองว่าเป็นนโยบายที่ผิดพลาด เห็นแก่ตัว ทำให้ประเทศไทยทุกวันนี้พลาดโอกาสในหลายๆด้าน การยอมเป็นเมืองขึ้นยอมเป็นเชลยหรือเป็นทาสเขา เพราะเราพ่ายแพ้สงคราม แต่ชีวิตร่างกายเราก็ยังอยู่ครบรอวันเป็นอิสระ แต่การไม่ไปเป็นทาสเขาแต่ได้ตัดแขนตัดขาตัวเองเพื่อแลกกับอิสรภาพมันก็พิการตลอดชีวิตจะมีประโยชน์อะไรเล่า

    • มองดูความจริง permalink
      วันศุกร์ 13 มีนาคม 2015 03:14 น.

      ดูพม่า ลาว เขมร เวียดนาม อินเดีย อัฟริกา เจริญหรือเปล่า ? ถามหน่อยเถอะ ประเทศที่เจริญเพราะโลเคชั่น .. ถ้าประเทศไทยตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจในตอนนั้น อังกฤษคงจะเอารวมกับพม่า และฝรั่งเศสเอารวมกับอินโดจีน จ่วงจื๊อ ก็ไม่อาจจะมานั่งเขียนวิจารณ์สถาบัน คนไทยอาจจะมีสภาพไม่ต่างอะไรกับไทใหญ่ที่เรียกร้องหาอิสรภาพ

    • ง่วงจัง permalink
      วันเสาร์ 15 ตุลาคม 2016 00:33 น.

      ถ้าเป็นคุณ ผมก็คิดว่าคงไม่มี ปัญญา จะตัดสินหรือคิดอะไรได้เหมือนกันแล่ะ^^

  25. จ่วงจื๊อ permalink
    วันพฤหัส 24 พฤษภาคม 2012 11:28 น.

    ทำไมประชาชนจึงต้องลุกขึ้นสู้ ทำไมประชาชนจึงต้องตื่น ทำไมประชาชนจึงต้องเรียกร้องหา”ประชาธิปไตยของจริง ไม่ใช่ของเทียม” ก็เพราะความไม่เท่าเทียมกันในด้านเศรษฐกิจนี่เอง
    ประเทศด้อยพัฒนามองว่า”ตนเองเสียเปรียบประเทศพัฒนาแล้ว ในระบบเศรษฐกิจโลกในระบบทุนนิยม”ฉันใด ประชาชนคนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศก็มีความรู้สึกต่อชนชั้นนำ ชนชั้นปกครองไทยฉันนั้น การศึกษาทำให้เขารู้ว่า พวกเขาคือผู้เสียเปรียบทางเศรษฐกิจ และพวกเขาก็ถูกชี้นำมาตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี ชนชั้นนำ สถาบันทางการเมือง สถาบันกษัตริย์ ไม่ได้มีความจริงใจกับประชาชนอย่างแท้จริง แต่เขาพยายามหยิบยื่นสิ่งต่างๆให้อย่างไม่เท่าเทียม ด้านการศึกษาเขาพยายามล้างสมองประชาชน ด้านเศรษฐกิจเขาก็เอาเปรียบประชาชน ด้านวัฒนธรรมเขาก็พยายามหยิบยื่นกล่อมเกลา ด้านการเมืองพวกเขาก็ผูกขาดทางอำนาจ ประชาชนถูกมองเป็นผู้อยู่ใต้ปกครองแล้วแต่พวกเขาจะหยิบยื่นให้ แม้ในโลกที่”คนหูทิพย์ตาทิพย์”อย่างปัจจุบันนี้ พวกชนชั้นนำไทยก็ยังตกอยู่ในสภาพหลงตัวเอง บ้าอำนาจ หลงยุค แสดงตนเป็นผู้มีวัฒนธรรมที่ล้าหลังอย่างชัดเจน แสดงความแข็งขืนที่จะรักษาอำนาจของตนไว้ แสดงความเป็นใหญ่ผูกขาดเหนือประชาชน

  26. เสี่ยวหมัดสั่ง permalink
    วันพุธ 13 มิถุนายน 2012 10:17 น.

    ฝากถึงรัฐบาลเพื่อไทยด้วย ยาบ้าเต็มบ้านเต็มเมือง ใครได้ใครเสีย เม็ดละ 400 บาท ทั้งเยาวชน และพ่อแม่เยาวชนติดยากันงอมแงม อนาคตประเทศอยู่ที่ไหน ถ้าจะให้มียาบ้าในเมืองไทยก็กรุณาขายกันให้ถูกกว่านี้หน่อย สถาบันครอบครัวบรรลัย สถาบันชาติริบหรี่ มัวทำอะไรกันอยู่หนา

  27. คนหนึ่ง permalink
    วันพฤหัส 5 กรกฎาคม 2012 21:26 น.

    พึ่งรู้สึกว่าทำไมเราถึง ถูกใส่โปรแกรมที่บิดพลิ้ว ให้รักเคารพในตัวบุคคล อย่างนี้ แทนที่จะเป็น แผ่นดินที่เราอยู่อาศัยร่วมกันไปจนถึงลูกหลาน เพราะบุคคลน่ะต่อให้ดีอย่างไรก่ยังถูกติฉินเลือกที่รักมักที่ชังได้ แต่ถ้าเป็นชาติอันเป็นบ้านและแผ่นดินที่จะอยู่ล่ะก็น่าจะดีกว่านะเพราะถ้าไม่ดูแลก็จะตระหนักได้ง่ายว่า มึงจะทำบ้านมึงพังละนะ ดังนั้นมึงต้องทำให้มันดี อยู่ได้ ถ้ามึงไม่อยากอยู่มึงก็ไปที่อื่น ถ้าเป็นแบบนี้ บ้านเราน่าจะมีปัญหาน้อยลงมีรากฐานแข็งแกร่ง และก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งโดยที่ทุกคนรู้หน้าที่

  28. เรารักษ์ในหลวง 292 permalink
    วันเสาร์ 28 กรกฎาคม 2012 11:43 น.

    แผ่นดินทองต้องมีพ่อหลวง

  29. มึ permalink
    วันเสาร์ 18 สิงหาคม 2012 00:12 น.

    มึงน่ะอยู่เมืองนอกไปเถอะ อย่างกลับมาเลยเมืองไทย ถ้าคิดอย่างนี้

  30. มะปราง permalink
    วันอังคาร 13 พฤศจิกายน 2012 23:13 น.

    เป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวและอกตัญญูเป็นที่สุด

  31. เทิดทูลในหลวงเหนือเกล้า permalink
    วันจันทร์ 7 มกราคม 2013 21:39 น.

    ในแผ่นดินนี้มีใครที่สนใจแก้ปัญหาให้คนไทยได้ครึ่งหนึ่งของที่ในหลวงคิดและทำเพื่อคนไทยไม๊
    รัฐบาลที่ขึ้นมาบริหารประเทศก็คิดแค่ใน4ปีที่อยู่ในตำแหน่งเพื่อจะได้อยู่ต่อเท่านั้น.
    ไม่มีใครคิดแก้ปัญหาระยะยาวให้เหมือนที่ในหลวงเป็นห่วงคนไทย
    ในหลวงไม่ได้ทำเพื่อคะแนนเสียงเหมือนพวกที่หวังผลได้คะแนน
    โหวตเพื่ออำนาจเบ็ดเสร็จเหมือนรัฐบาลนี้
    คนไทยที่ไม่รักในหลวงจึงเรียกว่าเนรคุณ

  32. คนไทย permalink
    วันพุธ 9 มกราคม 2013 19:45 น.

    ใครทำร้ายประเทศชาติที่เป็นแผ่นดินเกิด ทรยศชาติ ขายชาติ โกงชาติ ด่าพระเจ้าแผ่นดิน มันผู้นั้นไม่มีวันเจริญ

  33. เสี่ยวหมัดสั่ง permalink
    วันอังคาร 15 มกราคม 2013 11:13 น.

    คนไทยทุกคนรักพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินก็คงรักประชาชนเช่นกัน แต่คงรักตัวเองมากกว่า เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการคือสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ความอยู่ดีกินดี คำว่าพอเพียงสำหรับคนไทยแล้วยังอยู่ไกลไปไม่ถึง เพราะประชาชนยังอดอยากยากจนอยู่ ถ้านำภาษีของประชาชนมาพัฒนาสถาบันประชาชนอย่างแท้จริง ประเทศไทยไม่จนครับ คิดตามระบบปิดภายในประเทศคนรวยๆเหลือล้นคนจนๆเหลือหลายความเท่าเทียมจึงไม่มีในสังคม เมื่อคนส่วนใหญ่อดอยากยากจนคนส่วนน้อยอยู่ดีมีสุขสังคมย่อมไม่พบความสงบสุข ลัทธิความเชื่อที่กินไม่ได้ไม่สนองตอบความต้องการของประชาชนแต่ยิ่งสร้างความขัดแย้งในสังคมลัทธิความเชือนั้นย่อมไร้ความสำคัญ อย่ามอมเมาประชาชนด้วยอุดมการณ์เทวสิทธิ์ที่กินไม่ได้อย่ามองประชาชนในแง่ร้ายเลยครับ ประชาชนเขาต้องการพัฒนาสมองพัฒนาประเทศ อย่าได้เอาลัทธิเทวสิทธมาทำลายกันทำลายประเทศทำลายความสงบสุขเพียงเพื่อประโยชน์ทางการเมืองสงสารประเทศไทยครับ การขังคุกนักโทษทางการเมืองนักโทษคดีหมิ่นสถาบันเป็นการคุกคามสิทธิมนุษยชน เป็นการทำลายประชาธิปไตยและบ่งบอกถึงความด้อยพัฒนาสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถแก้ปัญหาให้สังคมได้รังแต่จะสร้างความแตกร้าวเพิ่มความเกลียดชังที่มีแต่สถาบันมากยิ่งขึ้น ถ้าอยากให้ประชาชนรักท่านๆต้องรักประชาชนแต่ทุกวันนี้ที่ท่านว่ารักประชาชนเป็นเพียงลมปาก เป็นเพียงลมลวงเพื่อความอยู่รอดของตัวเองก็เท่านั้น ความด้อยพัฒนาของประเทศจึงไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพของประชาชนแต่อยู่ที่สถาบันเบื้องสูงยังใข้อำนาจเผด็จการคุกคามเสรีภาพประชาชนคนไทยอยู่

  34. เทิดทูลในหลวงเหนือเกล้า permalink
    วันจันทร์ 21 มกราคม 2013 22:23 น.

    เวลามีคนชั่วคิดร้ายกับบ้านเรา ต้องการประโยชน์จากบ้านเรา. อ้ายชั่วนั่นก็ต้องยุแยง ล่อหลอก ใส่ร้ายพ่อของเรา. ต้องจัดการกับพ่อของเราก่อน. เพราะพ่อคอยป้องกันพวกเรา พี่น้องไทยทุกคนอย่าตกเป็นเครื่องมือของมันอีกต่อไปเลย. ใช้สติและวิเคราะห์ให้ดี ในแผ่นดินนี้มีใครที่คิดและทำเพื่อความสุขของคนไทยโดยรวมได้สักครึ่งของที่ในหลวงทำไม๊

    อย่าหลงผิดต่อไปเลยคุณจรรยาและพี่น้องที่หลงผิด อย่ายึดเอาแต่อคติของคุณมาทำให้จิตใจของคุณตกตำ่ไปกว่านี้เลย. สำนึกตัววันนี้ยังไม่สายเกินไป [ทุกวันนี้บ้านเมืองเราเดือดร้อนเพราะคนอย่างคุณจรรยานี่แหละ]
    _______________________________________

  35. เสี่ยวหมัดสั่ง permalink
    วันพฤหัส 24 มกราคม 2013 09:35 น.

    เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างสถาบันหลักทั้งสองนั่นคือสถาบันศาสนากํบสถาบันกษัตริย์
    การที่สถาบันศาสนาดำรงมั่นอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนานและเป็นที่เคารพรักของชาวไทยมาอย่างไม่เสื่อมคลาย สถาบันศาสนาไม่ได้สร้างให้เกิดความขัดแย้งความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างรุนแรงในสังคมไทย มีแต่ช่วยประสานรอยร้าวและช่วยสร้างสามัคคีให้เกิดกับบุคคลในชาติ ซึ่งแนวทางการรักษาหรือดำรงไว้ซึ่งสถาบันศาสนานั้นอาศัยหลักศรัทธาและจารีตประเพณีในการคงอยู่ซึ่งสถาบัน ไม่เคยใช้ระบบกฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการปกป้องสถาบันศาสนาแต่อย่างใดเหตุใดความมั่นคงความศรัทธาในศาสนาจึงมีอยู่ในสังคมไทยอย่างมิเสื่อมคลายไปมาก ผิดกับสถาบันกษัตริย์ที่นอกจากจะใช้ความเชื่อเรื่องเทวราชาแล้วยังใช้ระบบกฎหมายที่เป็นเผด็จการ ด้วยเข้าใจไปเองว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือช่วยเสริมสร้างให้สถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่คู่สังคมไทยและรักษาไว้ซึ่งแนวอนุรักษ์นิยมที่ชนชั้นสูงคนมีเงินและพวกอำนาจเก่าและระบบราชการจะมีอำนาจและอภิสิทธิ์ในด้านต่างๆเหนือประชาชน ซึ่งการเข้าใจผิดเช่นว่านี้ ได้สั่นคลอนและทำลายความชอบธรรมและความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสถาบันกษัตริย์ลงเรื่อยๆ จนฝ่ายอนุรักษ์นิยมหรือฝ่ายเจ้าต้องหันมาใช้วิธีการที่รุนแรงและเผด็จการเพื่อกำราบประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของพวกตน และนี่ก็คือที่มาของเหตุการณ์ต่างๆที่สร้างความอยุติธรรมในสังคม การใช้กฎหมายเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม การใช้กฎหมายเผด็จการเพื่อรักษาสถาบันแต่ทำลายประชาชนเป็นความอยุติธรรมที่ฝ่ายเจ้ากลับมองไม่เห็นและนี่เองคือสาเหตุหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเรียกร้องหาความยุติธรรม ฝ่ายเจ้าซึ่งเป็นฝ่ายอำนาจเก่าต้องหันมาใช้วิธีการเผด็จการ รุนแรงเพื่อกำราบประชาชนซึ่งผลที่ได้คือ การต่อต้านจากประชาชน สิ่งเหล่านี้คือที่มาของความขัดแย้งในสังคมไทยอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ ชัยชนะของประเทศคือ การยอมถอยหลังของพวกกษัตริย์นิยม

  36. วันอังคาร 2 กรกฎาคม 2013 04:42 น.

    I was curious if you ever thought of changing the page layout of your site?
    Its very well written; I love what youve got to say.

    But maybe you could a little more in the way of content so people could connect
    with it better. Youve got an awful lot of text for only
    having one or two images. Maybe you could space it out better?

  37. วันเสาร์ 23 พฤศจิกายน 2013 05:34 น.

    วันที่ดี ให้กับประชาชน ทั้งหมดของ ประเทศไทย

    ชื่อ ของฉันคือ นาย ถ้ำ Miguela Roland i มา จากประเทศไทย ฉันได้ ถูกหลอก ครั้ง หลายครั้ง นับตั้งแต่ ฉันถูก มองหา เงินกู้ฉันถูก หลอกลวง $ 1,500 แต่ ฉันพยายามที่ ไม่มี ที่จะไม่ให้ ขึ้นก่อนที่ แล้วฉัน ได้หก หลอกลวง (5) เวลา ใน บริษัท ผม ใช้ บางคนเคย บอกผมว่า จะจ่ายสำหรับการ ประกัน การลงทะเบียน การโอน เงินให้กู้ยืม และ อื่น ๆ อีกมากมาย ของฉันดังนั้นฉัน ตัดสินใจว่า ฉันไม่เคย จะใช้ สำหรับเงินกู้ ในชีวิตของฉันดังนั้นฉัน เริ่ม ร้องไห้ เพราะ เงิน ฉันได้ หายไปได้ ฉันจะได้รับ สิ่งที่ ฉันต้องการ ดังนั้นฉัน สาบาน ว่าฉัน จะไม่ใช้ สำหรับเงินกู้ไม่ว่า สภาพ
    แต่ เมื่อวานนี้ ภรรยาของผม ป่วย มากและ ฉันไม่ได้ มีเงินที่จะ จ่ายค่า โรงพยาบาลเพื่อให้ เป็นเพื่อนที่ดีของ ผมที่จะ โดยตรง นาง สเตลล่า Rene สินเชื่อ บ้านของฉัน ฉันกำลัง เกรงว่าจะไม่ ได้รับ การหลอกลวง อีกครั้ง เพื่อที่เธอ ให้ฉัน สมัครขอสินเชื่อใด ๆ รูปแบบ ที่ฉัน เต็มไป ก่อนหน้านี้ ผม ก็กลัว มากเพราะ ภรรยาของผม อยู่ในโรงพยาบาลเพื่อให้ ได้ภายใน 5 นาที ผม ก็บอกว่า เงินกู้ก็พร้อม และฉัน ให้ บัญชีที่พวกเขาจะ ฝาก เงินกู้ดังนั้นผมจึง เป็น ค่าใช้จ่าย ที่จะต้องจ่าย ค่าธรรมเนียม ภาษีจาก เงินกู้ แต่ผม ก็กลัว มากเพราะ ฉันไม่ต้องการ ที่จะตาย จาก ความดันโลหิตสูง เพราะ ผมท่อง จาก ความสุข ในเลือดสูง เพื่อให้ น้องชายและ น้องสาว ของฉัน ผู้ที่ กล่าวว่า ไม่มี ผู้ให้กู้ สินเชื่อที่ ถูกต้องตามกฎหมาย เป็น คนโง่ที่ ผมได้รับ เงินกู้ยืม ของฉัน $ 580,000,00 โดยไม่ชักช้า ผมได้รับ เงินกู้ ใน 10 นาทีดังนั้นผมจึง เดินกลับไปที่ โรงพยาบาลและ ฉันต้องจ่ายเงิน ค่ารักษาพยาบาล
    ดังนั้น ตอนนี้ ฉันต้องการ คำแนะนำแก่ ผู้ที่อยู่ใน ทางการเงิน ยากที่จะ ติดต่อ นาง สเตลล่า Rene เพราะ เธอจะไม่ ทำให้คุณผิดหวัง
    ดังนั้นโปรด ผู้ที่มีความ จำเป็นที่จะต้อง ของเงินให้กู้ยืม โปรดฉันจะ อยากให้คุณติดต่อ นาง สเตลล่า Rene ในอีเมล ดังต่อไปนี้ : mrsstellareneloancompany@gmail.com และนับ ตัวเองออกจาก ปัญหาที่ เพราะที่นี่ เป็นวิธีการแก้ ปัญหาของคุณนะ
    ดังนั้นฉัน จะรอ สำหรับคุณ ที่จะได้ยิน คำเบิกความ ของคุณเองและ เชื่อในพระเจ้า และ เชื่อมั่นใน ตัวเองและ จำ ไม่มีเงื่อนไข การชำระเงิน เป็น ไม่เป็นไร

    นาย โรลันด์ Miguela

  38. เรารักษ์ในหลวง 292 permalink
    วันอังคาร 28 มกราคม 2014 08:35 น.

    สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่สูงส่งของคนไทยทั้งชาติ พวกเราจงช่วยกันปกปักรักษา

  39. เรารักษ์ในหลวง 292 permalink
    วันอังคาร 28 มกราคม 2014 08:38 น.

    มาตาปิตุไซร้
    พรหมของ บุตรนา
    อันสุภาษิตปอง
    เปรียบไว้
    ให้ผู้ฉลาดตรอง
    เห็นชอบ ตามแล
    ฝังจิตแล้วจักได้
    บ่รู้ ลืมคุณ ฯ

  40. เรารักษ์ในหลวง 292 permalink
    วันอังคาร 28 มกราคม 2014 08:38 น.

    มาตาปิตุไซร้
    ควรนับได้ว่าเป็นพรหม
    ของบุตรสุดนิยม
    ชมพจน์เทียบเปรียบงดงาม ฯ
    เมื่อผู้ฉลาดตรอง
    ก็จะต้องเห็นชอบตาม
    ฝังจิตคิดถึงความ
    ที่มีคุณบุญนักหนา ฯ

  41. เรารักษ์ในหลวง 292 permalink
    วันอังคาร 28 มกราคม 2014 08:39 น.

    พระคุณพ่อ
    เลิศฟ้า
    มหาสมุทร
    พระคุณพ่อ
    สูงสุด
    มหาศาล
    พระคุณพ่อ
    เลิศหล้า
    สุธาธาร
    ใครจะปาน
    พ่อฉัน
    นั้นไม่มี

  42. เรารักษ์ในหลวง 292 permalink
    วันอังคาร 28 มกราคม 2014 08:40 น.

    ดุจดั่งตะวันธรรมนำชีวิต
    พระอุทิศกายใจทำไมหนอ
    สร้างวัดเพียงเล็กเล็กก็สุขพอ
    ใยต้องรอผองเราเข้าถึงธรรม
    ทุกนาที DMC ที่ดูผ่าน
    ทรมานเพียรนั่งตอบคำถาม
    ทั้งยิ้มแย้มเปลี่ยนเรื่องเศร้าให้ชื่นบาน
    ทุกทุกวันทุกคืนทำเพื่อใคร
    ถึงเวลาผองเราจะได้คิด
    ทุ่มชีวิตทำทุกบุญหนุนเป้าหมาย
    ที่พ่อหวังจะขนสัตว์ดุจเม็ดทราย
    พ้นอบายไปสู่ฝั่งสุดนิพพาน
    ในวันนี้ตะวันธรรมย่ำเข้าบ่าย
    ภารกิจอีกมากมายมหาศาล
    ยังรออยู่ให้สู้ต่ออีกหลายกาล
    มาช่วยกันสานฝันพ่อให้เป็นจริง

  43. Natchaya พาลา -en permalink
    วันเสาร์ 1 กุมภาพันธ์ 2014 18:39 น.

    สนใจโปรด!

    ชื่อของฉันคือนาง Natchaya พาลา-en ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Beacon หน้าแรกการเงิน เราเป็น บริษัท ที่ได้รับอนุมัติถูกต้องตามกฎหมายและรัฐบาลเครดิต เรามีเงินให้กู้ยืมแก่บุคคลและองค์กรที่อัตราดอกเบี้ย 2% และเราให้ออกเงินกู้ในสกุลเงินที่คุณเลือกได้

    ผู้กู้ที่สนใจควรติดต่อเราตอนนี้ที่ info.beaconloansfirm@gmail.com ที่จะได้รับเงินทุนสนับสนุน

    หมายเหตุ: อีเมลและการตอบสนองทั้งหมดจะถูกส่งไปยัง: info.beaconloansfirm@gmail.com

    ขอแสดงความนับถือ
    ผู้จัดการการโฆษณา

  44. วันจันทร์ 10 กุมภาพันธ์ 2014 01:36 น.

    ประชาชนเป็นเครื่องมือของนักการเมืองหรือกลุ่มคนผู้ที่ประสงค์จะเห็นการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบอื่น การเสพข้อมูลควรใช้วิจารณญาณให้ดี

  45. mark permalink
    วันอังคาร 25 กุมภาพันธ์ 2014 15:48 น.

    ลูกค้า นับถือ เรียน

    คุณ จะยินดีที่จะ MARK moel บริษัท เงินกู้ ขณะนี้เรากำลัง ให้ออก
    การให้กู้ยืมเงิน เพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ของโลกใด ๆ ที่ อัตราดอกเบี้ย 2% หากสนใจ
    ติดต่อ นาย ลาร์รี เจฟฟ์ ที่อยู่อีเมล ร้อง อีเมล์:
    mark_moelloanhouse@aol.com

    เราให้ ออกเงินให้กู้ยืม ในอัตรา ดอกเบี้ย 2% เพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ของโลกใด ๆ ด้วย
    ระยะเวลา ระหว่าง 1 ถึง 25years

    นอกจากนี้ เราจะ ให้ออก เงินให้กู้ยืมแก่ ผู้สมัคร ระหว่าง 18 ปี และ
    ข้างบน คุณจะต้อง ให้รายละเอียด ดังต่อไปนี้ เกี่ยวกับคุณและ คุณ
    ข้อเสนอ เพื่อที่ฉัน จะได้รู้ว่า วิธีที่จะช่วย

    เงินกู้ การใช้งาน รูปแบบ

    * ชื่อ เต็ม:
    * อายุ : .
    * เพศ ..
    * ที่อยู่:
    * รัฐ :
    * ประเทศ:
    * ชื่อ ธุรกิจ ( ถ้ามี ) :
    * จำนวน เงินกู้ ที่จำเป็น ..
    * วัตถุประสงค์ของการ กู้ยืมเงิน :
    * ระยะเวลา สินเชื่อ
    * วัน เดือนปีเกิด :
    * เพศ:
    * สถานภาพ : ..
    * ถัดไป ของ Kin :
    * รายได้ รายเดือน:
    * โทรศัพท์:
    * รหัส ไปรษณีย์ :
    * มือถือ / เซลลูลาร์
    * อินเทอร์เน็ต ที่บ้าน
    * E -mail: ..

    ใน การรับรู้ รายละเอียดเหล่านี้ เราจะ ส่ง เงื่อนไขเงินกู้ และ เงื่อนไข ของเรา
    กับตารางเวลา การชำระหนี้ และ หากคุณ เห็นด้วยกับ ข้อตกลงและเงื่อนไข
    คุณยืน ที่จะได้รับ เงินกู้ของคุณ ภายใน 24 ชั่วโมง นี้ขึ้นอยู่กับ คุณ
    จริงจัง และ เร่งด่วน ในการได้รับ เงินกู้

    เรื่อง ที่ดีที่สุด
    นาย มาร์ค
    Email Mark_moelloanhouse@aol.com

  46. สภาวะไร้น้ำหนัก permalink
    วันอาทิตย์ 25 ตุลาคม 2015 17:22 น.

    ปัญหาใหญ่อันหนึ่งของสังคมไทยคือ
    เราไม่มีเครื่องมือในการพูดคุยกัน
    เราถนัดแต่ใช้อารมณ์เข้าแลกกัน
    จึงมองไม่เห็นนัยสาระสำคัญของเรื่อง
    …..
    เขาชี้เหตุผลที่ทำให้เกิดสภาวะความคิดเช่นนี้
    อีกฝ่ายกลับใช้ความโกรธด่าเขา
    …..
    วันนี้เราต้องฉลาดในหลักการ จึงจะพากันลุกหนีจากหล่มหลุมนี้ได้
    เราคุยกันด้วยหลักการ อุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล
    เราคุยกันด้วยหลักการ อุดมการณ์กษัตริย์นิยม ไม่ใชยึดตัวบุคคล
    ….
    สัจธรรมเหนือกว่าความคิดและความรู้สึก
    ไม่ว่าใครฝ่ายใดก็ควรระลึกถึงความจริง
    และสร้างหลักความคิดอันซื่อตรงต่อสัจจะ
    ไว้ให้ชนรุ่นหลัง ไม่ใช่แต่คนไทย แต่คือคนทั้งปวง…
    ประเด็นจึงจะสร้างสรรค์แท้จริง

  47. วันจันทร์ 22 พฤษภาคม 2017 21:29 น.

    สวัสดี !

    ต้องการบริการสินเชื่อที่ถูกต้องและรวดเร็ว?

    สมัครตอนนี้และขอรับเงินด่วน!

    * ตำแหน่งระหว่าง 5000 ถึง 50 ล้าน
    * เลือกระหว่าง 1 ถึง 30 ปีในการชำระคืน
    * เงื่อนไขการกู้ยืมเงินแบบยืดหยุ่น

    ทั้งหมดนี้และอื่น ๆ โปรดติดต่อเรา

    ชื่อเต็ม: ……….
    หมายเลขโทรศัพท์:…….
    รายได้ต่อเดือน: ………….
    ประเทศ ………………………….
    วัตถุประสงค์สินเชื่อ ………..
    จำนวนเงินที่ต้องการ ……………..
    สถานะเงินกู้ …………
    ระยะเวลา: ………………………

    ติดต่อเราทางอีเมล: thompson.loanservice@gmail.com
    การจัดการ
    ติดต่อสินเชื่อด่วน!

  48. วันศุกร์ 26 พฤษภาคม 2017 08:26 น.

    สวัสดีทุกคน,
    ต้องการบริการสินเชื่อที่ถูกต้องและรวดเร็ว? ใช้สำหรับขั้นตอนต่อไป เราเสนอสินเชื่อทุกประเภทโดยมีอัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปีจากช่วง 5000-550 ล้านบาท บุคคลที่สนใจควรตอบกลับเรามีดังต่อไปนี้: อีเมล: thompson.loanservice@gmail.com

    ต้องการข้อมูลกรุณาติดต่อเรา

    ชื่อเต็ม: ……….
    หมายเลขโทรศัพท์:…….
    รายได้ต่อเดือน: ………….
    ประเทศ ………………………….
    วัตถุประสงค์สินเชื่อ ………..
    จำนวนเงินที่ต้องการ ……………..
    สถานะเงินกู้ / ระยะเวลา: ………………………

    ติดต่อเราทางอีเมล: thompson.loanservice@gmail.com
    ผู้ประกาศเครดิต,
    บริษัท เงินทุน
    ติดต่อสินเชื่อด่วน!

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: