Skip to content

กำลังเล่นตลกกันหรือ..

วันศุกร์ 26 กุมภาพันธ์ 2010

Are you kidding me?
February 21, 2010
by Federico Ferrara
ที่มา – New Mandala
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

เนื้อหาข้างล่างนี้เป็นความเห็นของผมที่ให้การบรรยายที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (เอฟซีซีที) ซึ่งทำการแก้ไขจากที่บันทึกเอาไว้ และจากความจำของผม เนื่องจากผมไมได้บรรยายจากบันทึก (และผมยังไม่ได้ฟังเทปที่อัดไว้) ฉะนั้น ผมจึงขอเรียนให้ทราบว่า นี่ไม่ใช่คำบรรยายที่ออกมาจากปากผมอย่าง *แท้จริง* – บางครั้งผมบรรยายต่างไปจากบันทึกที่เตรียมไว้ และบางครั้งก็ย่อสิ่งที่ผมตั้งใจจะพูด แต่คำยั่วยุทั้งหลายในคำบรรยายนั้นก็ไม่ต่างไปจากเนื้อหาข้างล่างนี้

ก่อนอื่นผมต้องขอกล่าวว่า: กำลังเล่นตลกอะไรอยู่หรือเปล่า

เรากำลังฟังการบรรยายของอาจารย์ปณิธานในเรื่อง “ความอดทน” “ประชาธิปไตย” และ “หลักนิติธรรม” โดยพิจารณาถึงการได้มาซึ่งอำนาจของรัฐบาลของเขา: จากการก่อรัฐประหาร การยุบพรรคการเมืองซึ่งถือได้ว่าเป็นเพียงพรรคเดียวในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เคยมีมา และเป็นพรรคที่มีความหมายมากที่สุด การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การยึดทำเนียบรัฐบาลอย่างผิดกฎหมาย การยึดสนามบินที่วุ่นวายมากที่สุดของประเทศอย่างผิดกฎหมาย และการติดสินบนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งถูกเกลี้ยกล่อมให้ทำการย้ายพรรค การมาบรรยายของอาจารย์ปณิธานให้เราฟังในเรื่อง “ความอดทน” “ประชาธิปไตย” และ “หลักนิติธรรม” นั้นเปรียบเสมือนการบรรยายของ ไทเกอร์ วูด ในเรื่องความซื่อสัตย์ในชีวิตแต่งงาน กำลังเล่นตลกอะไรอยู่หรือเปล่าน่ะ

ผมจำได้ดีถึงเวลาที่ผมเริ่มหันมาสนใจการเมืองของไทย นอกจากเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยอันล้มเหลว เวลานั้นเป็นเวลากลางเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๙ ผมกำลังนั่งในห้องโถงในโรงแรมบนถนนสุขุมวิท จิบกาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเช้า และเมื่อสายตาผมเจอหัวข้อของบทความว่า: “กองทัพต้องค้ำจุนกษัตริย์”

เหตุผลที่ทำไมการพาดหัวข่าวถึงได้เตะตาผมขนาดขั้นที่ ผมไม่สามารถรับรู้อารมณ์อื่นๆอะไรได้อีกทั้งหมด นอกจากอารมณ์เทิดทูนบูชาอย่างสูงสุดและบริสุทธิ์ใจที่สุดต่อองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำไมต้องเตือนให้กองทัพ “ค้ำจุนกษัตริย์” ผมเดาว่าทหารเกณฑ์ทุกคนในประเทศไทยได้สาบานตนว่า จะปกป้องสถาบันต่างๆของรัฐ เป็นเรื่องที่เตะตาผมมาก ที่ว่ากองทัพควรจงรักภักดีต่อกษัตริย์ แล้วทำไมต้องออกแถลงการณ์ขนาดต้องเอามาพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ระดับชาติเช่นนี้ ใครหรือที่กำลังตั้งคำถามเรื่องความจงรักภักดีของกองทัพต่อองค์ประมุขของประเทศ

เมื่อผมอ่านเนื้อหาข่าว เป็นการรายงานการปาฐกถาของนายพลเกษียณที่กำลังเข้าสู่วัย ๘๙ ปีต่อนักเรียนเตรียมทหาร ตามที่ได้ยินกันมาแล้วว่า การปาฐกถานั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับกษัตริย์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในปาฐกถาดังกล่าว ทหารเฒ่าส่งเสริมกองทัพไม่ต้องใส่ใจกับคำสั่งของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทหารเฒ่าผู้นี้แนะว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนเนื้อร้ายที่ไร้ค่า ไม่มีค่าควรแก่การออกคำสั่งกับสถาบันซึ่งค่อนข้างสำคัญอย่างกองทัพไทย ผมต้องตะลึงในปาฐกถาที่แสนจะอหังการ ของบุคคลที่มีค่าเพียงแค่เผด็จการใส่แว่นเรย์แบนจากบางประเทศในเขตใต้ต่อกับซาฮาราในแอฟริกา ไม่ใช่จากบุคคลที่สมมุติว่าเป็นถึง รัฐบุรุษของประเทศที่ ทั้งศิวิไลซ์ ทั้งละเอียดอ่อน และทันสมัยอย่างเช่นประเทศไทยนี้

ในข่าวเปรม ได้กล่าวว่า “คุณเป็นคนของแผ่นดิน และขององค์พระมหากษัตริย์”

ปัญหาจากปาฐกถานี้คือ ประชาธิปไตยสมัยใหม่นั้นถูกสร้างขึ้นมาจากความคิดเห็นของผู้แทนประชาชน: รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นตัวแทนของประเทศ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความต้องการของคนในชาติ ทหารจะมาทำเป็นจงรักภักดีต่อ “ชาติ” แต่ไม่จงรักภักดีต่อรัฐบาลซึ่งชาติเป็นผู้เลือกตั้งเข้ามาได้อย่างไร ความหมายดูเหมือนจะชัดเจนอยู่แล้ว เปรมดูเหมือนจะกล่าวว่า ความต้องการใดๆของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นไม่สลักสำคัญแต่อย่างไร สำหรับผมพูดแล้ว ความปรารถนาของประชาชน ผลประโยชนของชาติเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

แน่นอน ผมทราบมานานแล้วในเรื่องความคิดที่ว่า ควรมีการควบคุมขอบเขตให้หนักกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่า ควรจะทำอะไรและไม่ควรทำอะไร และรัฐบาลไม่สมควรควบคุมกองทัพ อันเป็นความเชื่อหลักของ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ผมยังได้รับทราบมานานอีกด้วยว่า นายพลเฒ่านายนี้และผู้ที่มาก่อนหน้า – บุคคลอย่าง สฤษดิ์และถนอม – พวกนี้เหมือนกบในกะลา และคิดว่าพวกเขาช่างเฉลียวฉลาด พวกนี้มีความเชื่อว่า พวกเขานี่แหละคือ พวกแรกที่คิดค้นความคิดนี้ขึ้นมา

เหตุผลที่ว่าทำไมผมจึงได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ เพราะผมมาจากประเทศอิตาลี ซึ่งมีประวัติอันยาวนานคล้ายกับเรื่องนี้ จริงๆแล้ว ประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว ชาวโรมันต่างหากที่ควรเป็นต้นคิด “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” เมื่อ ๒,๕๐๐ ปีก่อน ขุนนางชั้นสูงโรมันตกลงกับไพร่ทหารซึ่งตั้งค่ายอยู่บนเนินเขาอเวนทีน ซึ่งปฏิเสธที่จะให้บริการ การต่อสู้แก่บรรดาเหล่าขุนนางชั้นสูงส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ปกครอง การจะให้ทหารกลับไปสู่สนามรบ ขุนนางเหล่านี้จำต้องยอมตกลงกับชาวบ้านทั่วไปให้เลือกตัวแทนของเขาเอง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า “สภาประชาชน (Plebeian Tribunes)” แต่ทว่า “สภาประชาชน” นั้นถูกตั้งขอบเขตบังคับในการออกกฎหมาย อำนาจแท้จริงยังตกอยู่ในมือสภาขุนนาง ซึ่งให้สิทธิเฉพาะตระกูลขุนนางชั้นสูงเท่านั้น

ผมสะดุดใจที่ว่า เปรมกล่าวว่าทักษิณเป็นเพียงแค่ “ตัวแทนประชาชน” แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม ทักษิณอาจมีอำนาจออกกฎหมายนี่ออกกฎหมายนั่นบางข้อได้ แต่ทักษิณไม่สมควรที่จะเป็นผู้นำของประเทศ และออกคำสั่งให้กองทัพปฏิบัติทำโน่นทำนี่

ดูเหมือนเป็นลางว่า ปาฐกถาของเปรมเตือนให้ผมนึกถึงประวัติศาสตร์ของประเทศผมที่ผ่านมาเร็ววันนี้ คำพูดจาก “ลัทธิฟาสซิสต์” ของ เบนิโต มุสโสลินี ยังสะท้อนก้องอยู่ในความคิดของผมว่า:

ลัทธิฟาสซิสต์ตรงข้ามกับประชาธิปไตย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เทียบได้กับเสียงของประเทศ ฟาสซิสต์ต่ำกว่าความเป็นเสียงส่วนใหญ่ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ลัทธิฟาสซิสต์คือประชาธิปไตยอันบริสุทธิ์ ถ้าหากประเทศชาติจะถูกเข้าใจตามที่สมควรจะเป็น ว่าเต็มไปด้วยคุณภาพ ไม่ใช่มีแต่ปริมาณ

ผมคิดออกแล้วว่า นี่คือวิธีการที่เปรมจะใช้แยก “ชาติ” ออกจาก “รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง” ความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่เป็นอย่างไรนั้นช่างมัน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามกฎของเสียงข้างมากนั้นไม่มีค่าพอที่จะได้รับ ความสามิภักดิ์จากกองทัพ เพราะกฎเสียงข้างมากไม่ได้เป็นการแสดงความต้องการของชาติที่เพียงพอ และอีกประการหนึ่ง ทั้งสนธิและจำลองยังโน้มน้าวชักจูงได้ไม่เก่งเท่ามุสโสลินี ปาฐกถานี้ยังเตือนให้นึกถึงการอวดใหญ่อวดโตที่พันธมิตรนำมาใช้หากินเป็นประจำ

ในระยะสี่ปีที่ผ่านมา ผมต้องเดินทางเข้าประเทศไทยอยู่บ่อยๆ ผมอยู่ในประเทศไทยหลายเดือนหลังจากการก่อรัฐประหาร ผมอยู่ในช่วงเวลาที่มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ปี ๒๕๕๐ ผมอยู่ในช่วงก่อนการเลือกตั้งของสมัคร ผมอยู่ในช่วงเวลาที่พันธมิตรชุมนุมปิดสะพานมัฆวานฯ และทำการยึดทำเนียบรัฐบาล ผมอยู่ในประเทศไทยช่วงที่มีการเปิดให้บินเที่ยวแรกหลังจากสนามบินสุวรรณภูมิเป็นอิสระจากการบุกเข้ายึดของพันธมิตร ผมอยู่ที่นี่ในเวลาที่อภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และผมอยู่ที่นี่อีกหลายอาทิตย์หลังจากเหตุการณ์สงกรานต์เลือด แต่ผมพูดได้ว่า ไม่มีเวลาไหนอีกแล้วที่ผมจะรู้สึกสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่กระตือรือร้นอย่างวันนี้ ไม่เคยมีมานับตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๙ ซึ่งเราได้เห็นลางบอกเหตุว่า จะมีเหตุการณ์อะไรที่สำคัญสักอย่างเกิดขึ้น

เวลานี้ผีการก่อรัฐประหารครั้งใหม่ของกองทัพกำลังตามกลับมาหลอกมาหลอนเมืองหลวง กรุงเทพ ศาลแห่งประเทศไทยดูเหมือนใกล้เวลาที่จะริบทรัพย์สินที่เหลือของทักษิณอย่างเรียบวุธ หรือริบเป็นบางส่วน กองทัพดูเหมือนกำลังแตกแยก ไม่ต่างไปจาก “เสื้อเหลือง” และ “เสื้อแดง” แต่ที่ค่อนข้างสำคัญคือ ความแตกแยกระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลางๆ และฝ่ายอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง รัฐบาลของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะซึ่งศักดินาหนุนหลังกำลังเกาะเก้าอี้อย่างตัวโก่ง หลังจากพรรคประชาธิปัตย์คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคร่วมเสนอขึ้นมา สมาชิกน้องใหม่จากพรรคร่วมเยาะหยันนายกรัฐมนตรีว่า เตรียมนับเวลาถอยหลังไว้ได้แล้ว ความตึงเครียดกับประเทศกัมพูชายังคงครุกรุ่น กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ยังคงทวีความรุนแรง ซึ่งยังไม่มีหนทางออกใดๆ

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยซวนเซจากเศรษฐกิจที่ซบเซา และทรุดหนักลงไปอีกเนื่องจากความไม่แน่นอนอันไม่มีที่สิ้นสุด และความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อ มวลชนชาวชนบทและชนชั้นแรงงานในกรุงเทพต่างแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า จะไม่ยอมแพ้ นับว่าเป็นครั้งแรกที่พวกเขาหาคำตอบได้แล้วว่า ความคิดอย่าง “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” อันเป็นพื้นฐานความตกลงทางสังคม ที่พวกเขาถูกเอาปืนจ่อหัวบังคับให้ยอมรับในปลายยุค ค.ศ.๑๙๕๐ (ช่วงพ.ศ.๒๔๙๓) นั้นเป็นเรื่องแหกตาทั้งเพ

ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ กลุ่มเสื้อแดงซึ่งสนับสนุนทักษิณเตรียมพร้อมยืนหยัดที่จะทำการเคลื่อนกำลัง หลายคนกลัวว่าจะนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงและความวุ่นวาย – ซึ่งจริงๆแล้ว บางคนจากแต่ละฝ่ายต่างอยากให้เกิดความรุนแรงและความวุ่นวาย ท่าทีของรัฐบาลในเรื่องนี้ไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมาเลย มีการปล่อยข่าวในแต่ละวัน การโจมตีอย่างไม่ยั้งของฝ่ายตรงข้ามว่า เหมือนผีนรก และการระเบิดที่น่าสงสัย บางคนรู้สึกว่าสภากำลังจะถูกเผา – เพื่อว่ารัฐบาลจะได้ฉวยโอกาสหาข้ออ้างประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน เพื่อให้กองทัพเข้าปราบผู้ประท้วงได้อย่างมันมือ หรืองัดตำราเก่ามาหากินอย่างพวกเขี้ยวลากดินของกองทัพที่ว่า กำลังหาโอกาสจะแส่เข้ามาทำการยึดอำนาจเพื่อ “รักษาความเป็นระเบียบ” และ “ปกป้องความสามัคคีของชาติ” – ไม่ต้องไปคำนึงว่ามากกว่า ๓๕ ปีที่ผ่านมา ตัวกองทัพเองนั่นแหละ ที่เป็นตัวทำลายตัวจริงเสียงจริงในเรื่องนี้

แน่นอน ไม่มีใครที่นี่รู้แน่ชัดว่ากำลังจะเฮี้ยนก่อการทำรัฐประหารหรือไม่ แต่ผมขอแนะอย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าบรรดานายพลเฒ่าทั้งหลายจะจมปลักอยู่ในยุค ค.ศ.๑๙๗๐ (ระยะพ.ศ.๒๕๑๓) แค่ไหนก็ตาม แต่นี่ไม่ใช่ปี ๒๕๑๙ ที่เหตุการณ์สังหารหมู่อย่างสยดสยองจะได้ผ่านไปโดยไม่มีใครแยแส สมัยนี้มีหลายอย่างที่ต่างไปจากปี ๒๕๑๖ ปี ๒๕๑๙ หรือแม้แต่ปี ๒๕๓๕ ในเวลานี้ เสื้อแดงไม่ยอมร่วมหัวจมท้ายไปกับอุดมคติประชาธิปไตยอันสูงส่งของคนจำนวนหยิบมือ ที่ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองหลวงซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย เสื้อแดงดูเหมือนเป็นกำลังขับเคลื่อนของประชาชนที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและชิงชัง ที่อาจมีจำนวนนับสิบๆล้านคนที่อาศัยอยู่ในเขตชุมชนที่แออัดที่สุดในประเทศ ประชาชนเหล่านี้เบื่อหน่ายกับการเป็นแค่พลเมืองชั้นสอง พวกเขาเบื่อหน่ายกับการอยู่อย่างไร้สิทธิ พวกเขาเบื่อหน่ายกับการที่ถูกกรอกหูจากบรรดาพวกที่ร่ำรวยขึ้นมาจากการติดสินบน และการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวว่า พวกเขานั้น ช่างโคตรโง่ ไร้การศึกษา หรือผิวดำเกินกว่าที่จะมีสิทธิเลือกตั้งผู้นำต่างๆของตัวเอง หรือมีสิทธิที่จะออกความเห็นของตน หรืออย่างน้อยได้รับประโยชน์จากลู่ทางทางเศรษฐกิจ ซึ่งแม้แต่เพียงน้อยที่สุดก็ยังดี

ค่อนข้างที่จะเป็นไปได้ว่า หากเกิดการทำรัฐประหารขึ้นมา ใหม่ๆอาจจะราบรื่นปราศจากอุปสรรค แต่ครั้งนี้โอกาสที่นายพลหน้าไหนก็ตามที่จะทำการยึดอำนาจ อาจไม่ได้เดินลอยนวลออกไปอย่างง่ายๆเหมือนสมัยสุจินดาเคยทำในปี ๒๕๓๕ หลังจากเกิดการฆาตกรรมฆ่าคนไปนับสิบๆศพ หากนี่เป็นการเดินเกมและการทำรัฐประหารเป็นหนึ่งในแผนนั้น ผมคิดไม่ออกจริงๆว่ามันจะเป็นเรื่องเข้าท่าที่ตรงไหนที่จะตะบี้ตะบันทำรัฐประหาร นอกเสียจากว่าคุณนะเป็นนายพลแก่เฒ่าอายุปาเข้าไปถึง ๘๙ ปี ชีวิตเหลืออีกไม่กี่ปี ที่จะอยู่รอดมาเป็นพยานต่อความฉิบหายของระบบรัฐบาลที่ตัวเองทำลายลงไปกับมือ แต่ผมยังกลัวผู้นำทหารอายุน้อยๆ อย่าง พล.อ.ประยุทธ์เช่นกัน อนาคตของประเทศไทยไม่ได้เป็นของนายทหารพวกนี้ อนาคตของประเทศไทยเป็นของคนไทย การทำรัฐประหารควรถูกขุดหลุมฝังให้จมหายไปในประวัติศาสตร์ และควรเป็นนายพลคนแรกที่ให้ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงกับประเทศไทย ควรเป็นผู้ดีงกองทัพออกจากการเมือง ไม่งั้นอาจต้องเสี่ยงที่จะหลุดจากอำนาจอย่างอดีตผู้นำ นิโคไล เชาเซสกู

ขอบคุณครับ

Advertisements
3 ความเห็น leave one →
  1. NO PEACE BUT WAR permalink
    วันเสาร์ 27 กุมภาพันธ์ 2010 01:39 น.

    นายพลเมืองไทยไม่ได้ต้องการสถาบันหลักของประเทศ แต่ต้องการป้องกันการหาเงินเข้ากระเป๋าตนเอง พวกนี้ไม่ใช่ทหารท่มาปกป้องอธิปไตยให้ประเทศ ไม่แม้แต่ปกป้องคุ้มครองประชาชน ดูง่ายจากจากป้ายผ้าตามกรมทหารในกรุงเทพฯ บอกว่าเป็นทหารของพระราชา จะปกป้อง สถาบัน แล้วประชาชนที่จ่ายภาษีมาเป็นเงินเดือน/อาวุธ ในเวลา 70 ปีที่ผ่านมา เรื่องการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นหรือกินเงินคอมมิชชั่นจากการจัดซื้อ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพที่มักจะได้อาวุธคุณภาพตำไม่มีประสิทธิภาพ มีแต่นายพลรวยๆ แต่ทหารที่ต้องต่อสู้กับไม่ได้รับอาวุธที่มีประสิทธิภาพ นักการเมืองอ่อนแอ และข้าราชการช่วยกันคอรับชั่น น่าเห็นใจทหารระดับปฏิบัติที่ต้องใช้อาวุธที่มีคุณภาพตำ ซื้อรถหุ้มเกราะก็ลดออปชั่นลง กระสุนซื้อมาไม่เหมาะกับปืนที่มีอยู่ ฮั้วกับพ่อค้าอาวุธจนรำรวยอู้ฟู้ นายพลแต่ละคนแค่เงินเดือนให้เก็บแค่เงินเดือนตลอดอาชีพ ก็ไม่สามารถมีเงินเหลือระดับร้อยล้านบาทได้ การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์แต่ละรายการมีมูลค่าหลายพันจนถึงหลายหมื่นล้านบาท ค่าคอมมิชชั่นคิดตามมูลค่าของอาวุธ จะเห็นว่านายพลคนไหนได้ประโยชน์จากการซื้ออาวุธ ให้ดูว่าคนไหนที่รํ่ารวยผิดปกติ จากที่ไม่มีอะไรเลยกลับมีเงินใช้มากมาย มีเงินไปกินสเต็กในโรงแรมทุกวันมีบ้านใหญ่โตหลังเกษียณ สร้างบ้านให้ลูกแต่ละคน ซื้อรถเบนซ์รุ่นล่าสุดให้ตัวเองและลูกทุกคน ซื้อวิลล่าในต่างประเทศสำหรับพักผ่อน ซื้อร้านอาหารในต่างประเทศให้เมียน้อยทำเล่น มีเงินฝากในต่างประเทศหลายร้อยล้านบาทคนที่เสียหายไม่ใช่ทหารระดับปฏิบัติผู้ใช้อาวุธเท่านั้น แต่เสียหายถึงกองทัพ เสียหายถึงประชาชน เพราะเงินที่เข้ากระเป๋านายพลและนักการเมืองระดับบิ๊กก็คือ ภาษีของประชาชน บริษัทพลังงานใหญ่มีการมอบเช็ค 10 ล้านให้กับมูลนิธิแห่งหนึ่ง ส่วนราชการอย่างสตง. ปปช. คตส. ปปช. ระบบยุติธรรม หรือแม้แต่ฝ่ายการเมืองไม่มีใครกล้าไปตรวจสอบนายทหารพวกนี้ อยู่ประเทศนี้เห็นแต่เรื่องห่วยแตกแบบนี้ แล้วทุกคนต้องทำใจและอดทนอย่างเดียว

  2. ไม่บอก permalink
    วันเสาร์ 6 มีนาคม 2010 03:27 น.

    นายพลรับราชการเงินเดือนแค่หลักพัน หลักหมื่น แต่มีทรัพย์ิิสินหลักร้อยล้าน พันล้าน !!!

  3. แดงซ่า permalink
    วันอังคาร 9 มีนาคม 2010 19:12 น.

    ทุกอย่างมันแย่ยิ่งกว่าตลกหมูกระทะซะอีก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: