Skip to content

ประเทศไทยและอินโดนีเซียความเหมือนที่แตกต่าง

วันพุธ 13 พฤษภาคม 2009

Thailand turns into Indonesia – and vice versa
Peter Hartcher
ที่มา – The Sydney Morning Herald
๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๒
แปลและเรียบเรียง – chapter 11

ประเทศไทยนิยมที่จะเรียกตัวเองว่าดินแดนแห่งรอยยิ้ม แต่ไม่นานนักหลังจากการได้สัมผัสประชาธิปไตยในปี ๒๕๓๕ ดูเหมือนคำขวัญอย่างเป็นทางการคำนี้จะไม่ถูกต้องไปเสียแล้ว

ประชาธิปไตยดูเหมือนจะเบ่งบาน แม้ว่าในช่วงความบอบช้ำของวิกฤติเศรษฐกิจของเอเซียในปี ๒๕๔๐ บรรดานายพลทั้งหลายยังกบดานอยู่ในที่มั่น ความเจริญได้กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลกันเข้ามา นักลงทุนต่างชาติยิ้มแย้มกับคนไทยซึ่งตอบแทนด้วยความเอื้อเฟื้อ

ประเทศที่คล้ายคลึงกันอย่างอินโดนีเซีย ภาพที่เห็นจะดูน่ากลัว คำขวัญของประเทศที่ว่า หลากหลายชาติพันธุ์รวมใจเป็นหนึ่ง ดูเหมือนว่าจะเป็นการเสียดสี ชนชาติที่แตกต่างถูกบีบบังคับให้มีการสามัคคีกันอย่างน่ากลัวจากซูฮาร์โต ผู้เป็นเผด็จการแห่งกองทัพ วิกฤติเศรษฐกิจของเอเซียได้กดดันให้ซูฮาร์โตต้องออกจากตำแหน่งในปี ๒๕๔๑ อนาคตของประเทศดูเหมือนจะพบแต่ความมืดมน

ผู้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อมาที่ขาดทั้งความฉลาดและฝีมือในการทำงาน เศรษฐกิจตกในสภาพร่อแร่ ชาวอิสลามได้ลุกขี้นมาทวงสิทธิ์ของตัวเอง หลังจากที่ถูกซูฮาร์โตควบคุมให้อยู่แต่ในความสงบ ชาวมุสลิมซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายบีบบังคับต่อชนกลุ่มน้อยที่แตกต่าง

อนาคตของอินโดนีเซียดูเหมือนจะแย่ยิ่งไปกว่าเดิม ผู้ก่อการร้ายทำการระเบิดใส่นักท่องเที่ยวที่กำลังพักผ่อนอย่างสงบในวันหยุดที่เมืองท่องเที่ยวบาหลี อิสลามอินโดนีเซียดูเหมือนจะผลิตผู้ก่อการร้ายรุ่นใหม่ให้นิยมความสุดโต่ง นักลงทุนต้องชะลอการลงทุน เพื่อหลีกเลี่ยงผลร้ายที่จะเกิดขึ้น

ถ้าประเทศไทยจะแทนด้วยความสดใสแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศอินโดนีเซียดูเหมือนจะเป็นความมืดมนของภูมิภาค

วันนี้เราเห็นเหตุการณ์กลับตาลปัตร ประเทศไทยในขณะนี้กำลังย่อยยับ ประสบกับวิกฤติรัฐธรรมนูญ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และการต่อต้านการลงทุน

ตามที่บางกอกโพสต์ได้ลงบทความเมื่อเดือนที่แล้วว่า “ประเทศที่เคยขี้นชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเอเซีย ศูนย์กลางแห่งการค้าและการคมนาคมของดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง อดีตที่เคยเป็นเสือแห่งเอเซีย และมีสมญานามที่ขี้นชื่อต่อนักท่องเที่่ยวว่า “อะเมซิ่งไทยแลนด์” กำลังคืบคลานใกล้จะเป็นประเทศที่ล่มจมได้อย่างไร

ในทางกลับกัน ประเทศอินโดนีเซีย กำลังมีเสถียรภาพและมีการยอมรับในตัวประธานาธิบดี ที่่มีทั้งวุฒิภาวะและทั้งมือสอาด อนาคตของชาติกำลังเติบโตอย่างสดใสมากกว่าประเทศอื่นใดในภูมิภาคนี้ อเมริกาเจ้าความคิดแห่งเสรีภาพ นับเป็นครั้งแรกที่แต่งตั้งให้อินโดนีเซียเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีทั้งเสรีภาพและมีความเป็นประชาธิปไตย

แอนดรูว์ แมคอินไตน์และดักกลาส ราเมจได้เขียนบทความลงในวารสารของสถาบันการวางแผนกลยุทธ์แห่งออสเตรเลีย (the Australian Strategic Policy Institute) ว่า “ประเทศอินโดนีเซียในปี ๒๕๕๑ นับว่ามีเสถียรภาพ มีการเลือกตั้งแข่งขันตามระบอบประชาธิปไตย บริหารการปกครองแบบกระจายอำนาจเป็นอย่างมาก ประสบความสำเร็จในการรักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ผู้นำที่มีฝีมือระดับชาติ และแสดงบทบาทในทางสร้างสรรค์ต่อภูมิภาค รวมทั้งขยายไปถึงสังคมระดับนานาชาติ

ในขณะที่อินโดนีเซียจรัสแสงจากความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเรื่องโลกร้อนที่บาหลีเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ ซึ่งมีตัวแทนเข้าร่วมประชุมจาก ๑๘๙ ประเทศทั่วโลก แต่เป็นเรื่องน่าอับอายสำหรับประเทศไทยเมื่อเดือนที่แล้ว ที่ต้องยกเลิกการประชุมสุดยอดแห่งอาเซียน ซึ่งมีผู้นำจาก ๑๖ ประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกมาร่วมประชุมในครั้งนี้

กองทัพไทยปฎิบัติการอย่างไร้ประสิทธิภาพในการปราบผู้ประท้วงเสื้อแดงที่พัทยา ผู้นำจากประเทศจีนและญี่ปุ่นต้องถูกอพยพทางเฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินที่มีผู้นำประเทศจากประเทศอื่นโดยสารมานั้นต้องเปลี่ยนทิศทาง กลายเป็นเรื่องที่ทำลายความน่าเชื่อถือของไทยอย่างไม่มีอะไรจะเปรียบได้ กับการที่ไม่สามารถเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม ไร้ซึ่งสมรรถภาพในการให้ความคุ้มครองต่อชีวิตของผู้นำระดับโลกในแผ่นดินของตัวเอง

มามองถึงจุดเหมือนและจุดต่างเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว

ในขณะที่ผู้ประท้วงเสื้อแดงประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน ได้ยึดท้องถนนในกรุงเทพ เพื่อชุมนุมต่อต้านการปฎิบัติการกดดันด้วยความรุนแรงของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อินโดนีเซียกลับประกาศผลของการเลือกตั้งอย่างสงบเรียบร้อย

เกิดอะไรขี้น ทำไมสองประเทศสำคัญในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้แลกที่กันอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้

เส้นทางของประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการตัดสินใจที่จะทำการรัฐประหารที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ล้มล้างรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งในปี ๒๕๔๔ และได้รับการเลือกตั้งอีกครั้งในปี ๒๕๔๘

เป็นนักธุรกิจพันล้านที่เป็นผู้นำให้เกิดการแบ่งฝ่าย ทักษิณได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากคนยากจนชนบทและชนชั้นกรรมกร แต่ได้ถูกต่อต้านอย่างบ้าคลั่งจากบรรดาศักดินาชาวกรุงและจากทหาร

การตัตสินใจในการส่งทหารทำการขับไล่ทักษิณมาจากพระราชวัง

ครั้งสุดท้าย ที่กษัตริย์ได้ทรงยื่นมือเข้ามายุ่งทางการเมืองก็เพื่อยุติวิกฤติความรุนแรงอันเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ แต่สำหรับครั้งนี้ท่านเองกลับเป็นตัวการ

ทั้งกองทัพและราชวังได้ยัดเยียดรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และสัญญาว่าจะให้มีการเลือกตั้งในอนาคต แต่ฝ่ายสนับสนุนทักษิณยังคงดื้อแพ่งดิ้นรนต่อสู้อย่างไม่สิ้นสุด ตัวทักษิณเองกำลังหนีจากคดีฉ้อราษฎร์บังหลวง ยังคงปลุกระดมให้มีการประท้วงจากนอกประเทศ นักวิเคราะห์ไทยได้กล่าวว่าเป็นเรื่องยากที่จะแก้ปัญหาใดๆได้ เพราะกำลังทั้งสองฝ่ายต่างก็เท่าเทียมกัน และการเลือกตั้งก็ไม่แน่ว่าจะแก้ปัญหาที่มีอยู่นั้นได้

ความโชคดีของประเทศอินโดนีเซีย จุดสำคัญมาจากการชนะการเลือกตั้งของ ซูซิโล บัมบัง ยุทโธโยโน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในอินโดนีเซียว่า เอสบีวาย อดีตนายพลซึ่งได้พิสูจน์ตัวเองว่าทั้งฉลาดและเป็นที่นิยมอย่างดีตั้งแต่เข้าบริหารประเทศในปี ๒๕๔๗ เขาถือนโยบายสนับสนุนด้านธุรกิจตามแนวทางตะวันตก รวมถึงนโยบายต่อต้านการก่อการร้าย และต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างแข็งขัน โดยแท้จริงแล้ว เขาได้อนุญาตให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับน้องเขยของเขาในคดีฉ้อราษฎร์บังหลวง

พรรคการเมืองอิสลามที่มีความพอดี ไม่สุดโต่ง

ขณะนี้ประเทศอินโดนีเซียมีสื่อที่มีเสรีภาพ และระบบศาลซึ่งแม้จะยังไม่ให้ความยุติธรรมนักแต่ก็กำลังมีการปรับปรุงอยู่ ประชาธิปไตยได้กลายเป็นความมีสิทธิตามกฎหมาย ทั้งนายพลและผู้ที่คล้ายกับผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอิสลามต่างเสนอตัวแข่งขันกันเพื่อได้รับคะแนนเลือกตั้งเข้าไปบริหารประเทศ ไม่ใช่จากท้องถนน ยุทโธโยโนมีคะแนนนิยมสูงสำหรับการเลือกตั้งสองขั้นตอนที่จะมีขี้นในเดือนกรกฎาคม และถ้ามีเหตุสุดวิสัยการเลือกตั้งก็จะถูกเลื่อนไปเป็นเดือนกันยายน

ทั้งภูมิภาคได้ประสบปัญหาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank) ได้ทำนายว่าการเจริญเติบโตทางเศรฐกิจของไทยจะลดลงจากเดิมร้อยละ ๒.๖ เมื่อปีที่แล้ว เหลือลบร้อยละ ๒ ในปีนี้ และได้คาดว่าอินโดนีเซียจะประสบปัญหาน้อยสุดคือ ลดลงจากร้อยละ ๖.๑ เหลือร้อยละ ๓.๖

ความแตกต่างที่ขาดเสียไม่ได้คือ ศักดินาผู้มีอำนาจแห่งประเทศอินโดนีเซียโดยทั่วไปมีความเคารพต่อความชอบธรรมของอำนาจของความเป็นประชาธิปไตย แต่สำหรับประเทศไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น ต้นตอแห่งการต่อต้านประชาธิปไตยได้พิสูจน์แล้วว่าคือกษัตริย์ อินโดนีเซียได้ผงาดขี้นมาว่าเป็นประเทศที่มีความทันสมัย เป็นการลบความคิดที่ว่าอิสลามและประชาธิปไตยจะอยู่ร่วมกันด้วยไม่ได้ ความหลากหลายได้ถูกหล่อหลอมให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้ความเป็นประชาธิปไตย ประเทศไทยกำลังย้อนกลับไปสู่ระบบที่น่าเศร้า ความไม่ถูกต้องของอัตตาธิปไตย ซึ่งรอยยิ้มเป็นได้เพียงแค่การแสยะยิ้ม

ปีเตอร์ ฮาทเชอร์ เป็นบรรณาธิการของเฮอรอลภาคต่างประเทศ

Advertisements
No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: