Skip to content

บีบีซี แฮนด์ลี่ กฎหมายหมิ่นฯ และ ความกลัว

วันเสาร์ 5 ธันวาคม 2009

BBC, Handley, lese majeste and fear

December 4, 2009
ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

อลาสแตร์ ลีเฮด แห่งบีบีซีได้ลงบทความยาวเหยียดเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาของกษัตริย์ในปีนี้ที่เงียบเชียบ และความเห็นกลายมาเป็นเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ และการเมือง (วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๒: “คนไทยวิตกเกี่ยวกับพระพลานามัยของกษัตริย์ และของประเทศ”) บทความตีกรอบเรื่องได้ประหลาด และขัดแย้งกันอยู่ในที แต่ผู้อ่านคงจะเข้าใจได้ว่าทำไม

เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ลีเฮดมองว่า พระพลานามัยของกษัตริย์ และวิกฤติการเมืองที่ยังต่อเนื่องนั้น “สร้างความวิตกให้กับประชาชนในราชอาณาจักร ซึ่งกลัวว่าจะเกิดความระส่ำระสาย และวิกฤติที่ฝังลึกเข้าไปอีก”

การตีกรอบว่า พระพลานามัยของกษัตริย์ และวิกฤติทางการเมืองนั้นเป็นประเด็นที่แยกกัน (อ่านรายงานจาก นิตยสารไทม์ เช่นเดียวกัน) นั้นจริงๆแล้วเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก ระหว่างกษัตริย์และวิกฤติการเมือง ซึ่งพัวพันกันอย่างเห็นได้ชัด

ลีเฮดยอมรับโดยไม่มีคำวิจารณ์อย่างเห็นได้ชัดว่า “กษัตริย์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประเทศมานับทศวรรษ และจะเห็นทรงก้าวก่ายอย่างชัดเจนในเวลาที่เกิดวิกฤติ” โดยลืมเรื่องการสังหารหมู่ในปี ๒๕๑๙ และบทบาทส่วนพระองค์ของกษัตริย์ในเหตุการณ์นั้น และการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙

ส่วนต่อจากหัวข้อย่อยที่ว่า “ทำไมกษัตริย์ไทยจึงทรงเป็นที่เคารพ” ลีเฮดเปิดเผยว่า เขาได้สัมภาษณ์พอล แฮนด์ลี่ ผู้แต่งหนังสือ “กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม” ที่ถูกห้ามจำหน่าย ลีเฮดกล่าวว่า “ถ้าเราต้องนำมากล่าวซ้ำว่าในหนังสือมีอะไรบ้าง หรือเขาได้บอกอะไรกับผมบ้างในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การรายงานของผมคงเป็นการต่อต้านต่อ “กฎหมายหมิ่นฯ” หรือการหมิ่นราชวงศ์ คงโดนตำรวจสอบสวน หรืออาจจะต้องโทษจำคุกในประเทศไทย” เขาเสริมต่อว่า: “ถ้าพอล แฮนด์ลี่มาที่นี่ เขาอาจถูกจับเหมือนกันในการเขียนหนังสือที่ดูเหมือนเป็นการวิจารณ์ และเดาเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคต”

เขายังได้อ้างแฮนด์ลี่เกี่ยวกับเรื่องการสืบสันตติวงศ์: “สำหรับสาธารณะชนแล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้มีความสับสนมาก แม้ว่าเราจะมีพระนามขององค์รัชทายาท แต่ไม่มีใครในพระราชวังที่จะยืนยันว่า เรื่องนี้ได้สะสางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะไม่มีใครต้องการพูดถึงเรื่องนี้ (สิ่งที่มองไม่เห็น)…และพวกเขารู้ถึงชื่อเสียงขององค์รัชทายาท” เสริมต่อว่า “แต่เป็นชื่อเสียงซึ่งประชาชนไม่สามารถถกเถียงอย่างเปิดเผยได้”

ต่อมาบทความได้ถกเถียงเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ โดยตั้งข้อสังเกตว่า: “เว็บไซต์เหน็บแนมต่างๆที่ล้อเลียนกับเรื่องคอขาดบาดตายนี้ – ประชาชนจะถูกตั้งข้อหา หรือแม้แต่เข้าคุก เพียงแค่พูดถึงเรื่องที่แม้อาจจะเกิดขึ้นจริงๆของกษัตริย์ก็ตาม กฎหมายหมิ่นฯเช่นนี้ ทำให้ทั้งคนไทย และคนต่างชาติทำการพูดถึงราชวงศ์ในน้ำเสียงที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น”

จากนั้นลีเฮดเสนอคำแก้ตัวของรัฐบาลปัจจุบันเรื่องความกดขี่ดังกล่าวราวกับว่าเป็นเรื่องจริง โดยกล่าวว่ากฎหมายหมิ่นฯ “ออกแบบมาเพื่อปกป้องกษัตริย์ และสถาบันเกี่ยวข้องกับราชวงศ์จากการถูกหมิ่น และถูกป้ายสี เนื่องจากราชวงศ์ไม่ได้รับการคุ้มครองจากศาลตามปกติ” ความจริงแล้ว กฎหมายหมิ่นฯ เป็นกฎหมายที่ถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง เพื่อห้ามไม่ให้มีการถกเถียงเรื่องวิธีการปกครองแบบอื่นนอกเหนือไปจากระบบการปกครองในปัจจุบัน

บทความยังได้อ้างถึงฌอน คริสปิ้น ซึ่งเป็นตัวแทนของคณะกรรมการเพื่อปกป้องนักหนังสือพิมพ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตัวเขาเองยังเผชิญกับการถูกกล่าวหาว่าหมิ่นฯในปี ๒๕๔๕ ว่า: “การปฏิบัติ และการใช้กฎหมายหมิ่นฯที่เพิ่มมากขึ้นเป็นตัวแทนในการคุกคามเสรีภาพของสื่อในประเทศไทยอย่างร้ายแรง” คริสปิ้นเสริมต่อว่ากฎหมายทารุณเช่นนี้ “อาจจะเป็นการทำลายสถาบันแทนที่จะเป็นการปกป้องตามที่กฎหมายนี้ออกแบบขึ้นมา”

ลีเฮดสาธยายต่อว่า: “ยังคงมีเว็บไซต์บางเว็บซึ่งยังคงดำเนินการอยู่ ในบรรดาเว็บเหล่านั้น มีฟ้าเดียวกันซึ่งมีห้องแชทอุทิศเพื่อการถกเถียงทางการเมืองไทย และเรื่องราชวงศ์” จริงๆแล้วเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันมีเรื่องราวมากกว่านี้ และหนึ่งในบุคคลผู้มีส่วนร่วมคือ – ธนาพล อิ๋วสกุล – ถูกตั้งข้อหาหมิ่นฯ ลีเฮดกล่าวว่าในบางครั้งเว็บบอร์ดแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องกษัตริย์ โดยเสริมว่า: “การแปล และการตีพิมพ์ลงตรงนี้จะเปิดทางให้ผมต้องโดนคุกได้”

ต่อมาเป็นการให้ความสนใจต่อพระราชประวัติประหนึ่งเทพอันเจื้อยแจ้วว่า: “ไม่มีใครจะปฏิเสธได้ว่า เป็นความรักอย่างแท้จริง ที่ไม่มีขอบเขตของพสกนิกรต่อองค์กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช พระฉายาลักษณ์ของพระองค์จะเห็นได้ในที่สาธารณะโดยทั่วไป ทั่วทั้งประเทศมีการเปิดเพลงชาติสองครั้งต่อวัน และทุกคนยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีของกษัตริย์ซึ่งเปิดก่อนหนังฉายทุกเรื่อง” ลีเฮดได้ทำการขัดเรื่องนี้ในทันที โดยอ้างโชติศักดิ์ อ่อนสูงที่ถูกดำเนินคดี ผู้ซึ่ง “ห้าปีที่ผ่านมา ไม่เคยยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี”

น้ำเสียงจากรายงานที่ทั้งดูผิดปกติ และขัดแย้งกัน มองเห็นได้อีก จากประโยคสุดท้ายที่ว่า: “ประเทศไทยกำลังมีความแตกแยกอย่างหนัก และเป็นประเทศที่ขาดเสถียรภาพ และมีความกลัวต่ออนาคตที่ปราศจากผู้นำอันเป็นที่เคารพ แต่ยังมีความกลัวอย่างอื่น ความกลัวของประชาชนที่จะสามารถวิจารณ์ใดๆเกี่ยวกับสมาชิกบางคนของราชวงศ์ออกมาดังๆได้”

Advertisements
4 ความเห็น leave one →
  1. สวยมากมาย permalink
    วันเสาร์ 5 ธันวาคม 2009 06:38 น.

    ไม่มีความเห็นง่ะ บ๊ายบาย ไม่ยู้ง…ไม่ยุ่ง

  2. JOOJEE permalink
    วันเสาร์ 5 ธันวาคม 2009 09:36 น.

    เขียนได้… เขียนได้…. ตามภาษาฝรั่ง
    อย่าได้มาเหยียบไทยนะ จะถูกล่ามโซ่ติดคุกหัวโต
    กินข้าวกับนํ้ากระหลํ่าปีอย่างคุณดาอาทิตย์ละสามวัน
    เจ็บป่วยก็ทนไปก่อน
    ประเทศลับแลนี่ พุทธเมตตา เฉพาะพวกที่คิดเหมือนกันเท่านั้น

  3. มิเชล permalink
    วันเสาร์ 5 ธันวาคม 2009 10:40 น.

    คนไทยน่าสงสาร จ่ายภาษีเลี้ยงXXและครอบครัว
    ไม่มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ แม้XXและครอบครัวจะยำยำเพียงใด
    ละเมิดรธน.ละเมิดกม.ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ต้องหุบปาก
    บังคับให้ปชช.กราบกรานหมอบไหว้ คลานไปคลานมาเยี่ยงสัตว์
    ไม่เคยให้เกียรติปชช.เลย XXXไทยจิตใจด้อยพัฒนามาก

  4. Aino permalink
    วันเสาร์ 5 ธันวาคม 2009 19:50 น.

    I was stoped to respect them, I have never been look back again,
    Do not interesting all them also..

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: