Skip to content

การปฎิรูปการเมืองในไทย ในแง่โครงสร้างและอุดมการณ์

วันเสาร์ 30 พฤษภาคม 2009

Political reform in Thailand: Structural and ideological issues
by Michael H. Nelson
๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ที่มา – New Mandala
แปลและเรียบเรียง – chapter 11

ทุกวันนี้การออกความเห็นเกี่ยวกับการเมือง และการปฎิรูปการเมืองในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องน่าสนุกอีกต่อไป เนื่องจากสถานการณ์ซับซ้อนเกินธรรมดา และบรรยากาศเกี่ยวกับเรื่องอุดมการณ์กลับกลายเป็นเรื่องที่น่าอึดอัด อย่างไรก็ดีผมจะเสนอข้อสังเกต ๖ ประเด็น ซึ่งผมคิดว่าเกี่ยวข้องกับการโต้เถึยงเรื่องปฎิรูปการเมืองไทยในปัจจุบันนี้ ใน ๓ ประเด็นแรกจะเกี่ยวข้องกับเรื่องโครงสร้าง และ ๓ ประเด็นหลังเกี่ยวข้องกับเรื่องอุดมการณ์

ประเด็นแรก ถ้าประชาธิปไตยหมายถึง “การควบคุมเหนือการตัดสินใจของรัฐในการกำหนดนโยบาย ซึ่งได้รับสิทธิ์จากการเลือกตั้งจากประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ”(ดาห์ล) ประเทศไทยจะจัดการกับเรื่องนี้ได้อย่างไร รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของไทยจะต้องยอมรับถึงขีดความสามารถที่จำกัดในการออกนโยบาย นโยบายความมั่นคงเป็นอภิสิทธิ์ในการตัดสินใจโดยอิสระของกองทัพ ในขณะที่ข้าราชการทำงานตามนโยบายของตัวเองที่สวนทางกับคำสั่งของรัฐมนตรี ซึ่งเป็นที่เกลียดชังของบรรดาข้าราชการ นักวิชาการหลายคนยังมองไม่เห็นว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งมีคุณภาพเพิ่มขี้น เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยการปกครองแบบเผด็จการ

รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ตามที่ปรากฎในหมวด ๕ แห่ง “แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ” ยังได้มีการบังคับให้รัฐบาลนำนโยบายหลากหลายไปปฎิบัติ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญในการลดหน้าที่การวางนโยบายของรัฐบาล ซึ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามาตามระบอบประชาธิปไตยให้เป็นเพียงแค่ผู้นำนโบายไปปฎิบัติเท่านั้น และระเบียบการที่บังคับให้ต้องปฎิบัติตามนี้ได้ถูกเขียนขี้นมาจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อันประกอบด้วยกลุ่มนักวิชาการและข้าราชการ ซึ่งถูกแต่งตั้งมาจากกลุ่มที่ทำรัฐประหารอย่างไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย ดังนั้นในหมวด แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ จึงได้ขัดแย้งกับองค์ประกอบหลักสำคัญแห่งความเป็นประชาธิปไตยในมาตราที่ ๓ ซึ่งเขียนไว้ว่า “อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นอำนาจของปวงชนชาวไทย”

ประเด็นที่สอง การเมืองไทยยังขาดการพัฒนาเท่าที่ควร จากการอ้างอิงตามประวัติศาสตร์การเมืองของยุโรปถึง “รูปแบบที่เหมาะสมสำหรับประเทศชาติ (ทิลลี่)” ของความขัดแย้งในการเมือง (ตัวอย่างเช่น พรรคแรงงาน พรรคอนุรักษ์นิยม พรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย) ตรงกันข้ามการเมืองยังคงเป็นรูปแบบ “ท้องถิ่นและความเป็นท้องที่เสียมาก (คารามานี่) ดังนั้นระบบพรรคการเมืองยังคงแสดงให้เห็นถึงความเป็นสถาบันระดับล่างสุด พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังคงเป็นสมาคมของคนดังในท้องถิ่นและพวกพ้องคนใหญ่โตในจังหวัดโดยเฉพาะ เรื่องนี้เป็นการทำลายความมีประสิทธิภาพในการกำหนดนโยบายและการบริหารระดับประเทศอย่างยิ่งยวด (แท้จริงแล้ว ทุกระดับสังคมในประเทศไทยสามารถสร้างปัญหาอย่างเดียวกันนี้เหมือนกันหมด) ด้วยวิธีนี้จึงไม่ได้ประโยชน์จากความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สถานการณ์เช่นนี้ บางแวดวงได้เป็นตัวทำลายความมีเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการปกครอง

ประเด็นที่สาม แม้ว่าประชาชนจะได้รับอนุญาตให้มีการลงคะแนนเลือกตั้ง แต่ระบบการเมืองยังคงขาดกลไกในการจัดการในวงกว้าง ที่จะทำให้ประชาชนธรรมดาหันมาสนใจและมีส่วนร่วมในทางการเมือง เพื่อตรวจสอบสถาบันที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย ยังคงมี “ช่องว่างระหว่างศักดินาทางการเมืองและประชาชน” (คาโรเตอร์) ในระดับจังหวัดโครงสร้างการเมืองเป็นแบบนอกระบบและแบบใต้ดิน มากกว่าที่จะเป็นการแสดงออกของความเป็นประชาธิปไตยต่อสาธารณชน การเมืองระดับต่างจังหวัดส่วนใหญ่ยังคงเป็นการเอื้อต่อบุคคลระดับสำคัญ และขยายวงไปถึงสมาชิกในครอบครัวและพวกพ้องที่เกี่ยวข้อง สถานการณ์เช่นนี้เป็นการขัดต่อหลักการความเท่าเทียมกันแบบประชาธิปไตยของประชาชน

ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วข้างต้น รวมถึงที่จะกล่าวถึง จึงไม่น่าประหลาดใจว่า คะแนนเสียงส่วนใหญ่ถูกกำหนดมาจากสภาพในท้องถิ่นมากกว่าจะเป็นการออกเสียงไปในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ (การลงคะแนนแบบสัดส่วน นับว่าเป็นส่วนสำคัญของประเทศชาติ)

จากมุมมองของสังคมการเมืองไทยและสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นตัวแทนระบบวรรณะอย่างดั้งเดิมของการเมืองไทย เช่นเดียวกับการสืบทอดการปกครองอันยาวนานโดยทหารและข้าราชการ มุมมอง ๓ ประเด็นข้างต้นไม่ใช่ตัวปัญหา ในทางตรงข้ามเป็นการย้ำว่าประชาธิปไตยในปัจจุบัน ยังคงขาดคุณสมบัติของความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งควรจะเป็นการแสดงของทั้งนักการเมืองและผู้ลงคะแนนเสียง ทำให้ประชาธิปไตยในปัจจุบันกลับไม่ได้รับใช้ “ประเทศ/ชาติ” อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นเหตุผลให้ศักดินานำมาอ้างความชอบธรรม ในการคงการปกครองแบบระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ แม้ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแล้วก็ตาม

อุดมการณ์สามประเด็นหลังที่จะกล่าวถึง จะเป็นตัวปัญหา แน่นอนจากสถาบัน (ไม่ได้มีจุดประสงค์ร้าย ความเห็นสามประเด็นที่จะกล่าวนี้ เป็นเพียงการเน้นให้เห็นถึงองค์ประกอบอย่างผิวเผิน ของบางสิ่งบางอย่างของความขัดแย้งในการเมืองในขณะนี้ องค์ประกอบดังกล่าวได้นำมาเสนอเพื่อใช้ในการค้นหาคำตอบ)

ประเด็นแรก ห้ามมิให้มีการวิจารณ์ราชวงศ์และจริยวัตรของพระบรมวงศานุวงศ์ต่างๆ อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ แม้ว่าจริยวัตรดังกล่าวและราชวงศ์เป็นสถาบันซึ่งมีความสำคัญในทางการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์และคนไทยภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตยเมื่อไม่นานมานี้ ได้เป็นจุดสนใจของสาธารณะชนอันเนื่องมาจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กษัตริย์เองทรงเคยประทานพระบรมราโชวาทในวันก่อนวันคล้ายวันประสูติเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ ว่า กษัตริย์ย่อมถูกวิจารณ์ได้ แต่เมื่อประชาชนถูกลงโทษจากกฎหมายหมิ่นฯ องค์กษัตริย์เองนั้นควรจะเป็นผู้ที่ตกอยู่ในความเดือดร้อน แกรน อีแวนส์ ได้แสดงความเห็นลงในบางกอกโพสต์ได้ตรงประเด็นว่า

คดีหมิ่นฯแต่ละคดีนั้น ประชาชนได้ถูกให้เลือกระหว่างราชวงศ์และประชาธิปไตย และท้ายสุดจะเป็นการเลือกที่อยู่ด้านตรงข้ามกับราชวงศ์ พวกนิยมเจ้าที่คอยจับตามอง ดูเหมือนจะเป็นตัวการหลักที่คุกคามความยั่งยืนสถาพรของราชวงศ์

นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ส่งสัญญาณบางอย่างเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวิธีการปฎิบัติของกฎหมายหมิ่นฯ อย่างไรก็ดี บางคนอาจยังสงสัยโดยแสดงความกังขาว่า จะมีการแก้ไขในหัวข้อหลักหรือไม่ เช่นการเปลี่่ยนแปลงในสิทธิที่จะเสนอการร้องเรียน การลดความรุนแรงของบทลงโทษ การอนุญาตให้มีการวิเคราะห์จากนักวิชาการและนักข่าว และการแยกกฎหมายหมิ่นฯออกจากความมั่นคงแห่งชาติ

เนื้อหาโดยกว้างของกฎหมายหมิ่นฯ เป็นการครอบคลุมถึงความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์และประชาชน อย่างน้อยมีสองทางเลือกที่แตกต่างกันในการจัดการเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น พันธมิตรเกาะติดกับอุดมการณ์ที่เห็นว่า ความเด่นชัดของสังคมไทยคือ “กษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน” (สนธิ ลิ้มทองกุล) พันธมิตรเองทราบดีว่า คำอ้างเช่นนี้เป็นเพียงคำพูดทั่วๆไปมากกว่าจะเป็นการสะท้อนความจริง พันธมิตรต้องการจะยัดเยียดสิ่งนี้ให้กับประชาชน โดยการเพิ่มมาตราในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ โดยใช้การบังคับว่า เป็นหน้าที่ของประชาชนชาวไทยทุกคนที่จะต้องปกป้องและบูชาราชวงศ์

เป็นที่แน่ชัดว่า ความพยายามในครั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีอย่างจอมปลอม ในการรักษาหน้าตาของประเทศที่กำลังมีความแตกแยก ซึ่งจะต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องการใช้กำลังบังคับ แต่ก็ยังไม่ได้อธิบายถึงความขัดแย้งเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ และความเหมาะสมตามข้อกำหนดของระเบียบทางการเมืองในแนวทางประชาธิปไตย นายประเวศ วสี ราษฎรอาวุโสและฝ่ายนิยมเจ้าได้เสนอมุมมองอย่างเปิดกว้างมากกว่าพันธมิตร โดยกล่าวว่า

ในสังคมแบบพหุนิยม คนย่อมคิดแตกต่างกัน มีคนส่วนหนึ่งซึ่งบูชาสถาบันกษัตริย์ และอีกส่วนหนึ่งไม่มีความคิดแบบนั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมชาติ กุญแจสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ทั้งสองฝ่ายนี้ร่วมมือกันในทางสร้างสรรเพื่อบังเกิดผลดี (บางกอกโพสต์ วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๒)

ถ้อยแถลงของประเวศ วสี มีเชิงลึกมากกว่าการเน้นเรื่องอุดมการณ์ความสามัคคีในชาติอย่างที่เคยทำกันมา โดยกล่าวว่าประเทศไทยเป็นพหุนิยม (“เสื้อขาว” ดูเหมือนเป็นการก้าวถอยหลังในการใช้วิธีการชาตินิยม เพื่อก่อให้เกิดความสามัคคี และไม่ได้เป็นหนทางแห่ง “ประชาธิปไตยแบบใหม่” สำหรับประเทศไทย มติชน เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ได้พาดหัวข่าวหลักไว้ว่า “หยุดทำร้ายประเทศ เลิกแยกสี (ในทางการเมือง) หันมาใช้ธงชาติ” ในบทสรุปของข่าว เราอ่านว่า “ให้นึกถึงคำเหล่านี้ที่ว่า “เราต้องรวมจิตใจ และยืนเคารพธงชาติด้วยความภาคภูมิใจกับความเป็นอิสระของชาติ และความเสียสละของบรรพบุรุษของเรา” เราควรร่วมร้องเพลงชาติไทย ก่อนที่จะไม่มีผืนดินให้เราได้ยืนด้วยความภาคภูมิใจ”)

นี่นำมาสู่ประเด็นที่สองของผม อุดมการณ์ของรัฐบาลไทยที่ว่า “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องทำตาม ไม่ใช่จากจิตสำนึกของประชาชน อันเนื่องมาจากอุดมการณ์นี้ รัฐบาลไทยพึ่งอยู่กับความสามัคคีที่มีอยู่แล้วในชาติ และการปฏิบัติตามหน้าที่ที่มีต่อ “สถาบัน” หรือ “หลัก” ทั้งสามที่มีอยู่ ไม่ใช่จากจิตสำนึกแบบประชาธิปไตยของประชาชนในชาติ สถาบันกษัตริย์เพียงแต่ทำหน้าที่ ทำให้มีการเชื่อฟังโดยห้ามมีการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ เพื่อทำให้ชาติไทยมีความมั่นคงและมีความสามัคคีเป็นปึกแผ่น

“ชาติ” ในความหมายของกลุ่มผู้นำศักดินา ได้ถูกตีกรอบให้มองว่าเป็นสัญญลักษณ์ของนามธรรม ซึ่งสืบทอดรูปแบบเฉพาะตัวมาเป็นเวลานาน มีการรณรงค์อย่างไม่หยุดยั้งโดยองค์กรของรัฐ (กระทรวงต่างๆ เจ้าหน้าที่ โรงเรียน) ในระบอบประชาธิปไตย อุดมการณ์อย่างอัตวิสัยดังกล่าวนี้อาจจะไม่เกิดขี้น เนื่องจากมีความขัดแย้งกับแนวความคิดแบบประชาธิปไตย ที่มีขอบเขตในเรื่องกติกาการเลือกตั้งที่ผู้ได้คะแนนเสียงข้างมากเป็นใหญ่ โดยการมีวาทกรรมแบบพหุนิยมที่มีอย่างต่อเนื่องในระหว่างประชาชนที่มีความเสมอภาคกัน โดยปกติแล้วอุดมการณ์อย่าง “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อไว้ใช้ในการค้ำจุนรัฐบาลเผด็จการ แม้กระทั่งทุกวันนี้ การปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐบาลยังคงถือว่าเป็นความชอบธรรมในการอ้างเรื่อง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แม้ว่าจะเป็นเพียงเหตุผลเดียวที่ปรากฎอยู่ในรัฐธรรมนูญ จากที่ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

ในประเด็นสุดท้ายของผม เกี่ยวกับความขัดแย้งที่แฝงอยู่ (บางครั้งอาจจะเห็นได้ชัด) ระหว่างระบอบราชาธิปไตยและระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขี้นมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เมื่อนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎร์เพื่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ต้องออกจากประเทศไทยโดยไม่ได้หวลกลับคืนมา หลังจากเขาได้พบกับความล้มเหลวในการก่อการ “กบฏวังหลวง” เพื่อต่อต้านกองทัพในปี ๒๔๙๒ ความที่น่าจะเป็นไปได้ทางการเมืองตามแนวความคิดที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขี้น ในการปกครองแบบประชาธิปไตยก็สูญหายไป ในปี ๒๔๘๙ ได้มีการก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ นับได้ว่าเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุด เป็นพรรคของเชื้อพระวงศ์ชนชั้นสูง ตั้งขี้นเพื่อปกป้องระบอบราชาธิปไตย ต่อต้านนายปรีดีซึ่งกำลังจะกลายเป็นสัญญลักษณ์ทางการเมืองที่ทำเพื่อประชาชน หลังจากนั้นอีกหกทศวรรษต่อมา ในปี ๒๕๔๙ และ ๒๕๕๑ ได้มีการประท้วงของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งเน้นหนักไปในการแสดงสัญญลักษณ์นิยมเจ้า พรรคประชาธิปัตย์จึงเลือกข้างเข้ากับฝ่ายพันธมิตร ในทางกลับกัน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการประท้วงของกลุ่ม นปช. จะไม่ใช้สัญญลักษณ์ใดๆที่เกี่ยวกับราชวงศ์ ยังไม่พอ กลุ่มนปช. ยังได้โจมตีสมาชิกองคมนตรี ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวความคิดที่มีต่อราชวงศ์ไทย และมีความแตกต่างจากแนวความคิดของกลุ่มพันธมิตร พรรคประชาธิปัตย์ และอมาตยาธิปไตย

รากฐานของความตึงเครียดระหว่างสังคมแบบเดิม ที่ยังคงมีความคิดตกค้างมาจากอดีตในการแบ่งแยกชนชั้นสูงชนชั้นต่ำ โดยอำนาจทั้งหมดอยู่ในความควบคุมของกษัตริย์ และการปกครองแบบประชาธิปไตยซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสมอภาคของมนุษย์และเสรีนิยมยังคงไม่มีทางออก ในปี ๒๕๒๕ นักวิชาการคนดัง (ชัยอนันต์ สมุทวณิช คนเพ้อเจ้อของกลุ่มพันธมิตร) ได้เขียนว่า “ความตึงเครียดได้แสดงให้เห็นมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ อันเนื่องมาจากผลของความขัดแย้งระหว่างสองทางเลือก ซึ่งต่างก็มีความชอบธรรม ทางหนึ่งมาจากธรรมเนียมของระบบชนชั้นวรรณะแบบดั้งเดิม อีกทางหนึ่งจากอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศอันเป็นของประชาชน” หลังจากนั้นกว่าอีกยี่สิบห้าปีต่อมา ความขัดแย้งยังคงมีอยู่และยิ่งทวีความรุนแรงมากขี้น เมื่อจวนเจียนที่จะถึงเวลาผลัดแผ่นดิน 

ไมเคิล เอช เนลสัน เป็นอาจารย์แลกเปลี่ยนคณะสังคมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทความนี้เป็นข้อเขียนที่เนลสันใช้ในการสัมมนาของสมาคมผู้สือข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒

Advertisements
No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: