Skip to content

ประชานิยม ค่อยๆกัดกร่อนระบอบสังคมการเมืองแบบเก่าให้เสื่อมลง

วันศุกร์ 12 มิถุนายน 2009

Populism Erodes Thailand’s Old Order
by Colum Murphy
ที่มา – Far Eastern Economic Review
๕ มิถุนายน ๒๕๕๒
แปลและเรียบเรียง – chapter 11

วันสงกรานต์หรือวันปีใหม่ของไทย โดยปกติจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ผู้คนเดินบนท้องถนนที่ร้อนระอุในเดือนเมษาด้วยความรื่นเริง สาดน้ำปะแป้งใส่กัน สงกรานต์ปีนี้เกิดความมัวหมองจากความรุนแรงจากการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงรัฐบาลกลุ่มเสื้อแดง ส่วนใหญ่จะสนับสนุนอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการหลบหนี กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร มีผลให้เกิดการตาย ๒ คน และการเสียหน้าที่ต้องพาตัวผู้นำต่างประเทศที่เข้ามาร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนหลบหนี

สาเหตุของการปะทะกันวันสงกรานต์ยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ แต่เพราะการดิ้นรนทางการเมืองที่ค่อยๆสะสมเรื้อรังกันมาหลายปีจนถึงขีดสุด เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านพื้นฐานของการเมือง การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงอาจจะดูอ่อนแอลงไปบ้างจากการจราจลที่เกิดขี้น แต่พวกเขากำลังรวมตัวและวางยุทธวิธีกันใหม่ ในขณะเดียวกันกลุ่มเสื้อเหลืองซึ่งเป็นตัวการในการขับไล่คุณทักษิณออกจากอำนาจ ได้ตัดสินในที่จะตั้งพรรคการเมืองของตัวเองขี้นมาใหม่

ทั้งสองฝ่ายต่างลดความสำคัญของเป้าหมายจากการชุมนุมในอดีต กลุ่มเสื้อแดงกำลังพยายามที่จะลดบทบาทของคุณทักษิณลง ซึ่งคุณทักษิณให้การสนับสนุนการประท้วงจากแดนไกล ส่งผลให้เกิดความสูญเสียความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก (คุณทักษิณปฎิเสธในเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการให้เกิดการจราจล) กลุ่มเสื้อเหลืองกำลังลดความสำคัญของการอิงราชวงศ์ แต่ทั้งสองฝ่ายต่างชูธงสนับสนุนระบบรัฐสวัสดิการ (Egalitarianism) ในทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางสังคม

การจราจลและควันหลงจากเหตุการณ์หลังวันสงกรานต์ เป็นการเปิดหูเปิดตาอีกครั้งให้กับผู้ประสานอำนาจในเมืองไทย ถ้าระบบประชานิยมเริ่มมีผล และการเน้นความสำคัญเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย อันเป็นเวลาสุกงอมที่จะเกิดขี้นได้แล้ว ผู้ที่สูญเสียอย่างใหญ่หลวงก็คือ บรรดาศักดินา ได้แก่ ราชวงศ์ภายใต้กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช เหล่าองคมนตรี กองทัพ และข้าราชการ และที่เห็นได้ชัดที่สุดคือกระทรวงมหาดไทย บรรดาผู้กุมอำนาจเหล่านี้ต่างได้รับการคุกคาม และโอกาสที่อาจจะเกิดความเสียหายอื่น นอกจากเศรษฐกิจไทยที่ได้ถูกทำลายไปแล้ว จะกลายเป็นเสียงที่ดังขี้นในการดึงดูดมวลชน เพื่อเรียกร้องให้มีการกระจายรายได้และการกีดกันทางการค้า

การเปลี่ยนสี

เสื้อแดง เป็นชื่อเรียกโดยทั่วไปของ นปช. กำลังอยู่ในระยะการเปลี่ยนแปลง หลังจากวันสงกรานต์ แกนนำการเคลื่อนไหวต้องทำการซ่อนตัวหรือมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ ก่อให้เกิดกลุ่มแกนนำรุ่นใหม่

ผมได้สัมภาษณ์นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข หัวหน้าแกนนำรุ่นสอง ในร้านแมคโดนัลตรงข้ามอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพ เขากล่าวว่า การเคลื่อนไหวจะไม่เน้นเฉพาะที่คุณทักษิณ ซึ่งได้ถูกตัดสินว่าผิดจากการไม่ไปปรากฎตัวต่อศาลเพื่อรับฟังคดีฉ้อราษฎร์และต้องโทษจำคุก ๒ ปี (ผมได้สัมภาษณ์คุณทักษิณที่ดูไบเมื่อเดือนมีนาคม คุณทักษิณปฏิเสธการกล่าวหานั้น โดยกล่าวว่า พวกเขา “ถูกกดดันจากการเมืองอย่างเห็นได้ชัด”)  ซึ่งเป็นเรื่องจริง และเสื้อแดงส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนอดีตนายกคนนี้ คุณสมยศได้กล่าวต่อว่า ขณะนี้คุณทักษิณถูกมองว่าเป็นสัญญลักษณ์สำหรับเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือ ความยุติธรรมในทางการเมืองและทางเศรฐกิจ เสื้อแดง “กำลังได้รับโมเมนตั้ม” ในทุกหนทุกแห่ง ทั้งประชาชนชั้นกลาง และคนทำธุรกิจที่เข้าร่วมมากขี้น เขาหวังว่าจะปลุกกระแส โดยการคานอำนาจของสื่อ เสื้อแดงเริ่มจัดตั้งสถานีโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ของตัวเอง เพื่อเคลื่อนมวลชนและรายงานให้ประชาชนได้รับทราบ (เสื้อเหลืองเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์และเว็บไซต์ซึ่งเป็นที่นิยม และมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดึงดูดความสนใจต่อสาธารณะ)

นายจตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยของคุณทักษิณที่ถูกยุบกล่าวว่า เป็นวิธีการที่ควรจะได้ผล ในอดีตนับสิบปีที่ผ่านมาคนไทยได้ลิ้มรส “รสชาติความเป็นประชาธิปไตย” ประชาชนเห็นได้ว่าคะแนนเสียงของพวกเขามีอิทธิพลต่อบางนโยบายที่เกี่ยวกับสาธารณะ ซึ่งจะมีผลต่อความเป็นอยู่ของพวกเขา ความพยายามที่จะ “ทำลายความเป็นประชาธิปไตย” หรือทำให้ประชาธิปไตยก้าวถอยหลัง ย่อมประสบกับความล้มเหลว เสื้อแดงจะไม่มีทางหยุดยั้ง และดูเหมือนจะได้รับการสนับสนุนเพิ่มขี้น เขากล่าวว่า “ถ้าพวกเขาหัดเรียนรู้จากประสบการณ์ และถ้าพวกเขาสามารถรับรู้ได้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ประชาชนไทยต้องการ.. พวกเขาอาจจะค่อยๆกลับคืนสภาพขี้นมาใหม”

พันธมิตรหรือเสื้อเหลือง อยู่ในขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน จากการจราจลในวันสงกรานต์ไม่ได้เป็นตัวเร่งนอกเหนือจากความพยายามที่จะสร้างประเด็น หลังจากเหตุการณ์ปี ๒๕๕๑ ที่เสื้อเหลืองประสบความสำเร็จในการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และสนามบินในกรุงเทพทั้งสองแห่ง การบุกยึดสร้างความหายนะให้กับเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นสาเหตุให้รัฐบาลในเวลานั้นของอดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นตัวแทนของคุณทักษิณ ต้องถูกยุบไป ในปี ๒๕๔๙ การประท้วงของเสื้อเหลืองยังเป็นกุญแจสำคัญในการล้มรัฐบาลทักษิณ

เสื้อเหลืองเริ่มเปลี่ยนจุดยืนจากเดิมที่เคยบูชาราชวงศ์และต่อต้านทักษิณ มาเป็นแนวทางความยุติธรรมทางสังคม ไม่ได้หมายถึงพวกเขาจะต่อต้านระบบราชวงศ์ แท้จริงแล้ว มุมมองของพวกเขาในการให้คนไทย มีชีวิตอย่างเรียบง่ายเพื่อสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจของกษัตริย์ที่มีชื่อเรียกว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” จากวิถีแห่งพุทธ คนไทยควรพึ่งตัวเอง อย่าสุรุ่ยสุร่าย และมองหาโอกาสจากการค้าในตลาดในประเทศ แทนที่จะขี้นอยู่กับการส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติ

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ผู้นำสมาพันธ์แรงงานและหนึ่งในแกนนำพันธมิตร ได้กล่าวว่า ในขณะที่เสื้อเหลืองประกอบด้วยหลายๆกลุ่ม แต่ความคิดเห็นส่วนใหญ่มีเพียงเรื่องเดียวคือ ความต้องการที่จะจัดการในเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองของคนยากจน เขากล่าวว่า “เราต้องการให้มีการกระจายรายได้” “สภาของไทยยังขาดชาวนา ไม่มีคนยากจน ไม่มีนักธุรกิจที่ดีพอ”

ปลายเดือนพฤศภาคม พันธมิตรได้ประกาศตั้งพรรคการเมือง เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ได้เผยชื่อพรรคใหม่ว่า “พรรคการเมืองใหม่” และมีนายสมศักดิ์นั่งแท่นเป็นหัวหน้าพรรค ยังไม่มีความแน่ชัดว่า พรรคการเมืองใหม่มีความหมายต่อการเคลื่อนไหวของเสื้อเหลืองอย่างไร และจะมีอำนาจในการเรียกคะแนนเสียงได้ขนาดไหน นักวิเคราะห์บางคนได้ให้ข้อคิดว่า การตั้งพรรคการเมืองเป็นเรื่องผิดพลาด โดยกล่าวว่าอำนาจของพันธมิตรได้มาจากประชาสังคม ที่มาจาก”นอกระบบ”

นายสมศักดิ์ได้กล่าวว่า การตั้งพรรคการเมืองไม่ใช่ประเด็น เขากล่าวต่อว่า “อะไรที่สำคัญกว่าการให้ข้อมูลกับประชาชน” ประชาชนจะต้องได้รับการสั่งสอนให้รู้จักสิทธิของตัวเอง และต้องถูกสอนไม่ให้ไปติดหนี้ติดสิน ซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นกันอย่างดาษดื่นในยุคทักษิณ ผมได้สัมภาษณ์คุณสมศักดิ์เกี่ยวกับเรื่องการเดินทางไปยังจังหวัดขอนแก่นซึ่งเขาได้กล่าวว่า ผู้สนับสนุนเสื้อแดงรับฟังปรัชญาทางเศรษฐกิจของเขา เขากล่าวว่า “ผมบอกพวกเขาว่า ถ้าพวกคุณต้องการมีชีวิตที่ดีขี้น พวกคุณต้องให้ความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ” นายสมศักดิ์กล่าวว่า ปรัชญาทั้งหลายของเขาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในบรรดานักธุรกิจ รวมถึงเมื่อปีที่แล้ว เมื่อพันธมิตรทำการประท้วงเรียกร้องให้นำ ปตท (พีทีที) บริษัทน้ำมันและก๊าซ ซึ่งเคยเป็นของรัฐ และถูกแปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจเมื่อปี ๒๕๔๔ ให้กลับมาเป็นของรัฐตามเดิม

เช่นเดียวกับเสื้อแดง นายสมศักดิ์กล่าวว่า เสื้อเหลืองต้องการสะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมที่กำลังปฎิบัติอยุ่ เขายังได้บอกใบ้ว่าในวันหนึ่งอาจมีการรวมตัวของทั้งสองกลุ่ม เขากล่าวว่า “ทั้งเสื้อเหลือง และเสื้อแดงต่างมีส่วนผิดและส่วนถูก” “ทั้งสองฝ่ายต่างมีอุดมการณ์ พวกเขาต้องการให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขี้น” ทัศนคติสะท้อนให้เห็นจากนายสมยศของเสื้อแดงที่กล่าวว่า “ในอนาคตไม่ไกลนี้ เมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าใจความหมายของประชาธิปไตยอย่างเดียวกันแล้ว เราอาจจะรวมตัวกันก็ได้”

การค้นหาชีวิตที่ดีกว่าเป็นหัวใจสำคัญในความขัดแย้งในครั้งนี้ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งเป็นระดับมันสมอง และเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดรัฐสภาได้กล่าวว่า “ถ้ามองแค่ผิวเผิน เป็นความขัดแย้งระหว่างทักษิณ เสื้อแดง (ฝ่ายหนึง) และ พันธมิตร”  “แต่ในส่วนลึกแล้วเป็นความขัดแย้งทางโครงสร้างของคนที่มี และคนที่ไม่มี”

ดร.บวรศักดิ์ เคยทำงานให้กับรัฐบาลในสมัยทักษิณ กล่าวว่า “ความขัดแย้งเช่นนี้เกาะติดอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย และคงอยู่จนกระทั่งทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี” “แต่ทักษิณทำให้สถานการณ์เปลี่ยน เพราะนโยบายประชานิยมของเขา” วิธีการของทักษิณทำให้คนจนได้มีโอกาสได้เข้าถึงแหล่งต่างๆ เช่น การรักษาพยาบาลในราคาที่ถูก ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย เขากล่าวว่า “คะแนนเสียงไม่ใช่คะแนนเสียงอีกต่อไป แต่เป็นความต้องการที่จะเข้าถึงแหล่งต่างๆ” ถ้าไม่มองถึงเรื่องนี้ ปัญหาของประเทศไทยจะยังคงไม่ได้รับการพูดถึง เขากล่าวต่อว่า ความขัดแย้งทางการเมืองของเสื้อแดงและเสื้อเหลือง แค่การปรองดองนั้นคงไม่เพียงพอ “เป็นเรื่องเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและความยุติธรรม”

ในระยะปี ๒๕๓๕-๒๕๕๐ สัดส่วนเป็นร้อยละของรายได้ต่อครอบครัวที่ยากจนร้อยละ ๒๐ ยังคงอยู่ในระดับเดีมที่ประมาณร้อยละ ๖ ในขณะที่สัดส่วนของคนรวยที่สุดร้อยละ ๒๐ ของประเทศยังคงอยู่ที่เดิมประมาณร้อยละ ๕๐ จากการพัฒนาที่มีมานานกว่า ๑๕ ปี สภาพของคนจนไม่ได้ดีขี้น ถ้ามองจากด้านภูมิศาสตร์ จะเห็นช่องว่างได้อย่างชัดเจน ในแง่ของรายได้ต่อเดือน ในปี ๒๕๕๐ สำหรับครอบครัวในกรุงเทพและเขตปริมณฑลมีรายได้ถัวเฉลี่ยประมาณ ๓๕,๐๐๐ บาท (ประมาณ $๑,๐๐๐) ในพื้นที่ที่มีคนยากจนที่สุด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีรายได้ถัวเฉลี่ยประมาณเดือนละ ๑๓,๐๐๐ บาท หรือประมาณ ๑ ใน ๓ หนึ่งในคำอธิบายของช่องว่างนี้คือ ในภาคชนบทชีวิตขี้นอยู่กับการเกษตร ซึ่งได้รับประโยชน์จากพัฒนาอุตสาหกรรม และโลกาภิวัตน์ น้อยกว่าชาวเมืองโดยเฉพาะในกรุงเทพ

วิกฤติทางเศรษฐกิจและทางการเงินโลกในปัจจุบันส่งผลกระทบให้ประเทศไทยอย่างหนัก และวิกฤติการเมืองของประเทศส่งผลให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง ขณะนี้ชาวต่างประเทศหลายๆคนต้องคิดเป็นซ้ำสองก่อนที่จะทำการลงทุนหรือมาเที่ยวประเทศไทย ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๒ การส่งออกในช่วงเวลาเดียวกันนั้นได้ลดลงมากกว่าร้อยละ ๒๐ เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปี ๒๕๕๑ ในปีนี้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไตรมาศแรกได้ลดลงร้อยละ ๗.๑ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แย่ยิ่งกว่าการเติบโตร้อยละ ๔.๓ ของไตรมาศที่สี่ของปี ๒๕๕๑ อัตราการว่างงานร้อยละ ๑.๙ ในเดือนมีนาคมหรือมากกว่า ๗๐๐,๐๐๐ คน แม้ตัวเลขนี้จะไม่มีความสำคัญนักสำหรับมาตราฐานของประเทศอุตสาหกรรม แต่สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย จำนวนนี้ถือว่าเป็นภาระหนัก ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจที่กำลังดิ่งเหว ทั้งที่เกิดขี้นแล้วและในระยะยาว จะเป็นการโหมไฟในความตึงเครียดทางการเมืองยิ่งขี้น เหล่านี้อาจเป็นการทำให้กลุ่มเสื้อแดงและเสื้อเหลืองปรับตัวให้ดีขี้น และเรียกร้องให้สังคมเปิดกว้างมากขี้น

ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า เสนอคำอธิบายเชิงวัฒนธรรมในการแบ่งแยกทางสังคมที่ขี้นอยู่กับความเป็นศักดินา ในงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ ดร.ถวิลวดี และผู้ร่วมวิจัย ศจ.โรเบิร์ต อัลบริทตัน แห่งมหาวิทยาลัยมิสสิสซิปปี้ สหรัฐอเมริกา ได้แย้งว่า ทศวรรษนี้ ความคิดเรื่องวัฒนธรรมเก่ายังคงมีอิทธิพลต่อการพัฒนาของประชาธิปไตยของประเทศไทยในยุคใหม่นี้ พื้นฐานสำคัญคือความไม่เสมอภาค ดร.ถวิลวดีกล่าวว่า “วัฒนธรรมอุปถัมภ์ของไทยซึ่งทุกคนทราบว่าต้องทำตัวเช่นไร และให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่” แม้แต่การทักทายด้วยการไหว้ยังเต็มไปด้วยความหมายของสถานภาพ ขี้นอยู่กับใครจะไหว้ก่อน คนไทยส่วนใหญ่พอจะเดา ด้วยความรูสึกส่วนตัวได้ว่า ใคร “ต่ำกว่า” และใคร “สูงกว่า”

โดยปกติการเจรจาดังกล่าวจะเน้นตามขอบเขตของนักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม แต่ความจริงในเรื่องที่ว่า ความเชื่อมีอิทธิพลเหนือการเมือง ซึ่งเป็นการทำให้คนจนอยู่ในที่ที่ควรอยู่อย่างได้ผล อย่างน้อยจนถึงเดี๋ยวนี้ ผู้เขียนทั้งสองได้ตั้งคำถามว่า “ในเมื่อธรรมชาติของพื้นฐานทางวัฒนธรรมของชาติ คือความไม่เท่าเทียมกัน ระบบประชาธิปไตยจะเกิดขี้นได้หรือ”

คนไทยบางคนไม่ว่ารวยหรือจนได้ชี้ว่า ศักดินาคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขาได้รับความยากลำบาก จะได้ยินคำพูดบ่อยครั้งที่ว่า “สองมาตราฐาน” ผู้สนับสนุนเสื้อแดงกล่าวว่า ขี้นอยู่กับว่าคุณเป็นใคร กฎหมายมีการเลือกปฎิบัติ หลักฐานที่เสื้อแดงชี้ให้เห็นคือ การดำเนินการเอาผิดกับผู้ก่อความรุนแรงในวันสงกรานต์เป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งตรงข้ามกับการดำเนินคดีของฝ่ายเสื้อเหลือง ที่ทำการประท้วงในปี ๒๕๕๑ หลายคนยังลอยนวลอยู่

นักการฑูตชาวตะวันตกประจำประเทศไทยได้ให้ความเห็นว่า การเรียกร้องของชนชั้นล่างเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมเนียมมากกว่าจะเป็นทางการเมือง” “พวกเขาต้องการได้รับการปฎิบัติด้วยความเคารพมากขี้น และลดความเย้อหยิ่งลง

เกมส์ของอำนาจ

ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วยกับการตีกรอบสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐสังคม ทั้งนักวิชาการที่คอยสรรหาคำมาอธิบายอย่างแนบเนียนและรวมถึงสื่อ ควรถูกกำจัดออกไปจากสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อจะได้มองทะลุถึงวิธีการที่จะนำมาใช้ให้ได้ผล ถ้าจะพูดให้ถูกแล้วเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจ ใครเป็นคนคุมอำนาจ จะได้อำนาจเพิ่มอย่างไร และจะรักษาอำนาจไว้ได้อย่างไร การถกเถียงต่อมาจะเป็นการกล่าวถึงว่า ไม่ว่าใครจะเข้ามามีอำนาจ ไม่ว่าพวกเขาจะทั้งอ้างและทั้งรับรอง “ความเป็นประชาธิปไตย” อย่างไร การพูดทั้งหมดที่ว่าเพื่อการเมืองที่ดีกว่า และการผนวกรวมเศรษฐกิจมหภาค เหล่านี้ก็จะอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว และ “ผู้นิยมในประชาธิปไตย” เหล่านี้ก็จะเดินตามรอยแบบเดิมๆของนักการเมืองไทย ที่สนใจแต่เรื่องผลประโยชน์ของตัวเอง

แล้วใครล่ะที่เป็นผู้ประสานอำนาจในประเทศไทย อำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในมือของนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้ง แต่เป็นของ “ศักดินา” คำนี้ได้ใช้กันอย่างกว้างขวางแต่ยังไม่มีคำอธิบาย อาจารย์ดังแคน แม็คคาร์โก อาจารย์ด้านการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มหาวิทยาลัยลีดส์ ตั้งชื่อว่า “เครือข่ายกษัตริย์” เมื่ออธิบายถึงคำว่าศักดินา โดยเฉพาะกลุ่มอันรวมถึง พวกนิยมเจ้า กลุ่มใหญ่ที่สืบเชื้อพระวงศ์มาจากราชโอรสและพระธิดาทั้งหมดของกษัตริย์มงกุฎ และกษัตริย์จุฬาลงกรณ์ (รัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕) รวมถึงกองทัพ เศรษฐีที่ดิน และข้าราชการ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย วิธีการอีกอย่างหนึ่งคือ การนึกถึงศักดินาว่า เป็นอำนาจฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือ “ผู้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง” และอีกครั้ง คือการหมายถึงกองทัพ ข้าราชการ และแน่นอน ราชวงศ์ ประเทศไทยอยู่ภายใต้กฎหมายหมิ่นฯที่เข้มงวด นักวิจารณ์อาจจะเข้าคุกได้ในการ “หมิ่น” กษัตริย์

เป็นพวกศักดินาเหล่านี้ ไม่ใช่นักการเมือง ซึ่งกุมอำนาจในราชอาณาจักร บางคนอาจต้องการวางมือจากอำนาจ บางคนเชื่ออย่างจริงจังว่าตัวเองเป็นผู้ทีเหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทย และควรเตรียมพร้อมเพื่อปกป้องวัฒนธรรมของชาติและวิถีชีวิต จากพวกไร้การศึกษาซึ่งจะมากอบโกยเงิน ก่อนที่จะเสียใจภายหลัง

ปมปัญหาของอำนาจนี้อยู่ที่ไหน บทความไม่นานมานี้จากนิตยสารดิอีโคโนมิสต์อ้างถึงบุคคลเดียวเท่านั้นคือ กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช บทความแสดงความคิดเห็นว่า กษัตริย์ทรงเข้าไปก้าวก่ายการเมือง ในทางที่สร้างความเสียหายให้กับผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นการมองที่ถูกคนไทยหลายคนทำการโต้แย้ง เพราะเชื่อว่ากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ ที่ว่านิตยสารอิโคโนมิสต์ฉบับนั้นถูกห้ามจำหน่ายในประเทศไทย

ในขณะที่รัฐธรรมนูญของไทยได้จำกัดขอบเขตของราชวงศ์ กษัตริย์ได้ก้าวเข้าไปอย่างไม่มีการเปิดเผย ในปี ๒๕๓๕ ระหว่างการเข้าเฝ้าซึ่งถูกถ่ายทอดออกอากาศ กษัตริย์ทรงเป็นผู้สงบศึกระหว่าง พล.อ.สุจินดา คราประยูร และพลตรีจำลอง ศรีเมือง

ในขณะที่ดิอีโคโนมิสต์อาจจะตีความง่ายเกินไป เป็นการซื่อและผิดที่จะกล่าวว่า ชะตากรรมของประเทศไทยถูกกำหนดจากสภาเท่านั้น การทำรัฐประหารอย่างไม่เสียเลือดเนื้อในปี ๒๕๔๙ ถือว่าเป็นตัวอย่างหมาดๆของการปกป้องสถานะของบรรดาศักดินา ในกรณีนี้พวกเขาถูก “รุกราน” จากคุณทักษิณ ซึ่งได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะจากจังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังเป็นผู้ที่มีความมั่งคั่ง

ในตอนเช้าของวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นวันเดียวที่เกิดการรัฐประหาร ที่ปรึกษาใกล้ชิดที่สุดของกษัตริย์และประธานองคมนตรี พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ได้กล่าวกับผมว่า “ในประเทศนี้ พวกเราถือกันว่าพวกเราเป็นของกษัตริย์ กองทัพ (เป็นของกษัตริย์) นั่นเป็นคำสาบานที่พวกเราจะต้องรักษาสัจจะที่ว่าพวกเราต้องเป็นของกษัตริย์” สะท้อนให้เห็นถึงประโยคที่เขาได้กล่าวก่อนหน้านี้และสื่อไทยได้รายงานข่าวว่า “เรื่องการแข่งม้า เจ้าของคอก ก็เป็นเจ้าของม้า เวลาจะไปแข่งก็ไปเอา จ๊อกกี้ หรือเด็กขี่ม้า ให้เขามาขี่ม้า จ๊อกกี้ไม่ได้เป็นเจ้าของม้า ง่ายๆ”

อดีตนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน กล่าวว่า กองทัพเป็นเพียงส่วนประกอบหรือวงนอกของอำนาจ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕ เขากล่าวว่า “ไม่เพียงแต่เป็นการไม่ยุติธรรม แต่เป็นการไม่ถูกกาละเทศะในการมองประชาธิปไตยในประเทศที่กำลังพัฒนา แล้วนำไปเปรียบเทียบกับมาตราฐานของทางตะวันตกที่ทันสมัย ประชาธิปไตยที่ด้อยประสบการณ์ต้องผ่านการดิ้นรนอย่างนี้ทุกที่”

ศักดินาดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ ในการยืมมือการเคลื่อนไหวของเสื้อเหลือง ในการต่อต้านระบบประชานิยมของคุณทักษิณ ในขณะที่การเคลื่อนไหวของเสื้อเหลืองเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ พวกเขาได้วิจารณ์กองทัพอย่างเปิดเผย ตัวอย่างเช่น ในการทำรัฐประหาร ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างเสื้อเหลืองและศักดินาจะยังคงอยู่ไปได้นานแค่ไหนยังเป็นเรื่องที่มองไม่ออก การเรียกร้องขอความยุติธรรมทางสังคมที่เพื่มขี้นของเสื้อเหลืองเป็นอีกแบบหนึ่งของระบบประชานิยม ซึ่งน่าพอใจมากกว่ายี่ห้อของทักษิณ อย่างไรก็ตาม ก็เป็นการคุกคามต่อสถานะของศักดินาในสังคมไทย

ในขณะเดียวกัน การอยู่นิ่งเฉยของบรรดาศักดินา ทำให้ห่างเหินจากผู้สนับสนุนเสื้อแดงในชนบทของจังหวัดทางเหนือและทางตะวันออกเฉียงเหนือมากยิ่งขี้น ผู้สนับสนุนทักษิณมีความระมัดระวังในการให้คำปฏิญาณว่า จะจงรักภักดีต่อกษัตริย์ ขณะนี้พวกเขาได้แสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผยต่อการที่กษัตริย์ไม่ทรงเข้ามาเกี่ยวข้อง นายขวัญชัย ไพรพนา พิธีกรที่มีชื่อเสียงของสถานีวิทยุเสื้อแดงในจังหวัดอุดรธานี แผ่นดินของชาวเสื้อแดงได้กล่าวว่า “เราได้ขอให้ในหลวงทรงเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งนานแล้ว แต่ในหลวงไม่ทรงออกมา”

มองหาคำตอบ

แต่การเข้าไปแทรกแซงของกษัตริย์จะเป็นคำตอบให้กับความทุกข์ร้อนของประเทศไทยหรือ คำตอบขี้นอยู่กับคุณไปถามใคร สำหรับเสื้อแดง การที่ทรงเข้าแทรกแซงเป็นเรื่องจำเป็น สำหรับคนอื่น เช่น คุณอานันท์ จากความจริงที่ว่าประเทศไทยไม่ได้ใช้วิธีการ “คติเทวราชา” ในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาการชะงักงันของการเมือง ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความยืดหยุ่นของการเมืองไทย และก็ยังยึดกับขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนประกอบอื่นๆอาจจะเป็นเครื่องขัดขวางไม่ให้กษัตริย์ทรงออกมาแทรกแซงในครั้งนี้ นอกเหนือจากเหตุผลอ้างอิงตามปกติที่ว่ากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ดร.บวรศักดิ์ แห่งสถาบันพระปกเกล้าได้อธิบายว่า การเข้าแทรกแซงของกษัตริย์ในอดีต เช่นครั้งหนึ่งในปี ๒๕๓๕ เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงเข้าแทรกแซงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนองเลือด ในการปะทะกันระหว่างประชาชนและรัฐบาลในตอนนั้น ซึ่งประสบความสำเร็จ เขากล่าวว่า “รัฐบาลน้อมรับฟังกษัตริย์” แต่ในครั้งนี้ เป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันเอง เขากล่าวว่า “ถ้าประชาชนต่างสู้กัน ผมไม่ทราบว่าการแทรกแซงของพระมหากษัตริย์จะได้ผลแค่ไหน” “ดังนั้นจึงเป็นการเสี่ยงสำหรับราชวงศ์ที่จะเข้าแทรกแซงในสถานการณ์เช่นนี้”

อย่างไรก็ตาม ในการตรัสเพื่อเข้าแทรกแซงยังเป็นเรื่องที่น่าสงสัย เพราะการกระทำดังกล่าวอาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาการขัดแย้งอย่างถาวร ถ้าสาเหตุของความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่หยั่งรากลึกตามที่นักวิชาการและผู้สังเกตุการณ์ได้อ้างไว้ ดังนั้นจึงต้องใช้มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการทำให้ประเทศไทยกลับสู่สภาพเดิม สิ่งที่ต้องการคือ การเปลี่ยนแปลงสถาบันต่างๆ ทั้งที่ถูกเลือกตั้งและไม่ได้ถูกเลือกตั้ง มอบหมายให้มีการกระจายทรัพยากรของรัฐ คนไทยซึ่งมีการเพิ่มจำนวนขี้นเรื่อยๆ ทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลือง ได้ร่วมแสดงความเห็นที่มีต่อประเทศของเขา พวกเขาได้หาหนทางในการสร้างชาติเพิ่มขี้นเรื่อยๆ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งขาดความยืดหยุ่น ได้ถูกแบ่งย่อยลงไป และอำนาจต้องมีการโอนไปยังรากหญ้า

เป็นการยากที่จะระบุตัวเลขลงไปให้ชัดว่า มีประชาชนจำนวนเท่าไรที่เห็นพ้องให้มีการปรับให้เข้าระดับเดียวกัน ซึ่งทั้งฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลืองอ้างว่าจะเติบโตขี้นเรื่อยๆ เมื่อคนยากจนชาวไทยได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิที่ตัวเองควรมีมากขี้น ความต้องการให้มีความโปร่งใส และความอดทนที่น้อยลงต่อความมีอภิสิทธิ์ และการแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลโดยวิธีนอกรัฐธรรมนูญ จากกองทัพและศักดินาอื่นๆ ความกดดันที่จะให้มีการปรองดอง ตามความต้องการของส่วนต่างๆในสังคมไทยจะมากขี้น

ประเด็นดังกล่าวอาจจะต้องใช้เวลาหลายปี ศักดินาควรปฎิบัติตัวให้ดีเพื่อรับทราบอนาคตที่ใกล้เข้ามา และเตรียมตัวเองไว้ ถ้าต้องเผชิญหน้ากับความจริงเยี่ยงนี้ ยังมีเวลาเหลือเพื่อหาทางออกและเพื่อประกันบทบาท ถึงแม้ว่าจะจางหายไป ด้วยตัวของมันเอง

Advertisements
2 ความเห็น leave one →
  1. ไทยแลนด์ permalink
    วันเสาร์ 21 สิงหาคม 2010 22:23 น.

    เมื่อก่อน อภิสิทธิ์
    เคยว่าประชานิยม แต่ปัจจุบันใช้แบบฟุ่มเฟือยยิ่งกว่า

    เคยว่าพรก.ฉุกเฉิน แต่ปัจจุบันใช้แบบไม่คิดจะเลิก

    เคยว่าสมัครถ้ามีคนมาประท้วง1หรือแสนคนก็ต้องรับฟัง แต่ปัจจุบันคนประท้วงหลานแสนไม่ฟัง

    เคยหาเสียงจะลดภาษีน้ำมัน แต่ปัจจุบันขึ้นแบบไม่เคยลดเลย รายได้หลักคือภาษีน้ำมัน

    เคยหาเสียงว่าเรียนฟรี เอาเข้าจริงถามผู้ปกครองว่าเสียมากขึ้นหรือไม่

    ถ้าเป็นนายกทำอะไรไม่เป็น เอาแต่อยู่ใต้กระโปร่ง ก็ลาออกไปอย่าหน้าด้านอยู่เลย

  2. วันอาทิตย์ 22 สิงหาคม 2010 11:20 น.

    ก็เหมือนว่าตัวเองด่าเขาใว้อย่างไร แต่ก็ทำตามที่ตัวเองด่าเขาใว้อย่างนั้น เขาเรี่ยกว่าถ่มน้ำลายลงดินแล้วก็ก้มไปเลียเอาขึ้นมากินเสียเอง หน้าอายที่สุด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: