Skip to content

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: ความหมายทางยุทธศาสตร์ของ “สงกรานต์เลือด” ตอน 2

วันพฤหัส 25 มิถุนายน 2009

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
24 มิถุนายน 2552
ที่มา – ประชาไท

4. เครือข่ายอำนาจนิยมอำมาตยาธิปไตย

 แม้การเคลื่อนไหว “สงกรานต์เลือด” จะไม่ประสบผลในเป้าหมายที่เรียกร้องเฉพาะหน้า แต่กลับสามารถสร้างผลสะเทือนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งคือ สามารถเปิดโปงเครือข่ายโยงใยของอำมาตยาธิปไตยที่ใช้อำนาจแฝงเร้นบงการผ่านกองทัพ กลไกทางกฎหมาย และสื่อมวลชนกระแสหลักในมือ ดำเนินแผนการอย่างเป็นขั้นตอน แทรกแซงบ่อนทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประสานให้ท้ายกลุ่มอันธพาลการเมืองบนถนน สร้างสถานการณ์วุ่นวายที่นำไปสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549
 
การก่อรัฐประหาร 19 กันยายนในครั้งนี้ กลายเป็นการเปิดเผยให้เห็นถึงเนื้อในที่แท้จริงของระบอบการปกครองของประเทศไทยตลอดหลายสิบปีมานี้ว่า เป็นระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่อำนาจรัฐที่แท้จริงอยู่ในมือของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยจำนวนหนึ่ง ที่ใช้อำนาจแฝงเร้นสั่งการผ่านกลไกกองทัพและกฎหมาย ระบอบอำนาจนิยมนี้มีเปลือกนอกที่เคลือบคลุมสลับกันระหว่างเผด็จการทหารอย่างเปิดเผยกับระบบรัฐสภาที่มีการเลือกตั้งและพรรคการเมืองเป็นเครื่องอำพราง โดยเปลือกนอกที่เป็นระบอบรัฐสภาจะถูกพวกเขาฉีกทิ้งด้วยรัฐประหารทุกครั้งเมื่อมีนักการเมืองที่ไม่อยู่ในอาณัติและไม่สนองผลประโยชน์โดยตรงของพวกเขาเข้ามาเป็นรัฐบาล เนื้อในของอำนาจรัฐที่เป็นเผด็จการอำมาตยาธิปไตยนี้เองที่เป็นรากเง่าของรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าในหลายสิบปีมานี้
 
ณ วันนี้ ไม่ว่าฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายที่ต่อต้านประชาธิปไตย ล้วนไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่า มีกระบวนการอำนาจแฝงเร้นที่ดำเนินการอย่างมีแผนการเป็นขั้นตอนมาตั้งแต่ต้นปี 2549 จนถึงรัฐประหาร 19 กันยายน และเมื่อการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 มิสามารถนำมาซึ่งรัฐบาลที่เป็นหุ่นเชิดของเขาได้ พวกเขาก็สนับสนุนกลุ่มอันธพาลการเมืองกลุ่มเดิมให้ออกมาก่อกวนบ่อนทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซ้ำอีก ถึงกับให้ท้ายพวกอันธพาลเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินนานาชาติทั้งสองแห่ง ประสานกับการดำเนินคดีการเมืองต่าง ๆ ในท้ายสุด ก็ให้ฝ่ายกองทัพก่อ “รัฐประหารเงียบ” เมื่อต้นธันวาคม 2551 จัดตั้งรัฐบาลในอาณัติของตนเป็นผลสำเร็จ
 
ทั้งหมดนี้เป็นที่รู้กันโจ่งแจ้งและไม่ใช่ข้อถกเถียงในเชิงข้อเท็จจริงอีกต่อไปแม้แต่ในหมู่สื่อสารมวลชนกระแสหลักที่รับใช้เผด็จการและประชาชนทั่วไป สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ ใครเห็นด้วย ใครไม่เห็นด้วย ใครเลือกข้างอยู่ฝ่ายไหน ใครคัดค้าน และใครรับใช้ยอมจำนน เท่านั้น!
 
5. ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์
 
การเคลื่อนไหว “สงกรานต์เลือด” ยังได้เปิดเผยให้เห็นถึงธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์อย่างหมดเปลือก
 
นับแต่ก่อตั้งพรรคเมื่อปี 2489 เป็นต้นมา ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ เป็นเครื่องมือทั้งในและนอกสภาให้กับอำมาตยาธิปไตย มีหน้าที่บ่อนทำลายศัตรูของจารีตนิยม มุ่งกอบกู้ฟื้นฟู ปกป้องและรักษาไว้ซึ่งอำนาจและสถานะของจารีตนิยม พรรคประชาธิปัตย์จึงมีบทบาทเสริมเป็นกลไกอันหนึ่งภายในยุทธศาสตร์ใหญ่ของอำมาตยาธิปไตยตลอดมาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่การเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภาเพื่อทำลายล้างคณะราษฎรทั้งกลุ่มนายปรีดี พนมยงค์และจอมพล ป.พิบูลสงครามในยุค 2490 สำเร็จเป็นรัฐประหาร 16 กันยายน 2500
 
นับแต่ต้นปี 2549 พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังแสดงบทบาทเช่นนี้ โดยมีส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อมในการโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย บ่อนทำลายระบบรัฐสภาด้วยการบอยคอตการเลือกตั้ง 2 เมษายน ละเมิดรัฐธรรมนูญด้วยการขอพระราชทานนายกฯมาตรา 7 ใช้ประโยชน์จากการก่อความวุ่นวายของกลุ่มการเมืองบนท้องถนน อันเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549
 
เมื่อการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 นำมาซึ่งรัฐบาลพรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ก็กลับมาแสดงบทบาทเดิมซ้ำเหมือนก่อนรัฐประหารอีก โดยเคลื่อนไหวประสานกับอำมาตยาธิปไตย ฝ่ายกองทัพ และกลุ่มอันธพาลการเมืองบนถนน กระทั่งรัฐบาลพรรคพลังประชาชนถูกโค่นล้มสำเร็จ
 
รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในปัจจุบันมาจาก “รัฐประหารเงียบ” ของฝ่ายทหารที่สมคบกับกลุ่มนักการเมืองทรยศขายตัวจำนวนหนึ่ง จึงมีเนื้อแท้เป็นรัฐบาลตัวแทนของอำมาตยาธิปไตย และมองประชาชนผู้รักประชาธิปไตยเป็นศัตรู ต่อเมื่อเผชิญกับการเคลื่อนไหวใหญ่ของประชาชนคนเสื้อแดง พวกเขาก็ประกาศภาวะฉุกเฉินขั้นร้ายแรงในวันที่ 12 เมษายน เปิดช่องทางให้อำมาตยาธิปไตยที่กุมอำนาจรัฐเบื้องหลังที่แท้จริงสามารถใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเข้าปราบปรามทำร้ายประชาชนอย่างนองเลือด
 
รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จึงมี “หนี้เลือด” ต่อประชาชนที่จะต้องชดใช้ สิ่งที่รัฐบาลได้รับจากกรณี “สงกรานต์เลือด” คือความเคียดแค้นเกลียดชังของประชาชน แต่รัฐบาลนี้ก็เช่นเดียวกับรัฐบาลพลเรือนชุดอื่น ๆ ในระบบรัฐสภาภายใต้อำนาจแฝงเร้นของอำมาตยาธิปไตยคือ จะคงอยู่ตราบเท่าที่ยังเป็นประโยชน์ต่ออำมาตยาธิปไตยเท่านั้น และจะถูกเขี่ยทิ้งทันทีเมื่อไม่สามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของพวกเขาได้อีกต่อไป แล้วแทนที่ด้วยรัฐบาลที่เป็นจารีตนิยมโดยตรง
 
6. ปัญญาชนผู้ดีจอมปลอมกับสื่อมวลชนสามานย์
 
กรณี “สงกรานต์เลือด” ยังเป็นการฉีกหน้ากากผู้ดีจอมปลอมของบรรดาพวกนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย “นักสันติวิธี” นักสิทธิมนุษยชน ราษฎรอาวุโส และนักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน
 
ในช่วงที่อันธพาลการเมืองก่ออาชญากรรมสารพัด ยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบิน ปัญญาชน “ผู้มีคุณธรรมจริยธรรม” เหล่านี้ก็ดาหน้ากันออกมาให้ท้ายและปกป้องการเคลื่อนไหวของพวกอันธพาลเหล่านั้นกันอย่างขมีขมันด้วยการพร่ำเรียกหา “เจรจาและสมานฉันท์” “อย่าใช้กำลังกับประชาชน” “สันติวิธี” แต่ในทางตรงข้าม ต่อการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของประชาชนคนเสื้อแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่รัฐบาลใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเข้าปราบปรามประชาชนอย่างนองเลือด พวกผู้ดีจอมปลอมเหล่านี้กลับใช้ท่าทีเพิกเฉย หุบปากเงียบ กระทั่งประณามคนเสื้อแดงว่า “ใช้ความรุนแรง” “ละเมิดกฎหมาย” และยังแสดงอาการกระเหี้ยนกระหือรือ เรียกร้องให้รัฐบาล “รักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด”
 
พวกผู้ดีจอมปลอมที่มีสถานะสังคมและการศึกษาสูงแต่มีจิตวิญญาณเน่าเฟะเหล่านี้ แท้ที่จริงแล้วก็คือ “หางเครื่องศักดินา” ที่กระทำตนเป็นพวก “อีแอบ” ที่ปากเอาแต่อ้าง “คุณธรรมจริยธรรม” และ “สันติวิธี” มาโกหกหลอกลวงผู้คน และสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐประหาร 19 กันยายนและระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยนั่นเอง
 
กรณี “สงกรานต์เลือด” ยังเผยให้เห็นธาตุแท้ของพวกสื่อสารมวลชนกระแสหลัก ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ คนพวกนี้สวมหน้ากาก “สื่อมวลชน” และ “จรรยาบรรณทางวิชาชีพ” อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ที่แท้ก็เป็นเพียงพวก “สื่อสามานย์” ที่หน้าที่เป็นปากกระบอกเสียงของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยในการบิดเบือนความจริง และหลอกลวงมอมเมาประชาชนเท่านั้น ในกรณี “สงกรานต์เลือด” สื่อมวลชนพวกนี้ได้ร่วมสมคบ ใช้ “ปากกา” ของตนประสานร่วมกับอาวุธสงครามของฝ่ายทหารในการปราบปรามทำร้ายและกระหน่ำซ้ำเติมประชาชนคนเสื้อแดงอย่างเต็มที่ สื่อมวลชนสามานย์พวกนี้จึงมี “มือเปื้อนเลือด” ที่มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ารัฐบาลและอำมาตยาธิปไตย
 
7. พัฒนาความคิด เสริมสร้างอุดมการณ์ ยกระดับการจัดตั้ง
 
ขบวนประชาธิปไตยกำลังเผชิญภาระเร่งด่วนที่จะต้องศึกษาสรุปบทเรียนการต่อสู้ที่ผ่านมา ยกระดับความรับรู้ขึ้น กลั่นกรองสรุปเป็นอุดมการ นโยบาย เป้าหมายเฉพาะหน้า และยุทธศาสตร์ในขั้นตอนปัจจุบันที่เป็นระบบ เพื่อให้เป็นขบวนการประชาธิปไตยที่มีความเป็นเอกภาพทางอุดมการ มีเป้าหมายชัดเจนและทิศทางใหญ่ร่วมกัน บนพื้นฐานของการเปิดกว้างหลากหลายทางความคิดที่สร้างสรรค์และรู้จักวิพากษ์
 
ขบวนการประชาธิปไตยยังต้องศึกษาบทเรียนของตนเองและต่างประเทศเกี่ยวกับหลักการและลักษณะของการรวมตัวจัดตั้ง การสร้างองค์กรและพัฒนาแกนนำที่เป็นเอกภาพ เพื่อยกระดับการจัดตั้งปัจจุบันขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้น เป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่เข้มแข็ง เป็นเอกภาพ สามัคคี มีวินัย บนพื้นฐานของการรวมกลุ่มจัดตั้งและกิจกรรมที่แตกต่างหลากหลายที่เป็นธรรมชาติในระดับรากหญ้า โดยสัมพันธ์และใช้ประโยชน์จากลักษณะเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น ศาสนา และประเพณีในพื้นที่ เพื่อเตรียมพร้อมรับการยุทธ์ครั้งใหญ่ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการอำมาตยาธิปไตยที่จะมาถึงในเร็ววัน

*** พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: ความหมายทางยุทธศาสตร์ของ “สงกรานต์เลือด” ตอน 1

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: