Skip to content

การต่อต้านโฆษณาชวนเชื่อ

วันอังคาร 23 มีนาคม 2010

21 มีนาคม 2553
โดย ภูวเดช โพธิทัพพะ
ที่มา – สื่อความจริง (FACTMEDIA)

ในสังคมข่าวสารอย่างในปัจจุบัน ข่าวสารที่ท่วมตัวเราอยู่นี้ส่วนใหญ่เป็น โฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ที่หน่วยงานต่างๆส่งออกมาเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ออกโฆษณาชวนเชื่อ จึงสมควรที่เราจะต้องเข้าใจ โฆษณาชวนเชื่อให้กระจ่าง เพื่อจะได้ไม่ถูกโฆษณาชวนเชื่อ ล้างสมอง

โฆษณาชวนเชื่อกระทบเราอย่างไร ?

โดยปกติพฤติกรรมของคนจะขึ้นอยู่กับความคิดและทัศนะคติต่อสิ่งเร้าที่เข้ามากระทบ จะเปลี่ยนพฤติกรรมก็ต้องเปลี่ยน ความคิด และถ้าเลยไปถึงเปลี่ยนทัศนะคติได้ ก็จะถือว่าคนผู้เป็นเหยื่อนั้นได้พ่ายแพ้อย่างศิโรราบให้กับผู้ทำโฆษณาชวนเชื่อนั้น ต่อไปจากนั้นผู้ชนะจะสั่งการให้เหยื่อทำอะไรให้ก็ได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นๆ เช่นให้ซื้อสินค้า, ให้ช่วยขายสินค้าให้, ไปจนเทอดทูนบูชา, ปกป้อง, ต่อสู้อย่างยอมตายถวายชีวิตเพื่อ นายแห่งโฆษณาชวนเชื่อนั้น นั่นหมายความว่าคนผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อได้กลายเป็นทาสทางจิตใจให้กับนายผู้ทำโฆษณาชวนเชื่อนั้นโดยไม่รู้ตัวเลย

ถ้าโฆษณาชวนเชื่อถูกใช้เพื่อเป้าหมายที่ถูกต้องตามธรรม ก็จะถือเป็นการฝึกฝนสั่งสอนทรัพยากรบุคคลที่พึงจะกระทำ แต่ถ้าทำด้วยเป้าหมายที่แอบแฝงซ่อนเล้นด้วยความเอารัดเอาเปรียบ, การทำลายล้าง ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำที่ต้องต่อต้าน ในบทความนี้จึงมุ่งที่จะต่อต้านการโฆษณาชวนเชื่อที่แอบแฝงสิ่งร้ายๆไว้เบิ้องหลัง

รู้ได้อย่างไรว่าตัวเองกำลังเป็นเหยื่อของโฆษณาชวนเชื่อ ?

โดยทั่วไปโฆษณาชวนเชื่อจะมาในหลายรูปแบบ อาจจะถูกแพร่ออกมาในหน้าหนังสือพิมพ์, ประกาศทางวิทยุกระจายเสียง, ภาพเคลื่อนไหวในโทรทัศน์ หรือคำพูดโดยตรงของผู้ปฏิบัติการจิตวิทยาของโฆษณาชวนเชื่อ และยังมีรูปแบบใหม่ออกมาตลอดเวลา ทั้งหมดนี้เพื่อให้ผู้รับไม่รู้ตัวเลยว่าได้ถูกโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองไปเรียบร้อยแล้ว

ประเด็นจึงอยู่ที่เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังถูกโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองอยู่ ? และอาจจะยิ่งไปกว่านั้นคือ จะรู้ได้อย่างไรว่าเราได้ถูกโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองไปแล้ว ?

1. สติ จุดเริ่มที่จะทำให้รู้ได้ว่าถูกโฆษณาชวนเชื่อเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองไปแล้วหรือยัง คือ สติ ระลึกรู้ตัวอยู่เสมอว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ การจะมีสติอยู่ได้ตลอดเวลานั้น ฟังดูเหมือนจง่ายๆ แต่จริงแล้วสำหรับคนที่ไม่ได้มีการฝึกจิดใจนั้น เป็นเรื่องยากมากที่จะมีสติระลึกรู้คัวอยู่ตลอดเวลา เพราะมีสิ่งเร้าต่างๆมากมายผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เข้าสู่จิตใจตลอดเวลา ดังนั้นต้องฝึกให้มีสติระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา การจะฝึกอย่างไรนั้นมีหนังสือธรรมะหลายเล่มแนะนำไว้ ก็หาอ่านได้ตามสะดวก

2. พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อมีสติแล้วก็ให้สังเกตุตัวเองว่า ตัวเองมีพฤติกรรมอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากปกติบ้างไหม เช่น อยู่ๆวันหนึ่งซื้อสินค้าที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยซื้อเลย, ไม่เคยสนใจบางเรื่องก็หันมาสนใจ, ไม่เคยต้องเถียงอะไรกับใครก็ทนไม่ได้ต้องโต้เถียง, รู้สึกเทอดทูนใครบางคนเป็นพิเศษอาจถึงยอมตายแทนได้ทั้งๆที่ในอดีตไม่เคย, รู้สึกเกลียดใครบางคนเอามากๆถึงขนาดต้องทำร้ายคนคนนั้นโดยไม่รู้สาเหตุ เป็นต้น เมื่อใดก็ตามที่สังเกตุตัวเองได้ว่ามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเช่นนี้ ให้สงสัยไว้ก่อนว่า เราได้ถูกโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองเรียบร้อยแล้ว

3. ละความยึดถือตัวตน ขณะที่สติช่วยสังเกตุว่า พฤติกรรมเราเปลี่ยนไปแล้ว จะปรากฏความยึดถือตัวเองขึ้นมาทันทีว่า “ไม่ใช่หรอกเราไม่ได้โง่อย่างนั้น จนให้เขาหลอกได้” ความรู้สึกนี้รุนแรงมากยากที่จะแก้ไขได้ง่ายๆ ลองพิจารณา ถึงสภาพคนที่พร้อมจะตายแทนคนที่เขาเทอดทูนได้ แล้วเราไปบอกว่าคนที่เขาเทอดทูนนั้น เป็นคนลวงโลก คงได้ทะเลาะกันแน่ เพื่อให้ยอมรับการทำงานของสติได้ ต้องพยายามละความยึดถือตัวเองนั้นให้ได้ โดยพึงระลึกไว้เสมอว่า เราก็ปุถุชนผู้มีกิเลศหนาย่อมหลงผิดได้เสมอ

เมื่อมาถึงตรงนี้ก็พอจะระลึกรู้ได้แล้วว่า เราได้ถูกโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองแล้ว แต่การที่จะลบข้อมูลที่ถูกฝังไว้ในจิตใจเรานั้นไม่ง่ายเหมือนเอายางลบลบดินสอบนแผ่นกระดาษจึงต้องมีวิธีลบข้อมูลต่อไป

การลบข้อมูลของโฆษณาชวนเชื่อในจิตใจเรา

โดยทั่วไปมักจะใช้คำว่า ล้างสมอง กับการใส่ข้อมูลโฆษณาชวนเชื่อนั้นเข้าไปในความคิดเรา ด้วยความเข้าใจว่าการกระทำของคนเป็นไปตามการควบคุมจากสมอง แต่ผลจริงๆของโฆษณาชวนเชื่อนั้น มันเข้าไปเปลี่ยนแปลงจิตใจของเรา และเมื่อเปลี่ยนแปลงแล้ว จิตใจของเราเองต่างหากที่ไปยึดข้อมูลของโฆษณาชวนเชื่อนั้นไว้ จึงต้องทำบางอย่างกับจิตใจเราเพื่อจะลบโฆษณาชวนเชื่อออกไป ดังนี้

1. พิจารณาให้ถึงแก่นแท้ของเรื่อง โฆษณาชวนเชื่อเป็นเรื่องหลอกลวง เมื่อพิจารณาอย่างถ่องแท้ก็จะเห็นถึงความหลอกลวงได้ เมื่อเห็นความหลอกลวงในโฆษณาชวนเชื่อ จิตใจก็จะคลายการยึดถือโฆษณาชวนเชื่อลงไปได้โดยธรรมชาติทุกเรื่องทุกข้อความ มีแก่นแท้ของมัน เช่นการซื้อสินค้า แก่นของเรื่องก็คือ คนมีความต้องการจะใช้สินค้า และมีเงินพอที่จะซื้อสินค้านั้นได้ จึงซื้อเท่าที่จำเป็น ถ้าได้มีความรู้สึกเป็นอย่างอื่นด้วยผลของโฆษณาชวนเชื่อ ก็เทียบกับแก่นแท้ – มีความต้องการสินค้าหรือไม่ ? จำเป็นต้องใช้สินค้าแค่ไหน? มีเงินซื้อพอหรือไม่ ? ถ้าต้องการจะซื้อสินค้ามากกว่านั้นก็ให้ระลึกไว้เสมอว่า ความต้องการนั้นเป็นการหลอกลวงจากโฆษณาชวนเชื่ออีกตัวอย่างหนึ่ง เหตุการณ์ปัจจุบัน พูดกันมากเรื่องประชาธิปไตย ไม่ว่าฝ่ายไหนๆ ก็อ้างว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย หรือทำเพื่อประชาธิปไตย แล้วก็กล่าวอวดอ้างความของตัวเอง พร้อมกับกล่าวร้ายใส่ผู้อื่น จะทำอย่างไรกับข้อมูลที่พวกเขาใส่เข้ามาในจิตใจเรา ? จะเชื่อใครดี ? เรื่องนี้พิจารณาได้ดังนี้ แก่นแท้ของประชาธิปไตย คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน อะไรที่เกิดขึ้นจากอำนาจอธิปไตยของประชาชน เป็นประชาธิปไตย การปฏิบัติใดๆเพื่อประชาธิปไตย ก็ต้องเป็นไปตามที่ประชาชนเห็นชอบ กฏหมายเป็นผลและเป็นตัวอย่างของประชาธิปไตย เพราะกฏหมายเกิดจากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากประชาชน พิจารณากันด้วยเสียงทั้งหมด ตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่ โดยรับฟังเสียงส่วนน้อย คนที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตยจะเคารพกฏหมาย รังเกียจการทำผิดกฏหมาย คนกลุ่มใดอ้างคำพูดประชาธิปไตยแต่หาทางหลีกเลี่ยงกฏหมายเพื่อเอาประโยชน์เข้ากลุ่มของตัวเองเป็นพวกลวงโลก คำพูดของคนกลุ่มนั้นเชื่อถือไม่ได้ คนกลุ่มใดที่อ้างทำเพื่อประชาธิปไตยแต่กลับยึดอำนาจการปกครองไปจากประชาชน คนกลุ่มนั้นเป็นพวกลวงโลก คำพูดของคนกลุ่มนั้นก็เชื่อถือไม่ได้เช่นกัน

2. ตั้งมั่นอยู่บนความถูกต้อง (มีอุเบกขา) แม้ว่าจะพบว่าข้อมูลที่ถูกประทับลงไปในใจเรานั้นเป็นโฆษณาชวนเชื่อหลอกลวงเรา แต่ก็ยังยากที่จะหลุดพ้นจากอิทธิพลของโฆษณาชวนเชื่อนั้น การตั้งมั่นอยู่บนความถูกต้องก็จะช่วยให้เห็นความจริงยิ่งขึ้น ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้ พยายามฝืนทำเฉยๆ กับความรู้สึกที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของโฆษณาชวนเชื่อ แล้วคอยดูผลของมัน โดยเหตุที่เรื่องของโฆษณาชวนเชื่อนั้น เป็นเรื่องหลอกลวง การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของโฆษณาชวนเชื่อนั้น จึงไม่มีผลเสียหายอะไรกับทั้งตัวเองและส่วนรวมเลย และจริงๆแล้วการปฏิเสธคำสั่งของโฆษณาชวนเชื่อได้เป็นเรื่องดีที่ส่งผลดีทั้งตัวเอง และส่วนรวมรอบข้างเลย ดังนั้น เมื่อรู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่างลงไปตามโฆษณาชวนเชื่อนั้น ให้ทำเฉยๆปล่อยให้เรื่องมันเป็นไปตามยถากรรม โดยเราไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ปฏิบัติหน้าที่ของเราตามที่เคยทำมาอย่างปกติต่อไป แต่ต้องคอยติดตามดูผลของมันอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ขอเน้นที่ ติดตามผลแต่ไม่ต้องทำอะไรตัวอย่าง เมื่อคิดว่าต้องซื้อสินค้านี้เพิ่ม ลองซื้อตามปกติ หรือเพิ่มน้อยกว่าที่ตั้งใจสักหน่อย แล้วดูผลของมันว่าจะเกิดความเสียหายอะไรบ้าง จะพบว่าไม่เสียหายอะไรเลย แถมยังประหยัดเงินไว้ซื้อสิ่งจำเป็นอย่างอื่นได้อีกตัวอย่าง เมื่อคิดว่าต้องเถียงกับเพื่อนเพราะเพื่อนมากล่าวหาคนที่เราเทอดทูน ก็ให้รับฟังไว้เฉยๆ แล้วคอยดูผลของมัน ทั้งผลของคำกล่าวหาที่เพื่อนพูด ทั้งผลที่เกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ที่จะเห็นผลของคำพูดกล่าวหา แต่เชื่อแน่ว่ารักษาเพื่อนไว้ได้ตั้งแต่วันที่ละการโต้เถียงนั้นได้ เมื่อติดตามผลของคำกล่าวหานั้นก็จะค่อยๆเห็นความจริง ตามระยะเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อทำเฉยๆได้สักครั้ง ครั้งต่อไปก็ไม่ยาก ในที่สุดคำสั่งจากโฆษณาชวนเชื่อก็จะไม่มีอิทธิพลต่อเราอีก แต่ที่พูดนี้เฉพาะกับคำสั่งที่มาจาโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น อย่าเพลินปล่อยเฉยไปเสียทุกเรื่อง เรื่องชีวิตประจำวัน หน้าที่การงาน เป็นต้น ไม่อาจปล่อยเฉยไปตามยถากรรมได้

3. เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากโฆษณาชวนเชื่อ ไหนๆโฆษณาชวนเชื่อก็ได้เคยมาทำให้จิตใจเราเปลี่ยนแปลงไปจนทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปด้วย แต่เราก็จับมันได้ ลบมันออกไปได้ ก็อย่าละทิ้งเรื่องนี้ไปเฉยๆ ให้บันทึกเรื่องนี้ไว้ทั้งในกระดาษและในจิตใจ เพื่อว่าต่อไปจะได้จับได้ว่า ข้อมูลข่าวสารที่กำลังผ่านประสาททั้ง 5 เข้าสู่จิตใจเรานั้นคือโฆษณาชวนเชื่อ จะได้จัดการมันให้ถูกตั้งแต่แรกๆ จนไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเราได้อีก

หวังว่าข้อเขียนนี้จะเป็นประโยชน์กับท่านที่ได้อ่านไปแล้วบ้างตามควรแก่กรณีครับ

ขอความรู้เท่าทันโฆษณาชวนเชื่อจงอยู่กับท่านตลอดไป

Advertisements
4 ความเห็น leave one →
  1. อะไรจ๊ะ permalink
    วันพุธ 24 มีนาคม 2010 14:07 น.

    โรคตาสว่างระบาดไปทั่วประเทศแล้วจริงๆ

  2. joojee permalink
    วันพุธ 24 มีนาคม 2010 23:31 น.

    โฆสนาฟรีฟรีมาหกสิบกว่าปี ได้เปลียบนะเธอว์ว

  3. แหม่ม permalink
    วันพฤหัส 25 มีนาคม 2010 15:21 น.

    เมืองไทยมีแต่สื่อเลว ๆ นักการเมืองเลว ๆ ผู้มีอำนาจก็ทำตัวเลว ๆ

    สื่อเลว ๆ ก็รับใช้นักการเมืองเลว ๆ นักการเมืองก็รับใช้กลุ่มอำนาจเบื้องหลังเลว ๆ

    เป็นทอด ๆ ไป

  4. วันพุธ 31 มีนาคม 2010 08:10 น.

    เอานี่ไปโหลดมาอ่านดูน่ะ จะสว่างยิ่งขึ้นเลย ย ย

    http://www.bangkokbiznews.com/2006/special/bizNes/Porphant/Porphant%20.pdf

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: