Skip to content

สัมภาษณ์ พอล แฮนด์ลี่ โดย นิโคลัส ฟาร์เรลลี่

วันพุธ 3 มิถุนายน 2009

Paul HandleyInterview with Paul Handley by Nicholas Farrelly
๑๙ กันยายน ๒๕๕๐
ที่มา – New Mandala
แปลและเรียบเรียง – chapter 11

หมายเหตุ – บทสัมภาษณ์นี้ เป็นการให้สัมภาษณ์กับนิวแมนดาลาเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา เราพบว่ามีการแปลบทสัมภาษณ์นี้แล้วแต่ไม่ครบถ้วน เรายังเห็นว่ามันน่าสนใจ

ตลอดหลายเดือนที่จะมาถึง นิวแมนดาลาจะยังคงลงคำสัมภาษณ์เป็นชุดๆอย่างต่อเนื่อง ของนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว และนักเขียนต่างๆ ซึ่งมีส่วนร่วมในการถกเถึยงที่สำคัญของการศึกษาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดประสงค์ของการสัมภาษณ์เหล่านี้เพื่อนำประสบการณ์ ทัศนคติ และแง่คิดต่างๆมาร่วมใช้วิจัยเพื่อช่วยในการจัดระเบียบของวงการ

ชุดที่ห้าของนิวแมนดาลานี้ เป็นการสนทนากับพอล แฮนด์ลี่ นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียง

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่: คุณพอล ขอบคุณมากครับสำหรับเวลาให้นิวแมนดาลาสัมภาษณ์ในครั้งนี้ ผู้อ่านส่วนใหญ่ของเรารู้จักคุณว่าเป็นผู้แต่งหนังสือ กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม ประวัติของกษัตริย์ภูมิพลอดุลยเดชแห่งประเทศไทย แต่คุณได้เขียนเกี่ยวกับประเทศไทยมาหลายปีแล้ว ก่อนที่หนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์ออกมา คุณจะบอกได้ไหมว่าคุณมาประเทศไทยครั้งแรกได้อย่างไร อะไรที่ทำให้คุณเดินทางมาประเทศไทย

พอล แฮนด์ลี่: เริ่มแรกผมเดินทางมาแถบเอเชียหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยอเมริกัน ที่วอชิงตัน ดีซี หลักสูตรการศึกษานานาชาติ) เพื่อเรียนภาษาจีน ผมเรียนที่ใต้หวันได้สามปี ผมได้งานที่บริษัทนิตยสารเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการขุดเจาะน้ำมันที่มีฐานในฮ่องกง และได้ถูกส่งไปทำงานที่อินโดนีเซีย ซึ่งถือได้ว่าเป็นความก้าวหน้า หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปีผมได้มีโอกาสเข้าทำงานกับนิตยสารฟาร์อิสเทอร์นอีโคโนมิครีวิว (Far Eastern Economic Review FEER) และ ตอนนั้นในปี ๒๕๒๙ สมัยซูฮาร์โต้ ได้จับผมโยนออกนอกประเทศเพราะผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับการทำธุรกิจของบุตรชายของเขา ผมได้งานประจำที่เอฟอีอีอาร์ที่ฮ่องกง ซึ่งผมยังสำนึกในบุญคุณเสมอมา (ในยุคเก่าของเอฟอีอีอาร์ ซึ่งมี นายดีเรก เดวี่ส์ ฟิลิป บาวริ่ง เป็นต้น)

ผมอยู่ในฮ่องกงได้ไม่นาน ผมถูกย้ายให้ไปประจำตำแหน่งที่ใต้หวัน หรือที่เกาหลี แต่ได้ถูกส่งมาประจำที่กรุงเทพแทน อีกครั้งหนึ่ง แม้จะไม่ใช่เป็นประเทศที่ผมเลือก แต่ก็นับว่าประสบความสำเร็จ วันที่สองที่กรุงเทพผมได้เดินลุยน้ำท่วมที่สูง ๑-๒ ฟุต จากถนนวิทยุไปถึงสุขุมวิท ๔๙ และตกหลุมรักตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่: ช่วยบอกประวัติให้ทราบหน่อยนะ ผมแน่ใจว่าผู้อ่านหลายๆท่านคงจะสนใจที่จะได้ยินเรื่องราวที่ใหญ่โตจากหนังสือที่คุณเขียนขึ้นเมื่อสมัยต้นๆที่คุณทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย งานที่เด่นของคุณมีอะไรบ้าง

พอล แฮนด์ลี่: ผมมาถึงประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๓๐ ในช่วงที่เศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มจะดีขึ้น ประเทศไทยอยู่แถวหน้า ถือว่าเป็นการศึกษาเรื่องเศรษฐกิจที่วิเศษ แม้กระนั้นก็ตามในที่สุด ความล้มละลายตามมาใน ๑๐ ปีให้หลัง

มีเหตุการณ์มากมายเกี่ยวกับการทำธุรกิจใหม่ๆ ไม่เพียงแต่การบริหารทางเศรษฐกิจ และด้านขั้นตอนความเป็นประชาธิปไตย มีความขัดแย้งในเรื่องสนามกอล์ฟกับสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองผู้บริโภคแบบใหม่ขยายวงกว้างไปยังต่างจังหวัด ส่วนใหญ่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการเมืองกับนายทุน เรื่องราวมากมายจะเกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้ง ผมได้เริ่มการเขียนซึ่งเป็นโครงการใหญ่ จำได้ถึงการจราจรสมัยนั้นไหม ก่อนที่จะมีรถไฟฟ้าน่ะ และประชาธิปไตยแบบไทยที่ยังขาดการควบคุม ผมคิดว่าบทความตอนต้นๆเป็นเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้เกี่ยวกับเรื่องเล็กๆน้อยๆของบรรหารและสมัคร นักการเมืองที่นับว่าสกปรกมากที่สุดที่จะเป็นได้ ตอนนี้ผมเห็นสองคนนี้กลับเข้าสู่ทางการเมืองอีก อืมมม บวก เรื่องเงิน..ในที่สุด ผมก็นำโครงการที่รวมเอาความรู้ทั้งหมดทำเป็นบทความพิเศษให้กับนิตยสารอินสติตูชั่นนอลอินเวสเตอร์ (Institutional Investor) และหนังสือพิมพ์ของศูนย์วิจัยเอเชียของมหาวิทยาลัยเมอร์ดอค (คนที่นั่นเก่งๆ) ทั้งสองแห่งได้ใช้ตัวอย่างของการแปรรูปโครงสร้างพื้นฐานเป็นแบบวิสาหกิจจากประเทศปากีสถานและประเทศอินเดีย จนถึงประเทศจีนเพื่อแสดงให้เห็นว่าทำไมโครงการต่างๆจึงไม่ได้รับผลสำเร็จและจะพาให้ระบบการเงินล้มเหลวไปด้วย และก็เป็นจริงตามนั้น ผมยังคิดว่าเรื่องนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเมือง และความน่าตื่นเต้นของระบบการเงินของเอเชียที่กำลังเจริญรุ่งเรืองในตอนนั้น

เรื่องที่ผมติดตามและนับว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่หนักคือการทำรัฐประหารในปี ๒๕๓๔ และสุดท้ายตัองมีการเสียเลือดเนื้อในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ ก็เพราะบทบาทชักใยจากเบื้องหลังของราชวังที่มีอยู่เสมอมา ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจ หนังสือของผมช่วยทำให้ผมพัฒนาความคิดไปด้วย

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่: คุณตัดสินใจที่จะเขียนอัตชีวประวัติของกษัตริย์ภูมิพลอย่างจริงๆตั้งแต่เมื่อไร คุณได้รับอิทธิพลอะไรในขณะที่คุณอาศัยอยู่ในประเทศไทยต่อการเขียนในครั้งนี้

พอล แฮนด์ลี่: ผมลาออกจากนิตยสารฟาร์อิสเทอร์นอีโคโนมิครีวิว ในปี ๒๕๓๗ และผมคิดจะออกจากประเทศไทย ผมคิดว่าจะเป็นการดีกว่าถ้าผมเขียนบทความยาวๆในนิตยสารเกี่ยวกับราชวงศ์ หลังจากที่ได้อยู่ประเทศไทยมานานหลายปี ผมเริ่มรับรู้ถึงความเกี่ยวข้องของราชวงศ์ในทางการเมืองและในวัฒนธรรมของชาติ ผมเริ่มทำการค้นคว้า เกี่ยวกับเรื่องราชวงศ์ในแบบสถาบันการเมืองแบบสมัยใหม่ และเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้เรื่องยิ่งน่าสนใจมากขี้น ในที่สุดผมก็เฝ้าแต่ครุ่นคิดแต่เรื่องนี้ ผู้วิจารณ์งานของผมคงยินดีกับคำสารภาพนี้ ผมใช้เวลานานในการวางเค้าโครงของเรื่อง เพื่อแยกแยะเรื่องราวทั้งหมด

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่: ตั้งแต่หนังสือได้ออกวางแผงในปี ๒๕๔๙ ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม หลายคนได้ออกมาสนับสนุนความคิดเห็นของคุณ และประเด็นสำคัญในเนื้อหา เฉพาะในนิวแมนดาลาอย่างเดียว ได้มีความคิดเห็นเป็นร้อยๆความเห็น แน่นอน หลายคนได้วิจารณ์การค้นคว้าของคุณ และพยายามที่จะเน้นในสิ่งที่พวกเขาเข้าใจว่าเป็น “แผนการ” ของคุณ อะไรเป็นแรงผลักดันให้คุณเขียนหนังสือเล่มนี้ เมื่อคุณเริ่มเขียน คุณคิดหรือไม่ว่าจะได้รับปฏิกิริยาอย่างที่ได้รับในตอนนี้

พอล แฮนด์ลี่: คุณทราบไหม ผมถูกใครต่อใครถามแบบนี้ จากเจ้าหน้าที่ทูตไทยที่เก่งมากๆ จนถึงนักวิชาการที่คิดว่าตัวเองรู้มากกว่าคนอื่น “ทำไมคุณเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมา” คำตอบก็คือ ด้วยความจริงนะ ทำไมไม่มีคนอื่นเขียนออกมาก่อนผมล่ะ นี่ เรามีผู้นำที่ปกครองประเทศยาวนานที่สุดในโลกและยังคงมีชีวิตอยู่ กษัตริย์เป็นที่เคารพบูชาของคนของพระองค์มากกว่าบุคคลอื่น ลักษณะของราชวงศ์เป็นสิ่งที่ผมเรียกว่า ระบบการปกครองที่ยึดถือเทพเจ้าตามหลักของศาสนาพุทธ เป็นต้น ไม่เคยมีใครเคยนั่งและทำการเขียนเกี่ยวกับความลับของความสำเร็จของพระองค์ ปรัชญาของพระองค์ แนวทางปฏิบัติงานของพระองค์ ครอบครัวของพระองค์ (ซึ่งไม่สมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับราชวงศ์อื่นๆ) ผลงานของพระองค์ที่มีต่อโลก ความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบที่หายากในโลก ระบบกษัตริย์ที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศ เป็นกษัตริย์ที่ได้รับความชื่นชมและได้รับความเคารพมามากกว่าหกทศวรรษ จะมีอะไรที่เด่นไปกว่านี้อีกไหม ผมยอมรับว่าผมไม่เคยมีความเลื่อมใสในราชวงศ์ แต่ผมไม่ได้มีแผนการใดๆ และผมยังได้เปลี่ยนมุมมองต่อกษัตริย์ภูมิพลในหลายต่อหลายครั้งในระหว่างที่ผมทำการค้นคว้าเพื่อเขียนหนังสือเล่มนี้

สำหรับปฏิกิริยาที่ได้รับ ผมก็คาดคิดว่าจะต้องเป็นแบบนี้ มีที่ประหลาดใจก็คือ มีเหตุการณ์ชุมนุมของประชาชนประจวบเหมาะกับหนังสือได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ และพร้อมที่จะตีพิมพ์พร้อมๆกันกับที่ทักษิณได้ถูกกดดันให้ออกจากอำนาจโดยกลุ่มคนเสื้อเหลือง เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในปีเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ ๖๐ ปีของกษัตริย์ภูมิพล

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่: ตามบทแนะนำหนังสือ “กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม” ของผู้จัดพิมพ์ ที่ว่า “จากการทำการค้นคว้าในเชิงลึก รวบรวมข้อเท็จจริงจากเมื่อกษัตริย์ทรงพระเยาว์ และการพัฒนาในส่วนพระองค์ การขี้นครองราชบัลลังก์ การเชี่ยวชาญในการวางแผนด้านการเมือง และความพยายามที่จะหล่อหลอมประเทศไทยให้เป็นราชอาณาจักรแห่งพุทธ” ผมคิดว่าจะเป็นการช่วยได้มาก ถ้าคุณจะบอกรายละเอียดที่แน่ชัดลงไปกว่านี้ เกี่ยวกับว่าคุณได้ทำการค้นคว้าอย่างไร คุณยึดหลักการอะไร

พอล แฮนด์ลี่: ผมเป็นนักข่าวไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ และผมได้ออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง เจาะหาข่าวจากบุคคลดังที่น่าเชื่อถือได้และจากประวัติศาสตร์ก่อนที่จะเริ่มการเขียนเรื่องหนักๆ และบางตอนจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์ ผมขุดคุ้ยจากหนังสือพิมพ์และนิตยสารฉบับเก่าๆ ทั้งไทยและเทศ จากสิ่งตีพิมพ์ของทางราชการ จากหนังสือที่ระลึก และอะไรก็ตามที่จะหาได้เกี่ยวกับเรื่องราชวงศ์ จากห้องสมุด จากหนังสือเก่าๆ จากนิตยสารที่หาได้จากจตุจักร และจากบุคคลต่างๆ

ผมศึกษาจากรูปถ่ายและวันที่ถ่าย และรวบรวมเป็นช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งภายหลังผมได้เข้าใจว่าเวลาบางช่วงไม่ได้สอดคล้องกับเวลาที่ระบุเป็นหลักฐานไว้จริง ตัวอย่างเช่น มีหลักฐานหลายอย่างจากสำนักราชวังซึ่งระบุว่า เมื่อใดที่กษัตริย์ทรงเริ่มสร้างเขื่อน หรือทรงเลี้ยงปลานิล หรือเรื่องต่างๆ แต่จากภาพที่ลงในนิตยสารได้ระบุเวลาว่าเกิดขึ้นห้าปีก่อนหน้านั้น ความคลาดเคลื่อนบางอย่างก็ไม่สำคัญ แต่บางอย่างมีความหมายมาก ด้วยเหตุผลนี้ จึงมีการเน้นเรื่องเวลาไว้จนดูเหมือนว่ามากเกิดพอดีในหนังสือนี้ แต่หลายจุดเพื่อต้องการระบุเวลา ภาพพจน์ของกษัตริย์ภูมิพลใช้ได้ผลเสมอ การเสด็จพระราชดำเนินไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรปในปี ๒๕๐๓ เพื่อทรงงานทั้งหมด และคุณจะพบว่าท่านทรงใช้เวลาส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดในการพักผ่อน ไม่มีอะไรผิด เพียงแต่ว่าภาพอย่างเป็นทางการจะเสนอว่า พระองค์ไม่เคยทรงมีเวลาพักผ่อนเลย

ขบวนการแก้ไขและปรับปรุงใหม่นี้กินเวลามาก ผมยิ่งต้องศึกษาจากบันทึกทางประวัติศาสตร์มากยิ่งขึ้นไปอีก ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยและของราชวงศ์ เป็นตัวช่วยให้ผมได้สร้างมุมมองของผมมากขึ้น และการได้สนทนากับใครต่อใครที่ผมจะทำได้ในประเทศไทย ผมยอมรับว่าหลายๆครั้งที่ผมได้สอบถามบุคคลต่างๆในเรื่องอื่นเพราะไม่อาจเปิดเผยว่าเป็นการถามเรื่องราชวงศ์ เพราะผมไม่สามารถเปิดเผยให้คนได้รับทราบกันมากนักว่า ผมกำลังเขียนหนังสือเล่มนี้

และผมได้ดื่มต่ำไปกับพระราชประเพณี เมื่อใดก็ตามที่ผมทำได้ ผมได้ติดตามเฝ้าชมพระบารมีและพระราชพิธีต่างๆเท่าที่มีโอกาส ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ ชมภาพวาดฝีพระหัตถ์ หรืออะไรก็ตามที่ผมสามารถจะทำความซึมซับได้ ผมควรจะทำอะไรมากไปกว่านี้ แต่ในที่สุดผมต้องหยุดและลงมือเขียน

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่: คุณพยายามจะขอประทานสัมภาษณ์กษัตริย์ภูมิพลและพระราชวงศานุวงศ์องค์อื่นๆขนาดไหน คุณได้รับคำตอบอย่างไร

พอล แฮนด์ลี่: นี่เป็นจุดด้อยที่ชัดเจนของหนังสือเล่มนี้ ได้เห็นปฏิกิริยาตื่นตระหนกของชาวไทยที่มีต่อผลงานของผม รวมถึงนักวิชาการบางคนซึ่งเป็นที่รู้จักของผู้อ่านเป็นอย่างดี ทำให้ผมสรุปได้ว่า ผมไม่มีทางจะติดต่อบุคคลใดๆในราชวังได้จนกระทั่งเกือบจะเขียนจบ เมื่อถึงเวลาที่ผมร่างหนังสือเล่มนี้เสร็จและผู้จัดพิมพ์ได้เห็นชอบแล้ว ผมตัดสินใจว่าไม่มีประโยชน์ใดๆ และอาจจะทำให้หนังสือผมออกมาล่าช้าก็ได้ ทั้งองค์กษัตริย์และราชวังแทบจะไม่เคยประทานสัมภาษณ์ และอาจต้องขอดูหนังสือเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนก่อนที่จะพิจารณาให้ผมเข้าเฝ้าได้หรือไม่ด้วยซ้ำไป หลังจากที่ผมได้ปรึกษากับสำนักพิมพ์และผู้เชี่ยวชาญชาวไทยหลายๆคน ผมได้ตัดสินใจ เพราะผมไม่มีทางที่จะได้เข้าเฝ้าได้ แถมโอกาสที่ทั้งพระราชวังและรัฐบาลจะทำอะไรก็ตาม เพื่อจะปิดกั้นการตีพิมพ์หนังสือของผม และพวกเขาก็ได้ทำเช่นนั้น

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่: คำวิจารณ์หลักของหนังสือเล่มนี้คือ หนังสือเขียนขึ้นมาจาก “คำนินทา” และ “ข่าวลือ” คุณจะตอบเรื่องนี้อย่างไร

พอล แฮนด์ลี่: ราชวังขึ้นกับคำนินทาและข่าวลืออย่างน้อยก็ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น เมื่อต้นปี ๒๕๓๓ ได้มีข่าวลือไปทั่วว่า กษัตริย์ได้ทรงขับรถยนต์รอบเมืองอย่างไม่เปิดเผยพระองค์เพื่อทรงรับรู้ถึงการจราจรที่แสนจะติดขัดในกรุงเทพ ทุกคนเมื่อได้ยินเรื่องแบบนี้ ทุกคนเชื่อเรื่องนี้ ที่ว่ากษัตริย์ทรงได้รับความทุกข์เช่นเดียวกับพวกเขา ไม่มีใครที่ผมได้เคยพบปะจะรู้เรื่องนี้จริงๆ เพียงแต่เป็นข่าวลือ ข่าวลือที่ทำประโยชน์ต่อราชวงศ์ และยังมีอีกจนนับไม่ถ้วน ตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นนี้ มีอิทธิพลต่อภาพพจน์ของกษัตริย์ และภาพพจน์เป็นเรื่องสำคัญอย่างที่สุด

ผู้วิจารณ์มักจะเน้นแต่ข่าวลือในด้านลบตามที่ผมได้กล่าวย้ำนี้ ส่วนใหญ่ของข่าวลือซึ่งผมไม่เชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง หรืออาจจะไม่มีความจริง แต่อย่างไรก็ตามได้มีผลกระทบกระเทือนต่อภาพพจน์ของบัลลังก์และพระราชวงศ์ ข่าวลือในทางบวกหรือทางลบ สิ่งที่ประชาชนมีความเชื่อเกี่ยวกับกษัตริย์อันเป็นที่เคารพสำหรับพวกเขา และความเชื่อต่อพระบรมวงศานุวงศ์ซึ่งประชาชนไม่มีความประทับใจมากนัก เป็นเรื่องสำคัญต่อความสำเร็จและปัญหาต่างๆของรัชสมัยของพระองค์

อีกแบบหนึ่งของข่าวลือที่ผมพาดพิงถึงเป็นการคาดเดากัน อันนี้ผมต้องยอมรับ ในส่วนที่เป็นชีวิตรักของกษัตริย์ แต่ผมเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับภาพพจน์และบุคลิกภาพของพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยซึ่งการจีบผู้หญิงถือเป็นงานอดิเรก เมียน้อยเป็นครอบครัวหนึ่ง และกษัตริย์องค์ก่อนๆ กษัตริย์มงกุฎและกษัตริย์จุฬาลงกรณ์ไม่มีความยับยั้งชั่งใจในเรื่องผู้หญิง ต้องมีใครสักคนทำการศึกษาเรื่องภาพพจน์จากหลายๆมุมของพระองค์ว่า ภาพที่แท้จริงเป็นอย่างไร และด้านหนึ่งของกษัตริย์ภูมิพลแสดงให้เห็นว่าเป็นบุคคลที่มีความรักต่อครอบครัว ผมสนับสนุน เนื่องจากการที่พระองค์ทรงมีพระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวอันเป็นการลิขิตของโชคชะตา แต่ขัดกับความต้องการของขัตติยวงศ์ ดังนั้นควรมีใครสักคนทำการศึกษาในเรื่องชีวิตรักของพระองค์ในด้านนี้

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่: คุณให้สัมภาษณ์กับเอบีซีในปี ๒๕๕๐ ว่า “รัฐธรรมนูญมีการเปลี่ยนแปลง ผู้นำทางการเมืองมีการเปลี่ยนหน้ากันไป แต่การโหมโรงว่ากษัตริย์ทรงเป็นผู้มีความดีพร้อมและมีความเที่ยงธรรมได้มีอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยมีการกล่าวถึงกษัตริย์ในแง่ร้าย ทุกๆอย่างเกี่ยวกับพระองค์เป็นเรื่องดีไปหมด และในสภาพแวดล้อมแบบนี้ คุณอาจพูดทำนองว่า “ดูเหมือนไม่มีอะไรที่ไม่ดี” คุณไม่คิดหรือว่าเทพนิยายเกี่ยวกับกษัตริย์ภูมิพลได้ถูกคุกคามตั้งแต่การทำรัฐประหารในเดือนกันยายน ๒๕๔๙

พอล แฮนด์ลี่: ก็ไม่มากนัก พระองค์ทรงมีความสำคัญตลอดเวลา ซึ่งก็มีคนไทยเพิ่มมากขี้นกว่าเก่าแต่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ ที่ตั้งคำถามว่าพระองค์ทรงกระทำอะไรอยู่ แต่สุดท้ายภาพพจน์ของพระองค์ก็กลับคืนมาเหมือนเดิม ผมคิดว่าเป็นเกราะคุ้มกันที่ดี ผมจะเขียนอะไรก็ตาม คนไทยก็ยังคงเคารพพระองค์ และบูชาพระองค์แม้ทรงสิ้นพระชนม์

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่: การให้สัมภาษณ์ในครั้งนั้นคุณได้สะท้อนให้เห็นถึงว่า “คำให้สัมภาษณ์ใดๆก็ตามในครั้งนี้อาจเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย และถ้าผมอยู่ในประเทศไทยผมอาจถูกจับเแม้แต่จะออกความคิดเห็นในเรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการปกป้องภาพพจน์ของพระองค์ เพื่อให้แน่ใจว่า ทุกๆคนมีความเชื่อว่า พระองค์ กษัตริย์ภูมิพล และสถาบันที่พระองค์ทรงเป็นผู้นำ สถาบันกษัตริย์เป็นเพียงอำนาจเพื่อความมีคุณธรรมสำหรับประเทศไทย เป็นความสมบูรณ์แบบ และพระองค์ทรงเป็นนักปกครองที่ทรงพระปรีชาสามารถ และปฏิบัติภารกิจเฉพาะในสิ่งที่ดีงาม” ตั้งแต่หนังสือกษัตริย์ไม่เคยยิ้มได้ออกวางแผง คุณสามารถเดินทางกลับประเทศไทยอีกได้ไหม คุณต้องการกลับไปไหม คุณเคยได้รับคำเตือนอย่างเป็นทางการ หรือได้รับข้อกล่าวหาจากทางเจ้าหน้าที่ของไทยหรือไม่ หรือจากคนอื่นๆ

พอล แฮนด์ลี่: แน่นอน ผมต้องการกลับไปเมืองไทยอีก ซึ่งเป็นสถานที่ที่น่าอยู่ ผมมีเพื่อนหลายคนที่นั่น และเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผม ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นรวมแล้วได้ ๑๓ ปีหรือประมาณนั้น คุณจะหาอาหารไทยดีๆได้จากนอกประเทศไทยหรือ ผมเข้าใจนะว่าการเขียนหนังสือออกมาจะทำให้ผมไม่ได้รับการต้อนรับกลับเข้าไปอีก ผมไม่ได้รับคำเตือนหรือคำขู่ใดๆ ผมไม่เคยตรวจดูว่าชื่อผมอยู่ในบัญชีดำหรือไม่ ผมไม่ทราบว่าจะมีการตั้งข้อกล่าวหาเมื่อตัวผมไม่ได้อยู่หรือไม่ แต่ที่รู้ก็คือ ความเห็นอย่างเป็นทางการก็คือไม่มีหนังสือของผมในโลกนี้ ดังนั้นการตั้งข้อหาผมเป็นการยอมรับว่าได้มีหนังสือเล่มนี้อยู่ ผมไม่เคยถูกใครขู่ ผมคิดว่าความสนใจทั้งหมดไปอยู่ที่ทักษิณคนเดียว จอมขโมยซีนตัวร้าย

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่: ก่อนที่เราจะยุติการสนทนากันในครั้งนี้ ผมคิดว่าเป็นการคุ้มที่จะยกเอาประเด็นสำคัญซึ่งคุณได้อธิบายเพียงบางส่วนจากความเห็นของคุณเอง นั่นคือ การสืบทอดสันตติวงศ์ เป็นประเด็นซึ่งได้กล่าวขานกันในวงกว้างเมื่อหนังสือเล่มนี้ออกมา อย่างน้อยสำหรับประเทศไทย ซึ่งห้ามให้มีการถกเถียงในที่สาธารณะถึงเรื่องการเมืองที่เกี่ยวข้องกับราชวัง และเป็นได้แต่เพียงการซุบซิบเท่านั้น จากชีวประวัติซึ่งไม่เป็นทางการแบบนี้ คุณคิดว่าบทเรียนจากการครองราชย์ของกษัตริย์ภูมิพลจะส่งผลอันใดต่อกษัตริย์หรือราชินีองค์ต่อไป

พอล แฮนด์ลี่: บทเรียนด้านบวกคือ การครองราชย์เพื่อประโยชน์สุขของสังคม ให้รำลึกว่าพระองค์มีหน้าที่ที่จะช่วยประชาชนตัวเล็กๆต่อต้านระบบทุนนิยมที่มีพลังขับเคลื่อนอย่างเสรี ซึ่งพระองค์จะต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล

บทเรียนด้านลบคือ ให้จำไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เกี่ยวกับตัวของพระองค์เอง สถาบันของพระองค์มีความเสี่ยงต่อการบริหารอย่างไม่ถูกวิธีจากผู้สืบทอดสันตติวงศ์ ดังนั้นประเทศจึงต้องการสถาบันหลักอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่กองทัพ และนั่นคือระบบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง อย่างที่ได้กล่าวกันไว้ เป็นระบบที่เลวร้ายสำหรับพวกที่เลวร้าย

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่: ตอนสุดท้ายของหนังสือ คุณได้สรุปว่าการอยู่รอดของสถาบัน “ท้ายที่สุด สมาชิกของราชวงศ์ควรใช้ประโยชน์จากอภิสิทธิ์ทางอำนาจของราชวงศ์ อำนาจและสิทธิอันศักดิ์สิทธิ์ควรเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนที่จะให้คนอื่นเปลี่ยนให้” คุณคิดว่าราชวงศ์ควรมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไรถ้าพวกเขาต้องการเห็นอนาคตการขี้นครองราชย์ด้วยความสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองให้บังเกิดกับประเทศชาติ

พอล แฮนด์ลี่: ควรมีการเปลี่ยนแปลงตัวระบบกษัตริย์ให้เป็นอย่างราชวงศ์ที่ทำงานอย่างในยุโรป โดยไม่ต้องมีบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ราชวงศ์ทางยุโรปได้แสดงให้เห็นถึงว่ายังคงความประเสริฐ ยังคงเป็นที่รัก ยังคงเป็นที่บูชา โดยไม่ต้องสมมุติสถานภาพแห่งศาสนา และเรียกร้องให้มีความจงรักภักดี บางทีราชสกุลมหิดลกำลังเดินตามทางนั้น แต่พวกเขาจะต้องลดความถือตัวถือตน และมีเพียงแต่เจ้าฟ้าหญิงสิรินธรพระองค์เดียวที่จะทำได้

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่: ในที่สุด คุณมีแผนการสำหรับอาชีพของคุณอย่างไร ผมเดาว่าคงจะเลิกคิดที่จะใช้ชีวิตเกษียณที่หาดทรายของไทย คุณมีโครงการใหญ่ๆอื่นอีกไหม

พอล แฮนด์ลี่: ผมมีงานที่ไม่น่าตื่นเต้นที่สำนักข่าวที่วอชิงตัน ดีซี และผมฝันที่จะไปประจำที่อื่นๆอีก ถ้าได้กลับมาเอเชียอีกคงเป็นเรื่องที่วิเศษ แต่ตอนนี้แค่หนังสือเล่มเดียวก็พอแล้ว และผมไม่แนะนำด้วย

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่: ขอบคุณนะครับสำหรับให้ทางนิวแมนดาลาสัมภาษณ์ รู้สึกยินดีที่คุณให้เราสัมภาษณ์ในครั้งนี้

พอล แฮนด์ลี่: ขอบคุณทั้งคุณและผู้อ่านของคุณที่ให้ความสนใจในหนังสือเล่มนี้ ทั้งคำชม คำติ เว็บไซต์ที่ดีที่ไม่หยุดการพัฒนาตัวเอง

Advertisements
2 ความเห็น leave one →
  1. ไพร่ สยามนคร permalink
    วันอาทิตย์ 7 มิถุนายน 2009 19:07 น.

    เป็นบทความที่เยี่ยม! และโดนใจ…. อย่างเป็นธรรมมม! …………แต่พระเจ้า… เท่านั้นที่ทรงรู้!…และนี้คือ ความลับสวรรค์…….. แต่! คนดีต้องไม่ท้อแท้???? GOD HELL ME…….!?!
    ไพร่ สยามนคร
    7 มิ.ย. 2552

  2. supat permalink
    วันเสาร์ 2 มีนาคม 2013 08:30 น.

    You are my man.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: