Skip to content

การเปลี่ยนธาตุแท้ทางการเมือง และการรอมชอม

วันอาทิตย์ 6 กันยายน 2009

The changing nature of politics and the need for compromise
September 5, 2009
ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

เดอะมาเลเซียนอินไซด์เดอร์ และเดอะสเตรทไทมส์ (วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๒: “การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่กำลังกระตุ้นให้ชนชั้นสูงของไทยต้องยอมอ่อนข้อ”) ถือว่าตรงจุดและได้ยินมาในทุกๆที่ ซึ่งมีค่าที่จะนำมาลงซ้ำอีก ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กล่าวว่า “อาจจะมีการนองเลือดถ้าพวกเขา (ศักดินา) ไม่ยอมทำการรอมชอม ถ้าพวกเขาไม่สามารถตกลงกับเบื้องบนได้” ก่อนหน้านี้โพลิติคอลพรีซันเนอร์อนิไทยแลนด์ (พีพีที) เคยวิจารณ์ ดร.ชาญวิทย์ ที่ให้ความเห็นเรื่อง “ปกป้องราชวงศ์” พีพีทีเห็นด้วยว่า การรอมชอมเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่เรายังได้ชี้ให้เห็นอีกว่า การรอมชอมนี้ไม่ควรมาจากฝ่ายเดียว และไม่ควรเป็นการตัดสินใจมาจาก “เบื้องบน” เท่านั้น

ดร.ชาญวิทย์ถูกในแง่ที่ว่า ความขัดแย้งของการเมืองไทยในขณะนี้ส่งสัญญาณให้มี “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวัฒนธรรมทางการเมืองของชาติ มากกว่าเป็นเพียงแค่การกระทำอย่างผิวเผิน” เขาได้ให้ข้อสังเกตุว่า “การเรียกร้องที่หนาหูขี้นในเรื่อง “ความสามัคคี” และ “ความสมานฉันท์” ซึ่งออกมาจากกลุ่มของศักดินาไทยเป็นส่วนใหญ่”

สำหรับพีพีทีแล้ว ถือว่าเป็นการเรียกร้องอย่างเสแสร้ง พวกเขาเรียกร้องให้เอาอดีตสมัยที่พวกคลั่งเจ้า-ศักดินากองทัพยังกุมอำนาจอยู่กลับคืนมา เรามีกษัตริย์ที่ทรงมีพระราชดำรัสให้มีความสามัคคี ซึ่งพระองค์ทรงตรัสไว้เสมอเมื่อเกิดความขัดแย้งกัน พระองค์ทรงเรียกร้องให้เคารพในกฎของคนรวยและของผู้มีอำนาจ ดร.ชาญวิทย์ดูเหมือนจะเห็นด้วย และตั้งข้อสังเกตว่า “ความคิดในเรื่องความสามัคคีในประเทศไทย มาจากระดับบนลงสู่ระดับล่าง ถูกกำหนดและผลักดันโดยศักดินาที่กำลังครองอำนาจ แต่ความคิดเช่นนี้มันอาจจะล้าสมัยเสียแล้ว”

ดร.ธงชัย วินิจจะกุล นักประวัติศาสตร์ไทยซึ่งสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสันเห็นด้วยว่า “เขาชี้ให้เห็นว่า การยืนกรานให้เอาแต่ความสามัคคีนั้น และแทบจะไม่เหลือที่ว่างให้มีการคัดค้านเลย” เขากล่าวต่อว่า “การเรียกร้องให้มีแต่ความสามัคคี และความเป็นหนึ่งเดียวกันเท่านั้น” เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ และความคิดดึงดันที่จะให้ประเทศมีความเป็นเอกภาพ” เขาพูดได้ถูกต้อง

ไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่นั่นแหละ สำหรับอีกมุมมองหนึ่งจากบทความที่อ้างถึง ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการผู้วิเคราะห์ข่าวที่รัฐบาลเป็นผู้จ่ายงบให้เอง ดร. ปณิธานอ้างว่า “ความขัดแย้งในทางการเมืองของประเทศไทย สืบเนื่องมาจากการความหวังอันริบหรี่ที่จะมีการประนีประนอมกัน เพื่อจะใช้ในการเชื่อมต่อช่องว่างระหว่างสามสถาบันเก่าแก่ของไทย” และเขาเรียกสิ่งที่อุบัติขี้นใหม่ว่าเป็น “สถาบันที่สี่: สังคมประชาธิปไตยใหม่ การเมืองแบบใหม่ – อาจหมายถึง สถาบันที่สี่ที่เอียงไปสู่ความเป็นลัทธิเสรีนิยม”

ลัทธิเสรีนิยมหรือ มองย้อนถึงผลงานของ ดร.ปณิธานในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเป็นประธานที่ปรึกษาด้านวิชาการ ในการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่รุนแรง เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่พีพีทีจะสงสัยว่า ดร.ปณิธานรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับลัทธิเสรีนิยม

ดร.ปณิธาน ดูเหมือนจะเชื่อว่าประเทศไทย “เป็นสังคมที่ไม่ค่อยมีความเป็นประชาธิปไตย กำลังอยู่ในช่วงระยะการเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขี้น – จากสังคมปิดให้กลายเป็นสังคมที่เปิด จากความเก่าแก่ไปสู่ความนำสมัย” นายแซมมวล ฮันติงตัน คุณอยู่ที่ไหนครับ ดร.ปณิธานได้เสริมต่อ โดยกล่าวว่าเขาเชื่อว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ระยะสุดท้ายของกลียุค ตามความคิดของศาสนาฮินดู กลียุคหมายถึงยุคขัยแห่งความขัดแย้ง ยุคที่จิตใจเสื่อม ยุคของความชั่วร้ายและความรุนแรง ซึ่งจะจบสิ้นลงด้วยความหายนะอย่างใหญ่หลวงก่อนที่โลกใหม่จะอุบัติขี้นมา” แต่สิ่งนี้ไม่ได้เป็นผลมาจากความเป็นประชาธิปไตย หรือจากการเคลื่อนไหวของมวลชน แต่มาจากการขัดขืนของฝ่ายศักดินา “ขณะนี้ ดูเหมือนว่าจะมีชนกลุ่มใหม่ (ที่เข้ามาในเหตุการณ์) จากนอกวงของศักดินากรุงเทพ จากภาคธุรกิจ จากประชาชนซึ่งมีฐานะนอกเหนือจากระบบข้าราชการ ชนกลุ่มใหม่นี้กำลังทำการตกลง ทำการต่อรองเพื่อแบ่งอำนาจ และสร้างความไม่พอใจให้กับศักดินารุ่นเก่า”

ดร.ปณิธาน มีความใจกว้างที่จะกล่าวว่า “ผมไม่ตำหนิสาธารณชนโดยทั่วไป เราซึ่งเป็นศักดินากล่าวเสมอว่า ประชาชนโดยทั่วไปนั้นได้รับการศึกษาน้อย รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และถูกซื้อเสียงได้ง่าย แต่ผมไม่ได้คิดเช่นนั้น ผมคิดว่าปัญหามาจากชนชั้นอย่างเรา ณ จุดนี้ ในกรุงเทพนี่เอง” ผลที่ตามมาคือจะมีรัฐประหารอีก: “กองทัพยังคงเป็นตัวชี้ขาด” งั้นเราก็รู้แล้วซิ ศักดินายังคงดิ้นรนโหยหาแต่กองทัพอย่างไม่จบไม่สิ้น แทนที่จะวางมือจากเรื่องนี้ และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของการเปลี่ยนแปลงตามระบบประชาธิปไตยโดยแท้จริง

ต่อด้วยความเห็นส่วนหนึ่งที่ว่า “นี่คือการเมือง (กำลังเกิดขึ้น) ในระยะปลายรัชกาล…” สำหรับ ดร.ปณิธานแล้ว การดิ้นรนในขณะนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสามัญสำนึกที่ถูกปลุกขี้นมา จากการที่สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชนที่ถูกกองทัพปล้นเอาไป โดยกระทำไปเพื่อปรนเปรอกลุ่มคนร่ำรวย หรือความต้องการที่จะเข้ามามีสิทธิในรัฐบาล นั่นดูเหมือนว่าจะให้ความเชื่อถือกับรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.๒๕๔๐ และการเลือกตั้ง มากเกินไปหรือเปล่า แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่ทีท่าแยแสอะไรสักอย่างเลย

Advertisements
4 ความเห็น leave one →
  1. Mrs. in your heart permalink
    วันอาทิตย์ 6 กันยายน 2009 09:57 น.

    We are must to leave them [an Elite] behind, Eradication after the delete and shall not to pitty, What they were done long time ago try to do the same with them, I will…. God bless you!!!

    • Lone Cat permalink
      วันจันทร์ 7 กันยายน 2009 22:34 น.

      We will see them flee the wrath of people soon
      Even outside Thailand they shall suffer.

      RED Thai citizens are waiting for them. to make their life harder!

      Wheel of Karma is turning against them.

  2. ton permalink
    วันจันทร์ 7 กันยายน 2009 10:39 น.

    ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เป็นสัจจะนิรันด์

Trackbacks

  1. Updated: The changing nature of politics and the need for compromise « Political Prisoners in Thailand

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: