Skip to content

นักปรัชญาชายขอบ: ข้ามให้พ้นยุคสถาบันเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งทางการเมือง

วันพฤหัส 12 พฤศจิกายน 2009

Thu, 2009-11-12
เขียนโดย – นักปรัชญาชายขอบ
ที่มา – ประชาไท

สิ่งที่สังคมถูกทำให้รับรู้ร่วมกันกว่า 4 ปีมานี้ คือ “ทักษิณเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งทางการเมือง” จึงเกิดปรากฎการณ์พันธมิตรฯ ขับไล่ทักษิณ และรัฐประหาร 19 กันยา 49 ตามมาด้วยแผนบันได 4 ขั้น กระทั่งมาถึงรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มีอำมาตย์หนุนหลังเพื่อบรรลุจุดหมายที่ว่า “ไม่มีทักษิณ ปัญหาความขัดแย้งทั้งปวงจะจบลง”

เมื่อถือว่าทักษิณเป็นศูนย์กลางของปัญหา และประเด็นสำคัญที่ถือว่าเป็นปัญหาจากทักษิณคือ การทุจริตคอร์รัปชัน เผด็จการรัฐสภา แทรกแซงสื่อ องค์กรอิสระ นโยบายประชานิยม ประเด็นเหล่านี้เราสามารถนำมาถกเถียงกันได้ด้วยเหตุผล ตรวจสอบข้อเท็จจริงกันได้ กระทั่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอย่างอารยะประเทศเขากระทำกัน

แต่ด้วยความคิดที่ว่า “ทักษิณคือตัวปัญหา” ที่ต้องขจัดออกไปจากเวทีการเมืองให้ได้ แต่ทักษิณก็มีอำนาจมากเหลือเกินเนื่องจากเป็นผู้นำรัฐบาลพรรคเดียวที่มีเสียงกว่า 300เสียง สภาจึงทำอะไรไม่ได้ สื่อ นักวิชาการ การเมืองบนท้องถนนของพันธมิตรฯ ก็ไม่เพียงพอจะโค่นทักษิณลงได้ จึงจำเป็นต้องใช้อำนาจอื่น เช่น กองทัพ องคมตรี สถาบันกษัตริย์

ดังนั้นจึงมีการตอกย้ำแผนล้มล้างสถาบัน สร้างวาทกรรม “เราจะสู้เพื่อในหลวง” เป็นยุทธวิธีหลักในการโค่นทักษิณ ทำให้เกิดการขยายปัญหาจาก “เอา-ไม่เอาทักษิณ” มาเป็น “เอา-ไม่เอาสถาบัน” และสร้างวาทกรรมอำพรางว่า “เอาทักษิณเท่ากับไม่เอาสถาบัน ไม่เอาทักษิณเท่ากับเอาสถาบัน”

ประเด็นคือ เรื่อง “เอา-ไม่เอาทักษิณ” เมื่อยังไม่ถูกดึงมาเกี่ยวโยงกับเรื่องสถาบัน เป็นเรื่องที่สังคมสามารถถกเถียงกันได้ด้วยเหตุผลและอย่างเปิดเผยว่า เกี่ยวข้องอย่างไรความเป็นประชาธิปไตย ปากท้องของประชาชน การเมืองที่โปร่งใส ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ

แต่เมื่อขยายปัญหามาเป็นเรื่อง “เอา-ไม่เอาสถาบัน” หัวใจหรือประเด็นหลักของการถกเถียงไม่เกี่ยวกับเรื่อง ความเป็นประชาธิปไตย ปากท้องของประชาชน การเมืองที่โปร่งใส ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ อีกต่อไป มันเป็นเรื่องของความถูก-ความผิดแบบ “สัมบูรณ์” (absolute) คือฝ่ายที่เอาสถาบันย่อมเป็นฝ่ายถูกอย่างสมบูรณ์ไม่ต้องตั้งคำถามอีกต่อไป ฝ่ายที่ไม่เอาสถาบันย่อมผิดอย่างสมบูรณ์ไม่ต้องถามหาเหตุผลว่าเพราะอะไร

และเมื่อมีการปลุกระดมว่าทักษิณวางแผนล้มสถาบัน และทักษิณเองก็มีการสัมภาษณ์สื่อในลักษณะที่ฝ่ายตรงข้ามยกมาอ้างได้ว่า “หมิ่นเบื้องสูง” อยู่เป็นระยะ เขายิ่งจะถูกทำให้เป็นฝ่ายผิดอย่างสัมบูรณ์ และประเด็นการ “เอา –ไม่เอาสถาบัน” ยิ่งจะถูกทำให้กลายเป็นศูนย์กลางปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น

ดังที่ทักษิณให้สัมภาษณ์ Time online กลายเป็นประเด็นที่พันธมิตรใช้เป็นข้ออ้างในการเคลื่อนไหวออกมาปกป้องสถาบันโดยการนัดชุมนุมที่ท้องสนามหลวงในวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ย.นี้ ยิ่งจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้สถาบันกลายเป็นศูนย์กลางของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น

การทำให้สถาบันเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งทางการเมืองแบบที่พันธมิตรฯ ได้กระทำมาและกำลังจะทำต่อไป เป็นการทำให้ปัญหาการเมืองกลายเป็นเรื่องของความเชื่อแบบ “หัวชนฝา” (Dogmatism) ที่ถกเถียงกันด้วยเหตุผลไม่ได้ ละเลยหรือมองข้ามปัญหาที่สำคัญกว่า เช่น ความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม ปัญหาปากท้องของประชาชนที่เป็น “เป้าหมายอันแท้จริง” หรือเป็นความต้องการอันแท้จริงของฝ่ายต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนน

ทางที่ถูกเราควรยึดเอา “เป้าเหมายอันแท้จริง” มาเป็นศูนย์กลางของปัญหา เรื่องเอา-ไม่เอาทักษิณ หรือเอา-ไม่เอาสถาบันต้องไม่ทำให้เป็นความเชื่อแบบหัวชนฝา (เช่น “ทักษิณ” หรือ “ไม่ทักษิณ” และ “สถาบัน” หรือ “ไม่สถาบัน” เท่านั้นคือคำตอบ) แต่ต้องทำให้เป็นเรื่องที่นำมาถกเถียงกันได้ด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลว่า เอาหรือไม่เอานั้นๆ สามารถตอบสนองต่อ “เป้าหมายอันแท้จริง” ได้อย่างไร

เช่นเมื่อยืนยันว่าเอาสถาบัน ก็ต้องถกเถียงกันให้จริงจังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับการเมือง ความเป็นประชาธิปไตยที่พ้นไปจากการกำกับของสถาบันและเครือข่ายบริวาร การใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือจะวางระบบกันอย่างไรที่จะทำให้สถาบันเป็นอิสระจากความเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างแท้จริง เช่นการปรับปรุงกฎหมายหมิ่นฯ การมีกฎหมายที่ทำให้สถาบันโปร่งใสตรวจสอบได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ด้วยเหตุผล หรือเป็นที่เคารพของประชาชนบนพื้นฐานของการตรวจสอบได้ เป็นต้น

การทำให้สถาบันเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งทางการเมืองบนพื้นฐานความเชื่ออนุรักษ์นิยมแบบหัวชนฝา รังแต่จะเป็นการทำลายสถาบันเสียเอง และเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงนองเลือด

ในโลกยุคใหม่เราไม่อาจรักษาสถาบันเอาไว้ได้ด้วยการลดทอนความเป็นประชาธิปไตย แต่อาจรักษาไว้ได้ด้วยการทำให้สถาบันปรับตัวตามวัฒนธรรมประชาธิปไตยสากล คือการยอมรับและเคารพเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และอำนาจอธิปไตยของประชาชน

ดังนั้นการนำเอาความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม ปัญหาปากท้องของประชาชน ฯลฯ ที่เป็น “เป้าหมายอันแท้จริง” มาเป็นศูนย์กลางหรือเป็นประเด็นหลักในการถกเถียงหาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมือง ทำเรื่องเอา-ไม่เอาสถาบันหรือทักษิณเป็นส่วนประกอบว่าจะสามารถตอบสนองหรือไม่ตอบสนองต่อ “เป้าหมายอันแท้จริง” นั้นอย่างไร จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ก้าวหน้ากว่า

Advertisements
4 ความเห็น leave one →
  1. aphatsorn permalink
    วันศุกร์ 13 พฤศจิกายน 2009 10:44 น.

    เห็นด้วยกับบทความนี้ คงต้องใช้เวลาอีกนานสังคมไทยถูกปลูกฝังเรื่องความเชื่อแบบนี้มานานหลายชั่วคน ถึงแม้ว่าปัจจุบันได้เลิกทาสแล้ว แต่เป็นเลิกทาสทางกาย แต่ใจยังเป็นทาส สังคมไทยจึงเป็นสังคมทันสมัยแต่ไม่พัฒนา

  2. ;;; permalink
    วันศุกร์ 13 พฤศจิกายน 2009 13:26 น.

    แนะนำ ท่านทักษิณ ต่อไปนี้ ถ้ามีสำนักข่าวใดๆจะสัมภาษณ์อีก ก็หลีกเลื่ยงการให้สัมภาษณ์ที่เกี่ยวกับสถาบันฯซะเป็นดีที่สุด เพราะฝ่ายที่จ้องทำลายล้าง เขาทำได้ทุกอย่าง เขาสามารถ เปลี่ยน ถูกเป็นผิด ผิดเป็นถูก ดำเป็นขาว ได้ เพราะเขามีอำนาจครองเมืองอยู่ในขณะนี้ เขาคุมสื่อไว้ในกำมือ จะให้ออกข่าวอย่างไรก็ได้ตามต้องการ
    ก็เห็นๆกันอยู่ ระหว่างทักษิณ ให้สัมภาษณืถึงสถาบันฯ กับนายมาร์คให้สัมภาษณ์ถึงสถาบัน ฯ ดูไปแล้วนายมาร์คพูดให้สัมภาษณ์คาบเกี่ยวเส้นหมิ่นมากกว่าทักษิณเยอะมากๆ แต่กลับไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย ก็เหมือนในสนธิลิ้มขึ้นเวทีกล่าวหมิ่นชัดเจนก้ยังไม่ผิด นี่คือการแสดงถืงอำนาจว่าอยู่ฝ่ายไหน จึงต้องพึงระมัดระวังให้มาก
    ไม่กล่าวถึงจะเป็นการดีที่สุด ถึงทักษิณจะบอกว่า จงรักภักดี แต่ฝ่ายที่ทำลายอยู่ก็จะเอาไปตีความให้เป็นหมิ่นก้ได้เพราะเขามีอำนาจครองเมืองอยู่ จำไว้

  3. คนไร้หัว permalink
    วันศุกร์ 13 พฤศจิกายน 2009 13:35 น.

    แล้วเราจะมีหนทางอย่างไรจะไปถึงจุดนั้นได้?

  4. joojee permalink
    วันพุธ 18 พฤศจิกายน 2009 00:28 น.

    ต้องเห็นความจริงว่าคนนั้นไ่ม่ใช่
    ชาติ
    ชาติคือประชาชน
    ศาสนา
    ไม่ใช่เขา ไม่รัก หรือเคารพไม่ตกนรก
    ไม่มีเขาประชาชนอยู่ได้ไม่ตายถ้ารู้จักทํามาหากิน
    เขาทําอะไรไม่เป็น รับบริจากมาตลอดชีวิตจะอยู่ไม่ได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: