Skip to content

การตื่นตัวครั้งใหม่ในสังคมไทย

วันอังคาร 19 พฤษภาคม 2009

There’s a new awakening in Thai society
By PHILIP GOLINGAI
๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ที่มา – The Star online
แปลและเรียบเรียง – chapter 11

บรรยากาศวุ่นวายทางการเมืองของประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง จากการที่ประชาชนมองหาความเสมอภาคแบบใหม่และใช้ปฎิบัติได้

ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์อาจารย์ด้านการเมืองไทย เชื่อว่าพื้นที่ที่เหลือในการแสดงความคิดอย่างปัญญาชนตรงไปตรงมา ถูกบีบให้เหลือน้อยลงไปทุกที

พื้นที่ที่เหลือน้อยลงนี้ ฐิตินันท์เปรียบไว้เสมือนกับคอกที่มีหลังคาเป็นกฎหมายหมิ่นฯ (การหมิ่นราชวงศ์) จากพื้นเมื่อดันขี้นไป ก็จะเจอกับ “การถูกปลูกฝังอย่างมีประสิทธิภาพจากทางการมาเป็นเวลาเนิ่นนาน”

และสี่ด้านของคอกซึ่งถูกบีบจากกองทัพ จากรัฐบาลที่นำโดยประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล และพันธมิตร (ที่รู้จักกันในนามเสื้อเหลือง)

ฐิตินันท์ รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยชั้นนำของกรุงเทพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต่อว่า “พื้นที่กำลังเหลือน้อยลงไปทุกที”

ในระยะ ๓ ปีที่ผ่านมา พื้นที่ในการกระทำเรื่องที่ไม่ถูกต้อง (การยึดสนามบิน และทำเนียบรัฐบาลในกรุงเทพ และการยกเลิกการประชุมสุดยอดเอเซียนที่พัทยา) ได้ขยายตัวเพิ่มขี้น แต่พื้นที่สำหรับการกระทำเรื่องที่ถูกต้องกลับลดน้อยลง

เขาได้กล่าวก่อนที่จะไปปาฐกถาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) ซึ่งผู้ร่วมรับฟังประกอบไปด้วยผู้สื่อข่าวต่างชาติ และนักการทูตในคืนวันพุธว่า “ผมปฏิบัติงานในขอบเขตของพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้น ไม่มีการพูดโจมตีแน่ในคืนนี้”

เพื่อให้แน่ใจว่า “ไม่มีการพูดโจมตี” ในคืนนั้นที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ฐิตินันท์ได้ขยายความว่า “ช่องโหว่เพียงเล็กน้อยก็เพียงพอสำหรับความเห็นขัดแย้งและปัญหาที่จะพูด (ในการโยงไปถึงความคิดเห็นของจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งนิยมทักษิณ ในการไปพูดที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๕๐ และโดนคดีกฎหมายหมิ่นฯ) และเพื่อให้แน่ใจว่า ฐิตินันท์จะไม่สร้างปัญหาในคืนนั้น ทั้งภรรยาและเพื่อนๆของฐิตินันท์ได้เข้าร่วมรับฟังในครั้งนี้ด้วย

ฐิตินันท์ได้ให้ความเห็นว่า สิ่งที่เห็นได้จากความยุ่งเหยิงทางการเมืองในประเทศไทย คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่สังคมไทยกำลังเรียกร้องหาความเท่าเทียมกันแนวใหม่และใช้ปฎิบัติได้

ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ นักวิจัยชั้นนำของไทยเกี่ยวกับการต่างประเทศกล่าวว่า “ทุกคนได้ยอมรับอย่างสิ้นเชิงแล้วว่า ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่เป็นปกติ”

“นายกรัฐมนตรี (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ได้กล่าวว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ปกติ” เขาต้องการให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ทุกคนก็ต้องการให้เป็นแบบนั้น

“ประเทศไทยเคยอยู่ในสภาวะปกติครั้งสุดท้ายเมื่อไร”

อภิสิทธิ์ได้ตอบปัญหาจากคำถามของตัวเองว่า ครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองมีชื่อเสียง และอยู่ในสภาวะปกติก็คือช่วงปี ๒๕๓๓ (ยุค ๑๙๙๐-ผู้แปล)

เขากล่าวว่า “(ในช่วงระยะเวลานั้น) คุณค่อนข้างจะเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขี้น”

“สถานะการณ์แม้ว่าจะมีความยุ่งเหยิง แต่ยังอยู่ในขอบเขต กลุ่มศักดินาไทย (ราชวงศ์ กองทัพ และข้าราชการเจ้าขุนมูลนาย) มีความเข้าใจและมีความเห็นลงรอยกันว่า จะบริหารประเทศอย่างไรให้ดำเนินไปได้ด้วยดี และใครจะเป็นผู้ออกคำสั่ง และภายใต้เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ยังมีที่ว่างเหลือพอให้ขยับตัวได้”

ด้วยอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จของศักดินา ทำให้ประเทศไทยมีสภาวะการเมืองที่มั่นคงมาเป็นเวลานาน (ถึงแม้จะมีการทำรัฐประหารหลายต่อหลายครั้ง) เขาได้กล่าวต่อว่า “และนี่เป็นการอธิบายว่า ทำไมเศรษฐกิจของไทยจึงได้ประสบความสำเร็จ”

ขณะนี้อำนาจเบ็ดเสร็จของศักดินาได้ถูกทำลายลง ฐิตินันท์ได้คอยถามตัวเองอยู่เสมอว่า “ทำไมจึงถูกลดอำนาจลง และทำไมต้องเป็นตอนนี้”

เขากล่าวว่า “มีความพร้อมที่จะเสื่อม” และกล่าวต่อว่า “มุมมองของผมคือ จากความเจริญที่ถึงขีดสุดที่เรามีในช่วงปลายยุค คศ.๑๙๘๐ (๒๕๒๓) ยกเว้นช่วงหดตัวในปี ๒๕๔๐-๒๕๔๑ เศรษฐกิจได้เจริญรุดหน้าแต่เฉพาะในตัวกรุงเทพเท่านั้น ส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน

“อำนาจเบ็ดเสร็จของศักดินาได้ถูกทำให้สั่นคลอน เนื่องจากความไม่เท่าเทียมกันที่สะสมมานานกว่าสองทศวรรษ นับตั้งแต่ปลายยุค คศ.๑๙๘๐ (๒๕๒๓) และมามีทักษิณ ซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีความพร้อมในทุกด้าน หาประโยชน์จากความไม่เท่าเทียมกันนี้ จากความนิยมที่ได้รับสร้างระบบอุปภัมภ์ และการฉ้อราษฎร์

“ทักษิณไม่เคยมีความตั้งใจใดๆที่จะส่งเสริมความเท่าเทียมกัน และลดความไม่เสมอภาค นั่นก็เป็นจุดจบของเขา”

ผลที่ตามมาโดยไม่ตั้งใจจากการบริหารประเทศของทักษิณ จากปี ๒๕๔๔-๒๕๔๙ ปลุกให้เกิดบรรยากาศใหม่ๆในสังคมไทย

ฐิตินันท์เปรียบเทียบการตื่นตัวของคนไทยที่มีต่อการเมืองว่า เสมือนการที่ชาวตะวันตกได้ลิ้มลองรสชาติของข้าวเหนียวมะม่วงเป็นครั้งแรก ซึ่ง “ถ้าไม่ลอง ก็ไม่รู้ แต่เมื่อได้ลองแล้ว อาจจะติดใจ”

“เกิดชนชั้นทางสังคมแนวใหม่ ซึ่งมีความต้องการในสิ่งใหม่ๆ และมีความคาดหวัง ความต้องการแตกต่างกันไป”

“เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าของการเมืองไทย และตั้งแต่นั้นมาความยุ่งเหยิงก็มีแต่ขยายตัวขี้นเรื่อยๆ”

การปล้นอำนาจทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยคนแรกซึ่งบริหารประเทศจนครบวาระ โดยการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ เพียงเพื่อพยายามที่จะดึงอำนาจเบ็ดเสร็จของศักดินาให้กลับคืนมา

ฐิตินันท์ได้กล่าวต่อว่า “เป็นการเหมาะสมที่จะพูดว่า รัฐประหารไม่ได้ผล และใช้ไม่ได้ผล บรรดาศักดินายังคงไม่ละความพยายาม และอาจจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในที่สุด”

ฐิตินันท์ได้สรุปว่า ดูเหมือนจะไม่มีทางออกสำหรับวิกฤติการเมืองไทย

ดูเหมือนว่าอาจารย์ด้านการเมืองที่ติดอยู่ในคอก ยังคงทำงานในบรรยากาศที่ความคิดเห็น “วิพากวิจารณ์” เชื่อว่าจะก่อให้เกิดอันตรายได้

Advertisements
No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: