Skip to content

ดิอิโคโนมิสต์: สงครามในโลกไซเบอร์

วันเสาร์ 11 กรกฎาคม 2009

Treason in cyberspace
๒ กรกฏาคม ๒๕๕๒
ที่มา – The Economist
แปลและเรียบเรียง – chapter 11

สงครามเกี่ยวกับราชวงศ์ระหว่างรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามเข้าสู่โลกออนไลน์

ในยูทูป เขาคือ “thaiman 8” ได้นำเอาวีดิโอภาพนิ่งที่ล้อเลียนราชวงศ์ไทยอย่างหยาบคายขี้นเว็บเพื่อเผยแพร่ ณ วันนี้ สุวิชา ท่อค้อใช้นามแฝงอื่นนั่นคือ นักโทษเรือนจำคลองเปรม เมื่อเดือนเมษายนหลังจากยอมรับสารภาพ สุวิชาถูกตัดสินจำคุกสิบปีด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่สร้างความดูหมิ่นและคุกคามราชวงศ์ไทย นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ กฎหมายโบราณอายุนับร้อยปีถูกนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อกวาดล้างนักการเมือง นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว และนักเขียนชาวออสเตรเลีย ยิ่งนานวันดูเหมือนจะยิ่งนำมาบังคับใช้มากขี้น

ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ถูกจับในปี ๒๕๕๑ หลังจากการปราศรัยต่อต้านราชวงศ์อย่างเผ็ดร้อน ซึ่งได้รับการพิจารณาคดีเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และศาลได้มีคำสั่งให้การพิจารณาเป็นไปอย่างปิดลับด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งการที่ศาลมีคำสั่งเช่นนี้ก็เพียงแค่ต้องการปิดกั้นสื่อต่างชาติไม่ให้เข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีเท่านั้น ทั้งดารณีและทนายของเธอโต้ว่า ไม่มีความเป็นธรรม ซึ่งคดียังอยู่ในการยื่นอุทธรณ์

ภายใต้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งได้ให้ขอบเขตการสืบสวนอย่างกว้างขวาง เมื่ออาทิตย์นี้ตำรวจได้เริ่มทำการสืบสวนว่า คณะกรรมการของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยกระทำผิดต่อกฎหมายหมิ่นฯหรือไม่ และที่ยิ่งน่ารำคาญพอๆกันก็คือ การที่รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมออกโครงการ ‘อาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม’ โครงการที่นักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในการพูดอ้างว่า เพื่อใช้ดูแลเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ เมื่อเดือนพฤษภาคม นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นบุคคลแรกที่ลงชื่อสมัคร จุดประสงค์เพื่อปกป้องราชวงศ์จากคำวิจารณ์ใดๆ

ประเทศไทยต่างกับประเทศจีนตรงที่คอยอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย ในประเทศจีนโลกไซเบอร์เป็นสมรภูมิระหว่างเสรีภาพในการพูดและการเซ็นเซอร์ ในประเทศไทยการแสดงความเห็นทางออนไลน์มีความเสรีมากกว่าสื่อที่ขาดความกล้า การตรวจสอบเลยต้องทำอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๕๑ กระทรวงไอซีทีได้สะกัดกั้นเว็บไซต์มากกว่า ๘,๓๐๐ เว็บ โดยอ้างว่าผิดกฎหมายหมิ่นฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติปิดเว็บเพจมากกว่า ๓๒,๐๐๐ หน้า ด้วยข้อหาต่างๆกัน เมื่อปี ๒๕๕๐ ยูทูปโดนปิดกั้นเป็นเวลานานหลายเดือน

พื้นที่ไซเบอร์ไม่เพียงแต่ถูกจำกัดจากกฎหมายหมิ่นฯ แต่จากกฎหมายอื่นเช่นกัน นายสุวิชาเป็นอีกคนหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อของกฎหมายนี้ เขาถูกตั้งข้อหาด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ ว่าส่งผ่านข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ ในสายตาของเจ้าหน้าที่ไทยวีดิโอต่อต้านราชวงศ์ที่หยาบคายเข้าข่ายมีความผิดเช่นกัน นายสุวิชาเป็นบุคคลแรกที่สังเวยกฎหมายนี้โดยโดนจำคุกห้าปี กฎหมายได้ผ่านการรับรองจากสภานิติบัญญัติซึ่งมีทหารเป็นผู้แต่งตั้งขี้นมา ซึ่งสุวิชาคงไม่ได้เป็นคนสุดท้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวผู้ใช้อินเตอร์เน็ตซึ่งแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดหลายสิบคน ซึ่งในจำนวนนั้นบางคนอาจโดนตั้งข้อหาว่าเป็นอาชญากร

เจ้าหน้าที่ยังได้เล่นงานผู้ควบคุมเว็บที่ไม่ตามไปลบความเห็นที่ละเมิดอย่างทันท่วงที หนึ่งในบุคคลนั้นคือ จีรนุช เปรมชัยพร ผู้ดูแลเว็บประชาไท (prachatai.com) ซึ่งเป็นเว็บข่าว จีรนุชถูกตั้งข้อหาเมื่อเดือนเมษายนเนื่องจากผู้ใช้เว็บไซต์คนหนึ่งได้แสดงความเห็นวิจารณ์ราชินีสิริกิตต์อย่างรุนแรง จีรนุชยืนยันว่าเธอได้ลบกระทู้ดังกล่าวในทันทีที่ได้รับคำสั่งจากกระทรวงไอซีที แต่นายอารีย์ จิวรรักษ์ เจ้าหน้าที่กระทรวงดังกล่าวได้กล่าวว่า จีรนุชควรจะเป็นผู้ที่เห็นกระทู้และ “ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขี้น” และยิ่งเพิ่มความลำบากให้กับเธอเข้าไปอีก เมื่อจีรนุชถูกบังคับให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หญิงไทยผู้ใช้นามแฝงในออนไลน์ว่า “Bento” ได้ถูกจับและถูกตั้งข้อหา จีรนุชต้องเผชิญกับข้อหาหลายกระทงซึ่งอาจจะส่งผลให้เธอโดนจำคุกถึง ๕๐ ปี

อาชญกรรมหรือการเมือง

เป็นที่ทราบกันดีว่าเบื้องหลังการไล่ล่าแม่มดนี่คือการเมือง ตั้งแต่การทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ ประเทศไทยมีความแตกแยกระหว่างผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกปล้นอำนาจ ทักษิณ ชินวัตร กับฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มีความเห็นตรงกันข้าม ซึ่งรวมถึงกองทัพ ศาล และที่หลายๆคนได้เดากันว่า ราชวัง ในเดือนธันวาคมรัฐบาลผสมนำโดยนายอภิสิทธิ์ได้เข้ามาบริหารประเทศ หลังจากที่กลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองคลั่งเจ้าทำการประท้วงขับไล่ทักษิณให้ออกจากอำนาจ เมื่อเดือนเมษายนการเคลื่อนไหวประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงฝ่ายเดียวกับทักษิณได้ประสบกับความล้มเหลวในการกดดันให้อภิสิทธิ์ลาออก อภิสิทธิ์ได้อ้างว่า มีเงื่อนงำในการทำลาย “สถาบัน” ตามที่รู้ๆกันว่าก็คือสถาบันกษัตริย์ ผู้สนับสนุนอภิสิทธิ์ได้ชี้นิ้วไปยังคนเจ้าอารมณ์อย่างคุณทักษิณ ซึ่งได้ปฎิเสธในเรื่องที่ไม่จงรักภักดีต่อราชวงศ์ และได้โจมตีกลับไปที่รัฐบาล “ชนชั้นสูง”

ได้มีการถกเถียงกันว่า ความพยายามของบรรดาผู้ที่อ้างตัวว่าจงรักภักดี จะสร้างความเสียหายให้กับสถาบันพอๆกันกับผู้ที่วิจารณ์สถาบัน ตัวอย่างเช่น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ซึ่งหน้าที่หลักคือการปกป้องราชวงศ์ แทนที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายผู้ลากมากดีอย่างนี้ จะตามจับผู้ค้ายาเสพติดและพวกอาชญากรทั้งหลาย กลับมาวุ่นวายไล่ล่าบล็อกเกอร์ซึ่งมีความสำคัญเพียงน้อยนิด

การดำเนินคดีต่อคนไทยซึ่งระบายออกทางออนไลน์จากบรรดาผู้ปกป้องศีลธรรมเหล่านี้ อาจเพิ่มความโกรธแค้นไปยังศักดินาในกรุงเทพ และอาจจะเป็นการโหมกระพือต่อแนวทางสาธารณรัฐ ความกระเหี้ยนกระหือของบรรดาผู้ปกป้องเหล่านี้ จะเป็นการตัดกำลังในความพยายามของนายอภิสิทธิ์ที่จะสร้างความสมานฉันท์ในชาติ ผู้สังเกตการณ์หลายๆคนต่างสรุปว่า ราชวงศ์ต้องเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการปราบปรามนั้น พวกเขาคิดว่าราชวงศ์ต้องการปิดกั้นการถกเถียงที่ตรงไปตรงมา อย่างน้อยจนกระทั่งกษัตริย์ภูมิพลซึ่งมีพระชนมายุ ๘๑ พรรษา ได้มอบบัลลังค์ให้กับว่าที่องค์รัชทายาทเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ผู้ซึ่งไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน แต่แหล่งข่าวจากราชสำนักได้ยืนยันว่าเรื่องไม่ได้เป็นเช่นนั้น ราชวงศ์ได้ตำหนิรัฐบาลที่กระทำการรุนแรงเกินกว่าเหตุในการระดมกำลังกวาดจับ กษัตริย์ภูมิพลเองได้ตรัสในปี ๒๕๔๘ ว่าพระองค์ไม่ได้อยู่เหนือคำวิจารณ์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พระองค์ยังทรงพระราชทานอภัยโทษกับนักโทษคดีหมิ่นฯ รวมถึงแฮรี่ นิโคไลเดส นักเขียนชาวออสเตรเลีย

แม้กระทั้งในประเทศจีนยังเป็นการยากที่จะควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ต (ในอาทิตย์นี้ ประเทศจีนได้เลื่อนแผนการณ์ที่จะติดตั้งซอฟแวร์กรองการใช้อินเตอร์เน็ตในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง) และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศจีนซึ่งมีเครื่องไม้เครื่องมือควบคุมที่ทันสมัย ระบบการเซ็นเซอร์ของไทยยังเป็นเพียงไฟร์วอลล์ ๑๐๑ (Firewall 101) การค้นหาเว็บไซต์ที่ต้องสงสัยโดยการใช้คำหลัก ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นักท่องเว็บชั้นเซียนซึ่งมีฝีมือเหนือกว่าการเซ็นเซอร์หลายขุม โดยการใช้พร็อกซี่และเครื่องมืออื่นๆอย่างที่กระทำกันในประเทศจีนและประเทศพม่า ในขณะเดียวกัน ความพยายามของรัฐบาลที่จะปกป้องชื่อเสียงของกษัตริย์ไม่เพียงแต่ทำลายประชาธิปไตย แต่อาจจะย้อนกลับมาสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของราชวงศ์เอง

Advertisements
5 ความเห็น leave one →
  1. Kritdikorn Wongswangpanich permalink
    วันอาทิตย์ 12 กรกฎาคม 2009 01:52 น.

    Lese Majeste Law always makes Thailand at stake!

    We cannot call Thailand as ‘Democratic Country’ as long as this damn dictate law still be enforced.

  2. ไพร่ สยามนคร permalink
    วันอาทิตย์ 12 กรกฎาคม 2009 22:06 น.

    God hell me!……AAman…!

  3. ดาวร้าย permalink
    วันจันทร์ 13 กรกฎาคม 2009 09:23 น.

    บางทีเราต้องตัดไฟแต่ต้นลมไม่ใช่เหรอ
    อย่าตีโพยตีพายเกินเหตุซิ

  4. นาง ในหัวใจเธอ permalink
    วันอังคาร 14 กรกฎาคม 2009 21:29 น.

    อยากดูจริงจัง!! ใครรู้วิธีหลังไมล์หน่อยจ๊ะ..

Trackbacks

  1. อีกครั้ง กับการหยุดขายดิอิโคโนมิสต์ฉบับอื้อฉาว « Liberal Thai

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: