Skip to content

รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์: เขาว่ากระแสไม่เอาเจ้าแพร่ไปทั่วแล้ว

วันพฤหัส 6 สิงหาคม 2009

August 6, 2009
รศ. ใจ อึ๊งภากรณ์
ที่มา – RedSiam

ถ้าใครอ่านบทความของ ชัยอนันต์ สมุทวาณิช ในผู้จัดการ ๒ สิงหาคม ๕๒ จะเห็นว่าฝ่ายอำมาตย์เริ่มยอมรับกันแล้วว่า “กระแสไม่เอาเจ้าแพร่หลายไปทั่วประเทศแล้ว” และ ชัยอนันต์ ยังยอมรับอีกว่า “คนชนบทชอบทักษิณ… ก็เพราะทักษิณเป็นนักการเมืองคนแรกที่ทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญก็คือ เรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรคกับกองทุนหมู่บ้าน”

แต่หลังจากนั้น ชัยอนันต์ ก็เริ่มเข้าสู่แดนแห่งนิยาย เช่น

1. ชัยอนันต์ ตั้งคำถามว่าทำไมกระแสไม่เอาเจ้าแพร่ไปทั่ว? แล้วพยายามหาคำตอบที่ไม่ใช่คำตอบง่ายที่สุดและตรงกับความจริงที่สุด ก็เลยเสนอว่ามีการปลุกระดม… คำถามคือทำไมการปลุกระดมได้ผล?… ก็เพราะมันตรงกับสิ่งที่คนคิดอยู่แล้ว!! คำตอบที่ง่ายที่สุดและตรงกับความจริงที่ ชัยอนันต์ ไม่กล้าพูดคือ ตั้งแต่การก่อตั้งของพันธมิตรฯ ผ่านการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา การใช้ศาลเป็นเครื่องมือล้มพรรค การใช้ความรุนแรงปิดทำเนียบ รัฐสภา และสนามบิน ฯลฯ จนถึงวันนี้ ฝ่ายเสื้อเหลืองเอาเรื่องเจ้ามาเป็นข้ออ้างในการทำลายประชาธิปไตย ล้มรัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกมา และดูถูกประชาชนเหล่านั้นว่า “โง่” หรือไร้วุฒิภาวะที่จะลงคะแนนเสียง มีการใช้กฎหมายหมิ่นเดชานุภาพกับคนที่คัดค้านรัฐประหาร แถมยังมีกรณีที่ราชินีไปงานศพพันธมิตรฯ และกรณีที่ในหลวงไม่ออกมาพูดอะไรในเดือนธันวาคมปีที่แล้วอีกด้วย คำตอบและคำอธิบายมันง่ายอย่างนี้ครับ ใครๆก็รู้ ไม่ต้องเป็นนักวิชาการจบดอกเตอร์หรอก สรุปแล้วคนส่วนใหญ่ในประเทศคิดเองเป็น ไม่ถูกล้างสมอง ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ในวิกฤตการเมืองที่ร้อนแรง แล้วพบว่าไม่มีประโยชน์ในการปกป้องรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตรงกันข้าม ไปอยู่กับฝ่ายที่เป็นศัตรูประชาชนและศัตรูของประชาธิปไตย จะไม่เกิดกระแสไม่เอาเจ้าที่ยิ่งใหญ่ทั่วประเทศได้อย่างไร? พวกอำมาตย์มั่นใจในตนเองมากไป คิดว่าล้างสมองประชาชนได้ แค่อ้างกษัตริย์แล้วเขาจะทำอะไรก็ได้ ไม่จริงครับ ถูกพิสูจน์ได้ แล้วพวกอำมาตย์อาจใช้การปราบปรามหรือการสร้างความกลัวให้บางคนไม่กล้าพูดได้ แต่เปลี่ยนใจลึกๆ ของคนไม่ได้หรอก การปิดเวป การปิดวิทยุชุมชน การเซ็นเซอร์ หรือการโกหกที่รัฐบาลอำมาตย์ทำอยู่ก็ไม่มีผลอย่างที่เขาต้องการ

2. ชัยอนันต์ เขียนว่า “กระแสต้านสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ในที่สุดคงไม่บังเกิดผลอะไร และในอดีตก็เคยมีมาแล้ว โดยเฉพาะปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมัยรัชกาลที่ 6” ผมอ่านแล้วหัวเราะ!!! เพราะนักประวัติศาสตร์ไทยทราบดีว่ากระแสไม่เอาเจ้าปลายรัชกาลที่ ๕ และในช่วงรัชกาลที่ ๖ ในที่สุดสะสมมากขึ้นจนเกิดการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ ท่ามกลางกระแสไม่เอาเจ้าทั่วประเทศ

3. ชัยอนันต์ มองว่า “การวิจารณ์ “เจ้า” ก็ไม่อาจทำแบบเหวี่ยงแหได้ และก็ไม่มีข้อมูลข่าวสารหรือข้อเท็จจริงมาสนับสนุนคำวิจารณ์” ก็ฝันไปเถิดว่าไม่มีข้อมูลหรือข้อเท็จจริง แต่ในอีกแง่ก็เป็นคำดูถูกประชาชนอีกว่าเชื่ออะไรโดยไร้เหตุผล

4. ชัยอนันต์ มองว่า “คนรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 30 ปี รู้สึกว่าจะไม่สนใจเรื่องนี้มากเท่าใดนัก” และ “คนหนุ่มคนสาว เวลานี้ซึ่งดูจะเป็นพวกวัตถุนิยมสุดขั้วกันมาก ถ้าจะพูดถึงความภักดีต่อชาติหรือสถาบันแล้ว คงหวังได้ยาก” ตรงนี้ ชัยอนันต์ คงรู้จักเด็กๆ จากตระกูลร่ำรวยที่เป็นนักศึกษา วชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งไม่ใช่เด็กธรรมดาเหมือนประชาชนอื่นๆ ส่วนผมและเพื่อนๆ รู้จักเด็กนักเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ จึงขอบอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่จงรักภักดีกับอะไรง่ายๆ และถ้าคนรุ่นใหม่ “ไม่สนใจเรื่องกษัตริย์” มันหมายความว่าเบื่อกับการถูกบังคับให้จงรักภักดี แต่มันไม่ใช่ว่าเขาสนใจแต่เรื่องวัตถุนิยมหรือการบริโภคเหนือสิ่งอื่น จริงๆ แล้วพวกที่เป็นนักบริโภคนิยมสุดขั้วของสังคม ที่กอบโกยความร่ำรวยเข้ากระเป๋าตนเองมากที่สุด คือพวกเจ้าและอำมาตย์ ในขณะที่มาสอนเราให้มีความสุข “ความพอเพียง” ท่ามกลางความยากจนของเรา ดังนั้นถ้าใครยิ่งรวยยิ่งกอบโกยบริโภค ก็จะยิ่งหลงเชื่อในนิยายเรื่องเจ้า

อย่างไรก็ตาม ผมมีคำเตือนให้คนเสื้อแดงที่ “ไม่เอาเจ้า” เหมือนผม ถ้าฝ่ายอำมาตย์หลอกตนเองได้มันไม่ได้แปลว่าเราต้องหลอกตนเองไปด้วย เราต้องยอมรับความจริง และไม่ประเมินฝ่ายอำมาตย์ต่ำไป กระแสไม่เอาเจ้าที่แพร่ไปทั่วจะไม่เกิดผลโดยอัตโนมัติถ้าเราไม่รู้จักสู้ ดังนั้นเราต้องใช้ปัญญาในการทำภาระที่ยังค้างอยู่ของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ให้เสร็จสิ้น แล้วเราจะได้ประชาธิปไตยแท้

Advertisements
506 ความเห็น leave one →
  1. คนทำมะดา permalink
    วันอังคาร 2 สิงหาคม 2011 20:07 น.

    รัฐบาลไหนก็หาแต่ผลประโยชน์เข้าตัว
    เข้าพวกพ้องทั้งสิ้น
    แต่ไม่ควรดึงสถาบันมาเกี่ยวข้อง

    ผมว่าท่านทำประโยชน์ให้ประเทศไทยและคนไทยมากกว่า

    รัฐบาลเสียอีก

  2. รักในหลวง permalink
    วันศุกร์ 5 สิงหาคม 2011 16:57 น.

    “ใจ” ผมว่าคุณ โคตตตตตตตตตตตร เลวเลยรู้ตัวป่าว แล้วขอประณามคนที่คิดเช่นเดียวกับบุคคลที่ผมได้กล่าวถึงด้วย (จิตสำนึกเสื่อม)

  3. วันเสาร์ 6 สิงหาคม 2011 18:19 น.

    การหมอบคลานกราบไหว้เจ้าเหมือนเทวดาเป็นประเพณีที่ป่าเถื่อน ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาไม่ทำกัน มนุษย์ทุกคนต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเหนือกว่าใคร (Crawling and kowtowing toward Royal family members are barbaric cultures. Nobody practices this in the developed countries. All men are created equal, nobody is above anybody.)

    ตระกูลเจ้ามันบังคับให้คนไทยใช้ “คำราชาศัพท์” เวลาพูดกับมัน มันคิดว่ามันเป็นเทวดาอยู่เหนือคนไทยทั้งปวง … พวกเราต้องยกเลิกการใช้คำราชาศัพท์ คนไทยทุกคนต้องมีสิทธิ์เป็นคนเหมือนกัน เราจะใช้ภาษาพูดเดียวกัน ไม่มีข้อยกเว้น (Thai royals are forcing Thai people to address them by using “Royal words” or “Thai Royal language”. They think they are the Gods and above all other Thai people. We must abolish this practice. All Thai are created equal, nobody is above anybody. Thai people must not be forced to use “Royal words”, no exception.)

  4. รักในหลวง permalink
    วันพุธ 10 สิงหาคม 2011 20:38 น.

    แม่งไม่ใช่คนไทยมีสิทธิ์ไรไม่เอาเจ้า ทุ้ย!!!!

  5. แสงดาว permalink
    วันเสาร์ 3 ธันวาคม 2011 17:46 น.

    นอบน้อมคนที่ควรนอบน้อมเป็นสมบัติของคนดี จะเป็นประชาธิปไตย จะเป็นคนดีต้องรู้จักให้เกียรติผู้อื่น รู้จักประชุมชน อยู่ในประชุมชนที่คนรักเคารพพระเจ้าแผ่นดิน ก็กรุณาให้เกียรติต่อความรักเคารพนั้นด้วย

    • วันเสาร์ 3 ธันวาคม 2011 19:52 น.

      ไม่ว่าคนสีอะไรก็คือคนไทยรักบ้านเกิดรักภูมิลำเนารักสถาบันฯเคารพสิทธิของทุกคนและให้เกียรติกันทุกท่านอยู่แล้ว การวิจารณ์สถาบันฯก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งของการต่อต้านระบอบเผด็จการ ไม่ได้หมายถึงว่าไม่เคารพพระเจ้าแผ่นดินหรอกนะคุณ คนเสื้อแดงก็เป็นประชาชนของพระเจ้าแผ่นดินเช่นกัน แต่ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากพระเจ้าแผ่นดินคนเรามีสิทธิต่อต้านระบอบเผด็จการ ไม่ใช่ว่ารักเคารพแล้วต้องหลับหู หลับตาซาบซึ้งไปวันๆ เท่ากับว่าคุณยอมรับระบอบเผด็จการ ถ้าอย่างนั้นก็ทางใครทางมันเถอะ….
      “ทุกชีวิตดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางคือความตาย.”

  6. ดีเจเสก สีแดง permalink
    วันจันทร์ 16 เมษายน 2012 17:38 น.

    ไม่มีสถาบัน ประชาชนแลประเทศชาติอยู่ได้
    ไม่มีประชาชน ใครจะทำนาและปลูกข้าวให้สถาบันกิน

  7. จ่วงจื๊อ permalink
    วันอังคาร 17 เมษายน 2012 17:14 น.

    ความขัดแย้งในประเทศ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของฝ่ายที่เคยทนงตนว่าเป็นผู้ปกครองในอดีต ซึ่งได้แก่ กษัตรา อมาตยา ระบบราชการ ซึ่งสถานะตรงนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในยุคปัจจุบัน ในขณะที่ประชาชนผู้เคยเป็นไพร่ได้พัฒนาตนเองไปสู่กระแสประชาธิปไตยซึ่งเป็นกระแสโลกปัจจุบันแล้ว แต่ผู้ที่เคยมีอำนาจเผด็จการในอดีตยังไม่ตื่นยังคงอยู่ในความฝันและคิดว่าอำนาจการเมืองยังเป็นของพวกตนอยู่ ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับกลุ่มกษัตริย์ ข้าราชการผู้คลาดเคลื่อนทางด้านความคิดและยังปลุกระดม ชี้นำให้ประชาชนอีกส่วนหนึ่งมีความเห็นคล้อยตามแนวคิดที่ผิดพลาดและคลาดเคลื่อนนั้น

  8. วันพฤหัส 7 มิถุนายน 2012 19:51 น.

    ขอม เป็นชื่อทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ชื่อชนชาติ หมายถึงคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา นับถือฮินดูหรือพุทธมหายาน ทางใต้ของแคว้นสุโขทัย อาจจะหมายถึงพวก ละโว้ (หรือ ลพบุรี) เอกสารทางล้านนา เช่น จารึกและตำนานต่างๆ ล้วนระบุสอดคล้องกันว่าขอมคือพวกที่อยู่ทางใต้ของล้านนา(ในสมัยอาณาจักรสุโขทัย) เนื่องจากคำว่า ขอม สัญนิษฐานว่ามาจากคำว่า “เขมร”+”กรอม” (ที่แปลว่าใต้) พูดเร็วๆ กลายเป็น “ขอม” [1]
    พวกนี้ตัดผมเกรียน และนุ่งโจงกระเบน กินข้าวเจ้า ฯลฯ แคว้นละโว้มีชื่อในตำนาน และพงศาวดารว่า กัมโพช เลียนอย่างชื่อ กัมพูชา ของเขมร นับถือทั้งฮินดูและพุทธมหายาน อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนอธิบายไว้ว่า ขอมเป็นพวกนับถือฮินดูหรือพุทธมหายาน ใครเข้ารีตเป็นฮินดู หรือพุทธมหายาน เป็นได้ชื่อว่า ขอม ทั้งหมด ขอมไม่ใช่ชื่อชนชาติ เพราะไม่มีชนชาติขอม แต่เป็นชื่อทางวัฒนธรรม เช่นเดียวกับ สยาม

    เดิม ขอม ไม่ได้หมายถึงเขมรกลุ่มเดียว เพราะ เขมร นั้น เป็นคำไทย ซึ่ง หมายถึง ขะแมร์ ชาวเขมร ไม่ได้เรียกตัวเองว่า ขอม และไม่รู้จัก ขอม ต่อมาสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. 1893 แล้วชื่อ ขอม มีความหมายเปลี่ยนไปเป็นพวกเขมรเท่านั้น สืบมาจนถึงทุกวันนี้ ทำไมชื่อขอม เปลี่ยนความหมายไปเป็นเขมร ? ยังหาคำอธิบายไม่ได้ชัดเจน แต่พอจะจับเค้าว่าเพราะบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานับถือพุทธนิกายเถรวาทหมดแล้ว รวมทั้งละโว้ แต่ทางเขมรยังมีพวกนับถือฮินดูกับพุทธมหายาน คือขอมอยู่บ้าง

    คำว่า ขอม ปรากฏในจารึกวัดศรีชุม สุโขทัย 2 แห่ง ระบุชื่อ ขอมสบาดโขลญลำพง จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นนักวิชาการคนแรก ๆ พยายามศึกษาและอธิบายคำคำนี้ใหม่ ได้เสนอว่า ขอม ไม่ได้หมายถึงชนชาติหรือเชื้อชาติ แต่หมายถึงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่รับวัฒนธรรมฮินดูจากชมพูทวีปแล้วภายหลังเปลี่ยนเป็นพุทธมหายาน (ต่างกับชนชาติไทย-ลาวที่นับถือผีก่อนเปลี่ยนมารับพุทธเถรวาทจากชมพูทวีป) ใช้อักษรขอมในการจดจารึก ซึ่งคนกลุ่มนี้รวมถึงชนชาติเขมรและรัฐเครือญาติทั้งหมด รวมทั้งละโว้ ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นอโยธยาศรีรามเทพนครด้วย คำว่า “ขอม” ถูกใช้เรียกกลุ่มคนโดยรวม คล้ายกับการใช้คำว่า “แขก” เรียกคนอิสลาม/ซิกข์/ฮินดูโดยรวม โดยไม่แยกว่าเป็นคนอินเดีย มลายู ชวา หรือตะวันออกกลาง จิตร ยังอธิบายว่า คำว่าขอม ถูกนำมาใช้ในงานเขียนสมัยใหม่ (ขณะนั้น)โดยมีความรู้สึกชาตินิยมเป็นพื้นมากกว่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เช่นการถือว่าขอมเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เคยแผ่อำนาจมาครอบครองดินแดนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงสุโขทัย มีอำนาจปกครองเหนือชาวไทยโบราณ ต่อมาชาวไทยที่สุโขทัยจึงลุกขึ้นต่อสู้เพื่อให้พ้นจากอำนาจของขอม เพื่อสร้างความรู้สึกชาตินิยมในประเทศไทย

  9. คนรักนายหลวง permalink
    วันศุกร์ 15 มิถุนายน 2012 14:52 น.

    เร่งมือแก้ปัญหาให้ประชาชนด้วยการน้อมนำโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ที่ในหลวงทรงพระราชทานให้ไว้เป็นตัวอย่างมาสืบสานต่อเถอะครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: