Skip to content

ซีพีเจ: เหตุการณ์ปี ๒๕๕๒ การโจมตีสื่อในประเทศไทย

วันศุกร์ 19 กุมภาพันธ์ 2010

Attacks on the Press 2009: Thailand
February 16, 2010
ที่มา – CPJ
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

ความคืบหน้าล่าสุด:
  – ในระหว่างความขัดแย้งที่ลำเอียงนั้น เจ้าของสื่อ ตกเป็นเป้าลอบสังหารที่พลาด
  – การตะบี้ตะบันโหมใช้กฎหมายหมิ่นฯ ตั้งข้อหาอาชญากรให้กับผู้วิจารณ์พระราชวงศ์

สถิติสำคัญ:
    เว็บไซต์ ๒,๐๐๐ เว็บถูกรัฐบาลสกัด เนื่องจากละเมิดกฎหมายหมิ่นฯ

สื่อไทยกลายเป็นตัวกลางความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งก้าวเข้าปีที่สี่ในการประท้วงต่อต้านขับไล่รัฐบาลบนท้องถนน และรัฐบาลตอบโต้ด้วยความรุนแรง สองฝ่ายที่มีความขัดแย้ง – ฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่กำลังลี้ภัย – มีการข่มขู่นักข่าว นักข่าวบางคนเปิดเผยตัวเอียงข้างกลุ่มเคลื่อนไหวประท้วง

วันที่ ๑๒ เมษายน: รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นคำสั่งมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่มีสิทธิ์สั่งการตรวจสอบข่าวต่างๆที่พิจารณากันแล้วว่า เป็นการคุมคามความมั่นคงของชาติ เสื้อแดงฝ่าย นปช. เป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซึ่งมีจุดประสงค์จะนำทักษิณให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายก ได้เดิมพันโดยการขัดขวางการจราจรในเมืองหลวง กรุงเทพ ทำให้การประชุมอาเซียนต้องยกเลิก และมีการปะทะกันอย่างรุนแรงกับกองกำลังรักษาความมั่นคง

หลังจากประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินเพียงหนึ่งวัน รัฐบาลเข้าสกัดกั้นดีสเตชั่นสถานีโทรทัศน์ข่าวผ่านดาวเทียมฝ่าย นปช. ซึ่งออกอากาศรายการสดของการประท้วงของ นปช. ทักษิณส่งวิดิโอลิ้งโดยสม่ำเสมอผ่านทางดีสเตชั่นจากดูไบที่เป็นแหล่งลี้ภัยนอกประเทศ ทักษิณเรียกร้องให้ฝ่ายสนับสนุนของเขาทำการ “ปฏิวัติประชาชน” ด้วยการล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลอ้างเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ บุกปิดสถานีดีสเตชั่นโดยอ้างกฎหมายความมั่นคงภายใน

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ไทยคม ผู้ให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียมในประเทศไทยตัดสัญญาณการออกอากาศของสถานีดีสเตชั่น และตำรวจจู่โจมเข้าตรวจค้นสำนักงานของสถานีซึ่งอยู่ชั้นบนของศูนย์การค้าที่มีอยู่มากมายในเขตลาดพร้าวของกรุงเทพ สาทิตย์กล่าวกับนักข่าวในประเทศว่า เป้าหมายคือดีสเตชั่นเพราะเป็นสถานีซึ่ง “สามารถสร้างความไม่สงบได้” รัฐบาลยังได้สั่งปิดสถานีวิทยุชุมชนท้องถิ่นในสามจังหวัด และสกัดกั้นเว็บไซต์ซึ่งรัฐบาลมองเห็นว่าเอียงข้างทักษิณอีก ๗๑ เว็บ หลังจากรัฐบาลประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินปลายเดือนนั้น ทุกสถานีได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการณ์ได้เหมือนเดิม

ผู้ประท้วงฝ่าย นปช. ยังมีการเคลื่อนไหวต่อต้านสื่อ คุกคามผู้สื่อข่าวที่มาจากภาคเอกชน และภาครัฐ ซึ่งพวกเขามองว่า ไม่เห็นใจกับเหตุผลในการเคลื่อนไหวของพวกเขา มีการประท้วงบนท้องถนนในกรุงเทพ พร้อมไปกับการเดินขบวนของ นปช. หน้าสำนักงานสถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาล ในเวลานั้นผู้จัดการสถานีช่อง ๑๑ ในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายจังหวัด ถูกบังคับให้หยุดการออกอากาศ

วันที่ ๘ เมษายน ผู้ประท้วงนปช.ในกรุงเทพขว้างปาขวด และทะเลาะกับนักข่าวจากสถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ และช่อง ๗ ด้วยสิ่งที่พวกเขากล่าวว่า สื่อรายงานจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่นำโดย นปช. ใกล้ทำเนียบรัฐบาลน้อยกว่าความเป็นจริง เนชั่น หนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษรายงานว่า ผู้ประท้วงเสื้อแดงล้อมรถส่งสัญญาณเคลื่อนที่ของสถานีช่อง ๓ ขู่ว่าจะกระทำการรุนแรง บังคับให้นักข่าวไปสงบสติอารมณ์ในวัดที่อยู่ใกล้เคียง

วันต่อมา ฝ่ายสนับสนุนนปช. ปาระเบิดทำเองใกล้ที่ทำการของสถานีเอเอสทีวี สถานีข่าวเอียงข้างฝ่ายเคลื่อนไหวของพันธมิตร ซึ่งนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ได้รณรงค์ต่อต้านรัฐบาลทักษิณ หรือรัฐบาลฝ่ายทักษิณ ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บในระเบิดคราวนี้ จากข่าวเนชั่นรายงานว่า แรกเริ่มตำรวจรวบผู้ต้องสงสัยไว้ได้หนึ่งคน แต่ถูกบังคับให้ต้องปล่อยตัวไป หลังจากตำรวจถูกผู้ประท้วงนปช.ทำการล้อม

วันที่ ๑๓ เมษายน กองทัพปะทะกับกลุ่มผู้ประท้วง สื่อในประเทศ และต่างประเทศซึ่งมีอิสระในการเสนอความชุลมุนนี้ สื่อของรัฐรายงานว่า การปะทะครั้งนี้ไม่มีคนเสียชีวิต แม้ว่าจะมีรายงานว่ามีคนได้รับบาดเจ็บประมาณ ๑๐๐ คน แกนนำ นปช. ในกรุงเทพและทักษิณจากที่ลี้ภัย ต่างอ้างจากการให้สัมภาษณ์กับบีบีซี และซีเอ็นเอ็นว่า ผู้ประท้วงหลายคนถูกยิง ถูกฆ่า และถูกลากตัวขึ้นรถบรรทุกของทหาร และสถานีโทรทัศน์ฝ่ายรัฐบาลสุมหัวปกปิดการกระทำของรัฐบาล

สื่อต่างประเทศ และสำนักบริการข่าวที่ทำรายงานการปะทะ ไม่ยืนยันเรื่องที่ท้้งทักษิณ และนปช.มีความมั่นใจเช่นนั้น สาทิตย์กล่าวกับสื่อในไทยหลังจากการปราบปรามว่า รัฐบาลได้ตั้ง “วอร์รูม” เพื่อโต้ตอบการอ้างของทักษิณกับสื่อต่างประเทศ และ “จับตาดูสื่อต่างประเทศบางส่วน” และจะแฉรายชื่อนักข่าวต่างประเทศซึ่ง “เป็นตัวอันตรายต่อประเทศ”

วันที่ ๑๗ เมษายน เหตุการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงมากขี้น เมื่อสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของสื่อเอเอสทีวี และแกนนำร่วมฝ่ายพันธมิตร ตกเป็นเป้าถูกลอบสังหาร ในเวลาเช้ามืด ขณะที่เขากำลังเดินทางไปออกรายการทีวีภาคเช้า มือปืนสองคนบังคับรถที่สนธินั่งมาให้หยุด และกราดกระสุนเข้าใส่ไม่ต่ำกว่า ๕๐ นัด สนธิรอดชีวิต และถูกพาเข้าโรงพยาบาลแผนกฉุกเฉิน เพื่อดีงสะเก็ดกระสุนที่ฝังในกะโหลก และที่หัวไหล่ออก

ศาลออกหมายจับผู้ต้องสงสัยสองคน – จ.ส.อ.ปัญญา ศรีเหรา สังกัดหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) และ ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ – แต่ปลายปีนั้นไม่มีใครเข้ามอบตัวแต่อย่างใด พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า มีการขัดขวางการสืบสวนโดยการข่มขู่เจ้าหน้าที่ที่ทำการสืบสวน และมีการขัดขวางจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ “ทำตัวเหมือนสายลับ” และแอบปล่อยข้อมูล

สถาบันกษัตริย์ของประเทศไทยถูกลากเข้ามาพัวพันในความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศ ด้วยความวิตกในพระพลานามัยที่ทรุดลงของกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช พระชนมายุ ๘๑ พรรษา และความไม่แน่ชัดในการสืบสันตติวงศ์ ทั้งสองฝ่ายที่ดิ้นรนเพื่ออำนาจนั้นต่างปฏิญาณตนว่ามีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ทั้งนักข่าว บล็อกเกอร์ นักวิชาการ และผู้ใช้อินเตอร์เน็ตต่างตกที่นั่งลำบากกับการถูกกฎหมายหมิ่นฯ (หมิ่นพระมหากษัตริย์) และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องที่ถูกนำมาบังคับใช้อย่างแพร่หลาย ด้วยการยัดข้อหาอาชญากรให้กับผู้วิจารณ์พระราชวงศ์ของไทย กฎหมายหมิ่นฯของประเทศไทยนั้นนับได้ว่าเป็นกฎหมายที่มีบทรุนแรงมาที่สุดในโลก ถ้าพบว่ามีการกระทำผิดจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ ๓ ปี ไปจนถึง ๑๕ ปี

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาจะพิจารณาหาบทลงโทษให้หนักขึ้นสำหรับการตีแผ่บทความทางอินเตอร์เน็ตวิจารณ์พระราชวงศ์ รมต.กระทรวงซีไอทีอ้างว่า เมื่อกลางปีนั้นได้สกัดกั้นเว็บไซต์มากกว่า ๒,๐๐๐ เว็บ และเว็บเพจมากกว่า ๘,๓๐๐ หน้า รวมไปถึงหน้ากระดานข่าวดังๆ เพราะพวกนี้ถูกสงสัยว่าละเมิดกฎหมายหมิ่นฯ

เดือนสิงหาคม ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล อดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ และนักเคลื่อนไหว นปช. ถูกตัดสินว่ากระทำผิดกฎหมายหมิ่นฯ ๓ คดี และต้องโทษจำคุก ๑๘ ปีด้วยข้อหาปราศรัยแสดงความเห็นต่อต้านราชวงศ์ในการประท้วงเมื่อปี ๒๕๕๐ สุวิชา ท่าค้อ วิศวกรเครื่องจักรของบริษัทขุดเจาะน้ำมัน ถูกตัดสินว่ากระทำผิด และต้องโทษจำคุกถึง ๒๐ ปีภายใต้ พ.ร.บ,คอมพิวเตอร์ปี ๒๕๕๐ จากการนำพระฉายาลักษณ์ของกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช พระราชโอรส และพระราชธิดาลงประจานทางอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ หลังจากสุวิชารับการสารภาพโทษจำคุกลดเหลือ ๑๐ ปี 

วันที่ ๖ มีนาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองปราบหลายนายบุกสำนักงานประชาไท จับกุมตัว จีรนุช เปรมชัยพร ผู้ดูแลเว็บข่าวออนไลน์ประชาไทที่โด่งดัง จีรนุช เปรมชัยพรถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกักตัว และถูกซักถามเป็นเวลาหลายชั่วโมง ก่อนที่จะได้รับการประกันให้ปล่อยตัวไป เธอถูกตั้งข้อหาในเดือนเมษายน ด้วยข้อหากระทำความผิดตามมาตรา ๑๕ ของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นการแผ่ขยายอิทธิพลของกฎหมายหมิ่นฯทางอินเตอร์เน็ต ข้อหาของจีรนุชคือการลงความเห็นจากเว็บบอร์ดวิจารณ์ราชินีสิริกิติ์ รายงานข่าวกล่าวว่า จีรนุชถูกบังคับให้เปิดเผยตัวตนของผู้แสดงความเห็นคนนั้น และยังเผชิญกับโทษที่อาจจะถูกจำคุกถึง ๕๐ ปี ด้วยข้อหาต่างๆกัน การร้องเรียนยังอยู่ระหว่างการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ในปลายปีนั้น

ทั้งผู้สื่อข่าวต่างประเทศ และผู้ตีพิมพ์ยังถูกคุกคามเช่นเดียวกัน พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี แจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นฯต่อ โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซี ถึง ๓ คดี โดยกล่าวหาว่า โจนาธาน เฮด ลงข่าว และแสดงความเห็นวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ ในเดือนกุมภาพันธ์ บรรณาธิการอาวุโสจากบีบีซีหลายคนเข้าประชุมกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ และอดีตนายกรัฐมนตรีคลั่งเจ้า อานันท์ ปันยารชุน เพื่อหาคำตอบให้กับการร้องเรียนต่างๆ โจนาธาน เฮด ถูกส่งไปประจำการที่ตุรกีในเดือนกรกฎาคม ข้อร้องเรียนยังคงอยู่ในระหว่างการสืบสวนในปลายปีนั้น

ในเดือนมกราคม กรกฎาคม และตุลาคม ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยได้หยุดการจำหน่ายนิตยสารดิอิโคโนมิสต์ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสหราชอาณาจักร เพราะมีบทความแสดงความเห็นเกี่ยวกับราชวงศ์ และการขยายการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นฯ ในเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ ตัวแทนจำหน่ายได้หยุดจำหน่ายนิตยสารนี้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีบทความวิจารณ์ชี้ให้เห็นการปกครองของกษัตริย์ภูมิพลที่มีมากกว่าหกทศวรรษ

ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ลักษณา กรณ์ศิลป ราษฎรเต็มขั้น และผู้สนับสนุนฝ่ายพันธมิตร แจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นฯต่อคณะกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) ในคำร้องเรียนลักษณาระบุและได้อ้างว่า คณะกรรมการได้ล่วงละเมิดกฎหมายหมิ่นฯ จากการจำหน่ายแผ่นดีวีดีการสัมมนาของสมาคมเมื่อปี ๒๕๕๐ พาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสุนทรพจน์ของ จักรภพ เพ็ญแข อดีตนักข่าว อดีตโฆษกรัฐบาล และหนึ่งในแกนนำ นปช.

ในเดือนมกราคม กลุ่มปกป้องสื่อสารมวลชน (ซีพีเจ) ได้ส่งจดหมายเรียกร้องให้อภิสิทธิ์พิจารณาแก้ไขกฎหมายหมิ่นฯของประเทศ จดหมายคล้ายกันนี้พร้อมลายเซ็นของกลุ่มนักวิชาการระดับสากลที่โด่งดัง และผู้ที่มีชื่อเสียงโดดเด่นจำนวน ๕๐ คน ได้ถูกส่งไปยังนายกรัฐมนตรี และได้เปิดเผยที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงกฎหมายต่อต้านพระมหากษัตริย์ของประเทศด้วยเช่นกัน ในการประชุมพร้อมผู้สื่อข่าวนั้น อภิสิทธิ์ยอมรับว่า “มีปัญหา” ในการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ถึงบัดนี้ยังไม่มีการกระทำใดๆที่จะแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

Advertisements
2 ความเห็น leave one →
  1. สวยมากมาย permalink
    วันศุกร์ 19 กุมภาพันธ์ 2010 13:26 น.

    เรื่องอะไรมาร์คจะแก้กฏหมายหมิ่น เอาไว้ทำลายคู่ต่อสู้ สู้ใครไม่ได้ก็ให้มันเป็นพวกล้มเจ้าเสีย วิธีการหน้าตัวเมียเงี๊ยะมาร์คและพรรคประชาธิปัตย์เขาถนัด เล่นกันมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่Eเปรมเป็นนายกโน่น

  2. ข้าราชการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก permalink
    วันพฤหัส 21 กุมภาพันธ์ 2013 13:01 น.

    เหตุผลที่คนไทยรักในหลวง
    มีมากมายเกินกว่าจะบรรยายแต่ถ้าจะให้พูดสั้นก็ น่าจะเป็นเพราะพระองค์ท่านทรงเป็นผู้ให้ “ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก” และทรงเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ที่สุดยาก ที่จะหาบุคคลใดเทียบได้ โดยเฉพาะทรงมีทศพิธราชธรรม
    ในการปกครองอาณาประชาราษฎร์ ดังพระราชดำรัสที่ทรงตรัสว่า…
    “เราจะครองแผ่นโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแด่มหาชนชาวสยาม”
    ขอเป็นข้าพระบาททุกชาติไป /ข้าราชการโรงเรียเสนาธิการทหารบก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: