Skip to content

ประเทศนี้สำหรับคนรุ่นเก่าหรือไง

วันพฤหัส 24 กันยายน 2009

A country for old men?
September 22, 2009
ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

มีเหตุการณ์มากมายที่กำลังเกิดขี้นในการเมืองของประเทศไทยในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นการยากที่จะติดตาม และเป็นเรื่องท้าทายที่จะมองให้เห็นในภาพรวม

เมื่อเรามองย้อนหลังประเทศไทยในสามปีที่ผ่านมาหลังจากการทำรัฐประหารของกองทัพในปี ๒๕๔๙ เราพยายามเหลือเกินที่จะมองในแง่ดี และตอนนี้เราจะเสนอข้อสังเกตบางอย่างเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

เราเริ่มด้วยความล้มเหลวในการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำไมถึงต้องยืดเวลาการแต่งตั้งออกไป และมีความขัดแย้งกันได้ถึงขนาดนี้ แน่ล่ะ มีความเห็นด้านหนึ่งเกี่ยวข้องกับทักษิณ ชินวัตรที่ว่า ยังมีอำนาจเหนือตำรวจ หรือตำรวจยังคงให้ความสนับสนุนต่อทักษิณ อีกด้านหนึ่งก็ว่า ได้มีการแย่งความเป็นใหญ่ระหว่างพรรคร่วม มีความจริงอยู่ในทั้งสองมุมมองนี้ แต่โพลิติคอลพรีซันเนอร์อินไทยแลนด์ (พีพีที) เดาว่ามีอะไรๆนอกเหนือจากที่กำลังมีเรื่องกันอยู่ในขณะนี้

รายงานกล่าวว่า ประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (เกิดปี ๒๔๖๓) ยังคงทำงานอยู่ เราจะไม่แจงรายละเอียดจากบางกอกบัณฑิตซึ่งรวบรวมความเห็นในเรื่องการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) โดยเฉพาะการโต้เถียงเมื่อไม่นานมานี้ที่ว่า ใครควรนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. จากเอเอสทีวี/เมเนเจอร์ และจากบางกอกโพสต์ (วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๒: “พลิกโผตำรวจ”) ซึ่งมีการแสดงความเห็นที่ค่อนข้างระมัดระวังว่า “ตัวเล่นใหม่ที่มีอิทธิพลโผล่ออกมา”

พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย เป็น “ตัวเลือก” ในรายชื่อเข้าชิงเก้าอี้ ผบ.ตร. ได้ชื่อว่าใกล้ชิดกับ พล.อ.เปรม และข่าวจากเนชั่น (๑๗ กันยายน ๒๕๕๒: “ผบ.ตร.: หนทางยังตัน”) กล่าวว่า พล.ต.อ.จุมพล “ขี้นชื่อว่ามีแรงหนุนจากสายนอกคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และเมื่อไม่กี่วันมานี้มีข่าวว่า ได้มีการวิ่งเต้นจนถึงขั้นขาแทบขวิด

เปรมเป็นคนวิ่งเต้นหรือ อาจจะใช่ ทำไมหรือ เราคิดว่า เนื่องจากในหลายปีมานี้ ทั้งพระราชวังและองคมนตรีพยายามจะเอื้อมมือเข้ามาควบคุมระบบยุติธรรม เป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องรีบจัดการถอนรากถอนโคนทักษิณ และ “รัฐบาล” ของเขา โดยการนำผู้พิพากษาที่เกษียณเข้ามาเป็นองคมนตรี

เห็นได้ชัดว่า เป็นยุทธการที่มีการตระเตรียมอย่างรอบคอบ การโปรดเกล้าฯแต่งตั้งองคมนตรีครั้งหลังสุด ห้าคนในจำนวนเจ็ดคนนั้นมาจากศาล คนเก่าที่เป็นแกะดำที่ออกไปคือ พลเรือเอก ชุมพล ปัจจุสานนท์ (อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ) พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ รับตำแหน่งองคมนตรีหลังจากเกษียณจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และลาออกจากองคมนตรีเพื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคณะรัฐบาลคมช. หลังจากสุดสิ้นตำแหน่งแขกรับเชิญของคมช. ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งองคมนตรีเหมือนเดิม

อดึตผู้พิพากษาที่เข้ามารับตำแหน่งองคมนตรีคือ:

นายสวัสดิ์ วัฒนายากร (โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๕ อดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุด)

นายสันติ ทักราล (โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา)

นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๐ อดีตประธานศาลฎีกา คนที่ ๓๔)

นายศุภชัย ภู่งาม (โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๑ อดีตประธานศาลฎีกา คนที่ ๓๕)

นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ (โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๑ อดีตประธานศาลฎีกา คนที่ ๓๖ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม)

จะเห็นได้ว่า มีการแต่งตั้งผู้พิพากษาหลายคน เป็นการส่งสัญญาณเรื่องจุดประสงค์ที่ต้องการอย่างแน่ชัด พระราชดำรัสของกษัตริย์ต่อศาลเป็นการยืนยันถึงเจตนารมณ์ของพระราชวัง การลากศาลยุติธรรมเข้ามาเพื่อต่อสู้กับทักษิณนั้น ถูกมองว่า เป็นหลักฐานที่เพียงพอสำหรับการก้าวก่ายอำนาจของศาล

พระราชวังมีความกระตือรือร้นที่จะให้คนของตัวได้เข้าไปนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. เมื่อไม่กี่ปีมานี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส มีข่าวว่า เป็นคนโปรดของราชวัง เมื่อมีการทำรัฐประหารปี ๒๕๔๙ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ รักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังจากนั้นจึงเข้ารับตำแหน่งนี้ และเป็นสมาชิกมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

ในเวลาเดียวกัน พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร คนโปรดขนานแท้ของในวัง ครั้งหนึ่งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้านายตำรวจประจำราชสำนัก ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะทำงานปรับปรุงโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเวลานั้นมีรายงานว่า เป็นความพยายามเพื่อจะล้างบางการฉ้อราษฎร์ที่ฉาวโฉ่ และเพื่อกำจัดทักษิณซึ่งถูกกล่าวหาว่า ยังมีอิทธิพลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ล่าสุดเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.วสิษฐเข้าไปดูแลการฉ้อราษฎร์ของกรุงเทพมหานคร

ไมเคิล มอนตีซาโน เขียนถึง พล.ต.อ.วสิษฐ์ว่า:  “เป็นผู้ให้ข้อสรุปแก่ นายอัลเลน ดูลเลส ผู้อำนวยการซีไอเอ ในระหว่างปลายยุค ค.ศ.๑๙๕๐(๒๔๙๓-๒๕๐๓) เมื่อคราวเข้าเยี่ยมประเทศไทยครั้งหลังสุด และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่อต้านข่าวกรองโซเวียตในกรุงเทพ เป็นผู้นำหน่วยปฎิบัติการพิเศษเพื่อปราบปรามคอมมิวนิสต์ และเป็นคนในของวังในยามที่ประเทศต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการปราบปรามผู้ก่อการร้าย เป็นหนึ่งในวีรบุรุษแห่งสงครามเย็นคนสำคัญของประเทศไทย”  ประวัติที่เคยเป็นวีรบุรุษยุคสงครามเย็นไม่ได้เป็นเครื่องขัดขวางต่อการทำงานในองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติในประเทศไทย พล.ต.อ.วสิษฐ์ยังคงเป็นผู้ปกป้องพระราชวังจากบทความที่เขียนลงในมติชน และเป็นโฆษกของพวกคลั่งเจ้า หลังจากรับตำแหน่งรองอธิบดีกรมตำรวจมาได้ชั่วเวลาหนึ่ง พล.ต.อ.วสิษฐ์ ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ

พล.ต.อ.วสิษฐ์ อายุ ๗๙ หรือ ๘๐ ปี (ขอบคุณผู้อ่านที่ให้ข้อมูลนี่้) “เกษียณอายุ” มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ยังโผล่ออกมาให้เห็นเมื่อใดก็ตามที่มีการวางกลยุทธ์ มุมมองในทางการเมืองของเขาสะท้อนให้เห็นถึงฐานะของราชวัง ตัวอย่างเช่น ความคลั่งเจ้าของเขา และวิสัยทัศน์อันสุดโต่ง อ่านได้จาก ที่นี่ และ ที่นี่

ขณะเดียวกันด้านพรรคประชาธิปัตย์ปัจจุบันนี้ นายชวน หลึกภัยเป็นประธานสภาที่ปรึกษาของพรรค (เกิดปี ๒๔๘๑) เป็นผู้กุมอำนาจเบื้องหลังอภิสิทธิ์ ไม่กี่ปีมานี้ นายชวนเอาแต่ออกมาเสนอหน้าให้การสนับสนุน พล.อ.เปรม เมื่อไม่นานมานี้ นายชวนเป็นตัวกลางระหว่าง พล.อ.เปรมและรัฐบาล ตัวอย่างเช่น เมื่อไม่กี่วันก่อน ในขณะที่พันธมิตรก่อการยั่วยุที่เขาพระวิหาร พล.อ.เปรมก็เข้ามาจุ้นจ้าน บางกอกโพสต์ลงข่าวว่า “มีรายงานว่า พล.อ.เปรมวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ว่าจะบานปลายถ้าไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม แหล่งข่าวกล่าวว่า พลเอก มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพไทย หนึ่งในมือขวาของพล.อ.เปรมได้เข้าเยี่ยมนายชวน หลึกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีที่ทำการของพรรคในเดือนสิงหาคม เพื่อนำข่าวที่ว่า พล.อ.เปรมวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องชายแดนที่กำลังมีปัญหาอยู่นั้น” บางกอกโพสต์พิจารณาแล้วเห็นว่า ความกังวลของพล.อ.เปรม ได้กระทุ้งอภิสิทธิ์ให้ส่งนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศออกมาเสนอหน้าออกอากาศ “เพื่อให้ประชาชนไทยมั่นใจว่า ประเทศนี้ไม่ได้สูญเสียดินแดนแม้แต่นิ้วเดียว ในเรื่องที่เกี่ยวกับความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหาร”

พีพีทีได้เคยลงบทความก่อนหน้านี้ อภิสิทธิ์ตั้งหน้าตั้งตาโถมประชาสัมพันธ์ให้เกิดความคลั่งชาติ และความคลั่งเจ้า เราจะไม่กล่าวถึงรายละเอียดซ้ำอีก แต่ที่แน่ๆที่ว่าอภิสิทธิ์ไม่ใช่คนโง่ การออกมาเน้นยุทธวิธีความเป็นขวาจัด โบราณจัด และรักชาติจัด สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองจากผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ เราเห็นว่า ผู้หนุนหลังนี้เกี่ยวข้องกับ นายชวน พล.อ.เปรม และโดยทั่วไปก็คือราชวัง ดูเหมือนอภิสิทธิ์ไม่ได้รับการสนันสนุนจากในพรรคของตัวเอง ฉะนั้นควรจะรับรู้ไว้ว่า ผู้หนุนหลังดังกล่าว เป็นผู้ซึ่งยังทำให้อภิสิทธิ์เกาะเก้าอี้นายกไว้ได้ อภิสิทธิ์ด้วยการหนุนหลังจากบุคคลสำคัญ และผู้ใหญ่หัวโบราณระดับสูง และพวกคลั่งเจ้า น้อมรับเอาวิธีการที่ถอยหลังกลับไปสู่ยุคมืดมาใช้ใหม่

แน่ล่ะ โครงการใหม่อย่าง “ไทยสามัคคี” สะท้อนให้เห็นถึงแนวพระดำริของกษัตริย์ (ประสูติปี ๒๔๗๐) และกำลังทรงเข้ารับการรักษาพระวรกายในโรงพยาบาล พระราชดำรัสเรียกร้องให้มี “ความสามัคคี” เป็นบทโบราณที่ซ้ำแล้วซ้ำอีกที่ได้ยินกันมานับตั้งแต่ วันที่กษัตริย์ทรงพระวิตกว่าจะสูญเสียบัลลังค์ให้กับคอมมิวนิสต์

การเรียกร้องของอภิสิทธิ์ในเรื่องลัทธิชาตินิยม และลัทธิคลั่งชาติอาจจะดูเหมือนว่าล้าสมัย และด้อยปัญญา แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นเนื้อแท้ต่อความจริงที่ว่า กลุ่มหัวโบราณกลัวความคิดใหม่ๆ เราจึงมีนายอานันท์ ปันยารชุน (เกิดปี ๒๔๗๕) ที่เอาแต่โฆษณาเรื่องเหลวไหล เช่น สัมภาษณ์ นายสตีเฟน บี ยัง “ชายผิวขาวผู้มีอุปการะคุณ เพียบด้วยปริญญา ผู้สร้างความเชื่อมั่นให้กับศักดินาไทยด้วยวาทศิลป์ที่เลื่อนลอย” ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเทศไทยที่คิดว่าเข้าท่า และมีเนื้อหาสาระ แต่สิ่งที่เขาพูดจริงๆนั้น แสดงให้เห็นว่า บรรดาชายแก่เหล่านี้ ช่างไม่รู้เหนือรู้ใต้กับความเป็นไปของประเทศไทยสมัยใหม่เลย

ผลที่ได้คือ บรรดาชายแก่ทั้งหมดเหล่านี้ ทำได้แต่เพียงผุดโครงการตกยุค ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลเผด็จการทหารในยุคอดีต

ความพยายามอย่างใหญ่หลวงที่จะปกป้อง พล.อ.เปรม ในทุกวันนี้ เป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการคร่ำครึเหล่านี้

แถมยังใช้ความพยายามด้วยราคาที่แพงลิบลิ่วในการ “ปกป้องราชวงศ์” ด้วยการใช้กฎหมายหมิ่นฯ และกฎหมายการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และหนี้สินที่บรรดาคนชราเหล่านี้สร้างไว้ต้องตกเป็นภาระของรัฐบาลซึ่งเพิ่มความคร่ำครึ บีบคั้นหนักมือขี้น และเป็นเผด็จการแบบเดิมๆ

ในขณะที่พีพีทีชี้ให้เห็นว่า แม้ประเทศจะถอยเข้าสู่ยุคเผด็จการ แต่เรากำลังฉลองและสนับสนุนในความกล้าหาญต่อการดิ้นรนของประชาชนในประเทศไทย ที่ยังคงกล้าส่งเสียง แม้ว่าพวกเขาจะถูกจับตามองจากรัฐบาลปัจจุบัน ในปี ๒๕๔๐ นางออง ซาน ซูจี ผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเรียกร้องให้ใครก็ตามที่อยู่นอกพม่า “กรุณาใช้เสรีภาพที่คุณมี รณรงค์เรียกร้องเสรีภาพเพื่อพวกเรา” เปรียบเทียบกับกระแสลัทธิคลั่งเจ้าในขณะนี้ และแรงกดดันของรัฐบาลซึ่งนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ที่มีต่อรัฐบาลทหารพม่านี้ ความจริงแล้วอาจจะไม่ใช่เช่นนั้นก็ได้ และเป็นการเล่นการเมืองที่เสี่ยง อย่างไรก็ตาม พวกเขาตั้งใจจะดึงให้ประเทศไทยถอยหลังเพียงเท่านั้น

ณ.เวลานี้ ประเทศไทยเหมือนอยู่ที่ปากเหว เราเคยโพสต์บทความวันครบรอบการทำรัฐประหารว่า โอกาสที่ประชาธิปไตยจะได้หยั่งรากลึก และโอกาสที่จะได้รับการปลดปล่อยจากเงี้อมมือที่บีบบังคับของรัฐบาล ของอำนาจที่เหนือรัฐบาล และผู้เล่นของราชวงศ์ เป็นเรื่องสำคัญที่ยังคงจะต้องเฝ้าจับตาดู และวิจารณ์การบีบคั้นเหล่านี้ และร้องหาความยุติธรรม – โดยเฉพาะ สำหรับผู้ที่กำลังติดคุก และผู้ที่กำลังรอการพิจารณาคดีเนื่องจากกฎหมายที่บีบคั้นนี้ ประเทศไทยที่มีความเป็นประชาธิปไตยจะมีที่ให้ยืนก็ต่อเมื่อ บรรดาเผด็จการชายชราเหล่านี้มีที่ให้อยู่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ที่ที่ซึ่งฉลองกับความคิดตกยุคผ่านโครงการต่างๆของรัฐบาล ซึ่งเน้นแต่การบีบคั้นเช่นนี้

Advertisements
11 ความเห็น leave one →
  1. วันพฤหัส 24 กันยายน 2009 16:21 น.

    when we can copy these idea then give to ourfriends and family..one day we will delete them out from Thailand..rise of the people ..(*&$*) upper class people out..

    • วันศุกร์ 25 กันยายน 2009 16:25 น.

      Rise of shit!

  2. นกฮูก permalink
    วันพฤหัส 24 กันยายน 2009 19:09 น.

    ไอ้ที่ยังหนังเหนียวไม่ยอมเหี่ยวXXเนี่ย เพระกิเลศม้นครอบงำโลภมากรวยไม่รู้จักพอ เราท่านก็ต้องอดทนรอให้พวกวัดถุโบรานผุกร่อนไปเอง เกิดมาไม่ว่าท่านจะรวยหรือจนก็ต้องตายเหมือนกัน

    • Lone Cat permalink
      วันอังคาร 29 กันยายน 2009 00:38 น.

      ประชาชนรอไม่ไหวแล้ว!
      ประชาชนก้าวหน้าเกินกว่าที่เคยเป็นมาแล้ว!
      ประชาชนมีสำนึกทางการเมือง ตื่นตัวปกป้องสิทธิอันพึงมี!
      ประชาชนรู้ตัวแล้วว่าถูกหลอกมาตลอด!
      ประชาชนไม่โง่อีกต่อไปแล้ว ไม่ได้เรียนสูงไม่ได้แปลว่าโง่!!

      ประชาชนพร้อมแล้ว!

  3. วันพฤหัส 24 กันยายน 2009 20:38 น.

    คิดถึงเพื่อนร่วมชาติที่ติดคุก และกำลังจะติดคุก ทำให้ต้องดันเรื่องต่อไป สนับสนุน
    ความเก่าแบบนี้ต้องหายไปจากประเทศในเร็ววัน

  4. วันศุกร์ 25 กันยายน 2009 16:24 น.

    พระราชดำรัสเรียกร้องให้มี “ความสามัคคี” เป็นบทโบราณที่ซ้ำแล้วซ้ำอีกที่ได้ยินกันมานับตั้งแต่ วันที่กษัตริย์ทรงพระวิตกว่าจะสูญเสียบัลลังค์ให้กับคอมมิวนิสต์
    – ตรงนี้หมายความว่าไงครับ ก็ฐานะการเป็นพระราชามันไม่เหมาะกับการบอกวิธีการแบบถี่ยิบนี่ครับ อยากให้ท่านพูดเลยเหรอครับว่าเอาล่ะ ทำยังงี้นะ 1 – 2 -3 แบบนั้นก็เท่ากับว่าบรรดานักการเมืองและส.ส.ทั้งหลายคือควายกันหมดเลยน่ะสิ เอาแบบนั้นมั้ยล่ะ รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย

Trackbacks

  1. Updated: A country for old men? « Political Prisoners in Thailand
  2. Old men united | Political Prisoners in Thailand
  3. Old men united | Political Prisoners of Thailand
  4. Rewarding the anti-democrats II | Political Prisoners in Thailand
  5. Rewarding the anti-democrats II | Political Prisoners of Thailand

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: