Skip to content

มิตรก็คือศัตรู ในประเทศไทย

วันจันทร์ 11 พฤษภาคม 2009

My friend is my enemy in Thailand
By Shawn W Crispin – ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒
ที่มา – AsiaTimes.com
แปลและเรียบเรียง – chapter 11

กรุงเทพ – เมื่อความรุนแรงต้องถูกทำลายลง ซึ่งเป็นเรื่องที่มั่่นใจได้เลยว่า จะก่อให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อนในความสัมพันธ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เมื่ออีกฝ่ายมีการสลายตัว ในขณะที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะล้มเลิกท่าทีในการประนีประนอมใหม่ รวมถึงโอกาสที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการนิรโทษกรรมต่อนักการเมืองที่ถูกห้ามเล่นการเมืองมากกว่า ๑๐๐ คน การกลับมารวมตัวกันใหม่ของนักการเมืองเหล่านี้อาจจุดชนวนให้เกิดที่มาแห่งความไม่มั่นคง และขัดขวางแผนการณ์ของรัฐบาลในการที่จะผลักดันให้มีวิธีการปฎิบัติตามแนวทางประชาธิปไตย ในการเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า

เจ้าหน้าที่ราชการและนักวิเคราะห์ยังคงประเมิณผลกระทบอันเกิดมาจากความรุนแรงจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลบนท้องถนน และการเข้าสลายการชุมนุมโดยกองทัพเมื่อเดือนที่แล้ว เป็นการขุดหลุมฝังกองกำลังที่สนับสนุนอดึตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่กำลังลี้ภัยอยู่ในขณะนี้ ซึ่งได้ทำการต่อต้านรัฐบาลผสมของอภิสิทธิ์ รวมทั้งกองกำลังทหาร ข้าราชการและองคมนตรีที่เชื่อกันว่าหนุนหลังอยู่ การปะทะกันในครั้งนั้นและการลอบสังหารแกนนำการประท้วงต่อต้านทักษิณ ได้เปิดรอยร้าวในทางการเมืองขี้นมาใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นการจุดชนวนให้เกิดความไม่สงบและความรุนแรงมากขี้น

ฝ่ายรองบ่อนกลุ่มประท้วงเสื้อแดง หลังจากที่ได้ถูกสลายการชุมนุมเมื่อเดือนที่แล้ว และตามข้อมูลจากแกนนำ นปช. รุ่นสองว่าแกนนำหลักได้ถูกควบคุมตัวชั่วคราว เมื่อไม่กี่อาทิตย์มานี้บรรดาแกนนำรุ่นใหม่ได้เสนอยุทธวิธีการต่อสู้แบบใหม่ในอนาคต บางกลุ่มจะใช้วิธีการประท้วงโดยมวลชน ในขณะที่อีกบางกลุ่มรณรงค์ให้มีการใช้กำลังอาวุธเข้าต่อสู้

นักการทูตหลายคนที่ใกล้ชิดกับสถานการณ์ดังกล่าวได้กล่าวว่า วีระ มุสิกพงศ์ แกนนำร่วม นปช. เป็นผู้นำพาสถานการณ์ให้รอดพ้นจากเหตุการณ์ที่มีทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงขี้นเมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ด้วยการประกาศสลายการชุมนุมกับผู้ประท้วงที่ยังคงเหลืออยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ คน หลังจากที่กองทัพได้เข้าโอบล้อมการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในกรุงเทพ นักการทูตคนดังกล่าวได้อ้างว่า ในวันนั้นผู้ประท้วง นปช. บางคนมีระเบิดปิงปองซึ่งเป็นระเบิดที่ทำเอง ถ้าระเบิดขี้นมาแล้วสถานการณ์จะเพิ่มความรุนแรงมากขี้นในพริบตา

ในขณะที่แกนนำร่วม นปช. อันมี วีระ จตุพร พรหมพันธ์ เหวง โตจิราการ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เรียกร้องให้มีการประท้วงใหม่อย่างสันติ นักวิเคราะห์ได้กล่าวว่าขณะนี้ทักษิณกำลังมองหาแกนนำ นปช. คนใหม่ ซึ่งตัวเลือกที่มีชื่อปรากฎในหน้าข่าวขณะนี้คือ นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช ผู้ใกล้ชิดทักษิณ และภูมิธรรม เวชยชัย อดึตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ถ้าเป็นเช่นนี้ นปช. ก็เหมือนจะแยกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนิยมการประท้วงแบบสันติวิธีและไม่เกาะกับทักษิณมากนัก อีกกลุ่มใช้วิธีต่อสู้โดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่า เป็นคนวงในของอดีตนายกที่กำลังลี้ภัย

นักการทูตคนหนึ่งให้ข้อคิดว่า ในขณะที่ นปช. แพ้การต่อสู้ แต่การเคลื่อนมวลชน ๑๐๐,๐๐๐ คนเมื่อวันที่ ๘ เมษายนนั้น เป็นการชุมนุมที่ได้ผลในการเรียกร้องต่อความไม่เท่าเทียมกัน และความอยุติธรรมในสังคมไทย คำถามจากนักการทูตท่านนี้คือ การเคลื่อนไหวจะทำได้โดยไม่ต้องรับเงินสนับสนุนจากทักษิณ หรือไม่ต้องติดอยู่กับภาพของทักษิณ และเป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้หรือไม่ แทนที่จะทำให้สถานการณ์ที่ไม่มีความมั่นคงเลวร้ายลงไปอีกจากความวุ่นวายและความรุนแรง ซึ่งเป้าหมายเพียงเพื่อล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ และนำทักษิณกลับมาสู่อำนาจ

มูลเหตุจากการลี้ภัย

ทักษิณซวนเซจากวิกฤติที่เกือบจะหายนะ มูลเหตุส่วนหนึ่งมาจากความล้มเหลวในการเจรจาต่อรองอย่างลับๆหลังฉาก ซึ่งมีชาวยุโรปเป็นตัวแทนในการต่อรอง แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดทักษิณและเหตุการณ์นั้นกล่าวว่า การเจรจาในทุกครั้ง กองทัพและราชวงศ์เป็นส่วนสำคัญในการเจรจา เป้าหมายเพื่อขอเงิน ๗๕,๐๐๐ ล้านบาทที่ถูกยึดคืน เพื่อแลกเปลี่ยนกับคำสัญญาที่ว่าทักษิณจะไม่กลับคืนสู่เวทีการเมือง

ในการสร้างข้อต่อรองใหม่จากข้อต่อรองเดิมที่ล้มเหลว ทักษิณได้ประกาศอย่างชัดแจ้ง กล่าวหาองคมนตรีบางคนว่าเป็นผู้ที่บงการการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ และจากการสัมภาษณ์กับเดอะไฟแนนเชียลไทม์เมื่อไม่นานมานี้ ที่ว่ากษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดชได้ทรงทราบล่วงหน้าในการกระทำรัฐประหาร ก่อนหน้านี้เป็นที่ทราบกันว่า ทักษิณเลิกทำการเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ จึงเป็นการย้ำเรื่องความคิดที่ว่า ไม่มีใครในราชวงศ์วางตัวเป็นกลางกับความสัมพันธ์ในครั้งนี้

จากแหล่งข่าวนักการทูตและผู้ใกล้ชิดในวังกล่าวว่า หลังจากกลับสู่ประเทศไทยหลังจากลี้ภัยในปี ๒๕๕๑ ทักษิณได้เข้าเฝ้าเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณในหลายวาระ โดยผ่านทางหุ้นส่วนทางการเงิน อนุทิน ชาญวีระกุล ประธานบริษัท ชิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และทักษิณได้เคยเข้าเฝ้าเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณอย่างน้อยถึงสองครั้ง ในปี ๒๕๔๙ และในปี ๒๕๕๐ ซึ่งอยู่ในระยะที่ทักษิณกำลังอยู่ในระหว่างลี้ภัยในอังกฤษหลังจากรัฐประหาร ซึ่งเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณใช้เวลา ๙ เดือนประทับอยู่ในยุโรป

มีเรื่องเพิ่มรสชาติจากผู้สังเกตุการณ์ว่า การที่ นปช. ทุบรถของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งจอดอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน มีความหมายเป็นพิเศษ เพราะนายนิพนธ์เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงซึ่งได้ชื่อว่า มีความใกล้ชิดกับเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ รวมถึงเคยร่วมชั้นเรียนด้วยกันที่โรงเรียนประจำในยุโรป

นักการทูตบางคนได้ตีความหมายในการทุบรถและการที่ นปช. ออกโรงวิจารณ์ประธานองคมนตรี ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณอย่างแรงว่า ทักษิณและพวกพ้องสามารถทำให้การสืบสันตติวงศ์ที่ใกล้เข้ามาเป็นเรื่องที่ยุ่งยากขี้น ถึงแม้ว่าเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณเป็นผู้สืบสันตติวงศ์โดยตรง ในเวลาเดียวกันหลายคนได้เชื่อว่า ทักษิณได้ทำพลาดไปในการโยงกษัตริย์ภูมิพลอันทรงเป็นที่เคารพบูชา และพระชนมายุ ๘๑ พรรษา ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศเมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับความคิดเห็นทางการเมือง

ในขณะเดียวกันในวันที่ ๑๗ เมษายน การลอบสังหารเจ้าพ่อสื่อและผู้นำแกนนำพันธมิตรนายสนธิ ลิ้มทองกุล อาจมีผลให้การรวมตัวทางการเมืองก่อนหน้านั้นเกิดการชะงัก สนธิได้กล่าวหาทหารอย่างเปิดเผยว่า เป็นตัวการวางแผนร่วมกับทักษิณในการกระหน่ำยิง เพื่อทำการลอบสังหารแต่ประสบความล้มเหลว

สนธิได้กล่าวกับนักข่าวของเอเซียไทม์ในขณะที่ทำการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลว่า เขาเชื่อว่า ผบ.ทบ.พล อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา พล อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก และ รมว.กลาโหม พล.อ.ประวิทย์ วงศ์สุวรรณ ว่าเป็นผู้ที่กุมอำนาจทางการเมืองของอภิสิทธิ์ พล อ.อนุพงศ์ได้ปฎิเสธว่าได้รู้ล่วงหน้าหรือเกี่ยวข้องกับแผนการลอบสังหารสนธิ แต่ได้ยอมรับว่าปลอกกระสุนที่พบในที่เกิดเหตุเป็นกระสุนที่ใช้ในกองทัพไทย

สนธิได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเมื่อไม่นานมานี้ วิจารณ์ทหารเหล่านี้และได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่า ได้เปลี่ยนความเห็นเป็นว่า วาระการเปลี่ยนแปลงของ “การเมืองใหม่” ของพันธมิตร มีบางอย่างที่คล้ายกับการรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของ นปช. การประท้วงบนท้องถนนของพันธมิตรเป็นการแผ้วทางให้เกิดการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ ซึ่งขับไล่รัฐบาลทักษิณ และพันธมิตรได้หยุดการเคลื่อนไหวในระหว่างการบริหารประเทศของรัฐบาลที่แต่ง ตั้งมาจากทหารในปี ๒๕๔๙ และ ๒๕๕๐

การรวมตัวกันครั้งที่สองของพันธมิตรเมื่อปีที่แล้วขัดขวางการทำงานของรัฐบาลฝ่ายทักษิณทั้งสองรัฐบาล ซึ่งต้องถูกยุบตามคำสั่งของศาลที่ยังน่ากังขา รวมถึงคำสั่งจากศาลเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคมให้ยุบพรรคพลังประชาชนที่กำลังบริหารประเทศในขณะนั้น สนธิคลุมตัวเองในการเคลื่อนไหวการประท้วงด้วยสีเหลือง ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของราชวงศ์ และได้ทำการปลุกระดมมวลชนครั้งแรกในปลายปี ๒๕๔๘ โดยการกล่าวหานายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่บริหารประเทศในขณะนั้นว่า เป็นผู้ที่ไม่จงรักต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งทักษิณได้ปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา

ความจงรักภักดีต่อราชวงศ์

สนธิยังคงโจมตี พล อ.อนุพงศ์ และ พล อ.ประยุทธ์ อย่างไม่ยั้ง นายทหารทั้งสองได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณเป็นกองทหารราบรักษาพระองค์ในราชินีสิริกิติ์ นักการทูตและนักวิเคราะห์ต่างสงสัยว่า สนธิจะปลุกระดมมวลชนเพื่อการประท้วงที่จะมีขี้นในอนาคต โดยใช้ประเด็นปกป้องราชวงศ์ รวมถึงประเด็นในการปกป้องนายพลทั้งหลายหรือที่ปรึกษาของราชวงศ์ อยู่อีกหรือไม่

หนังสือพิมพ์ฉบับภาษาไทยของสนธิออกโรงสนับสนุน พล อ.สะพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตแม่ทัพภาคที่ ๓ อย่างเปิดเผย มากกว่า พล อ.อนุพงศ์ ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในปี ๒๕๕๐ และ พล อ.อนุพงศ์ก็ได้รับตำแหน่งนี้ ตั้งแต่นั้นมา พล อ.อนุพงศ์ได้รวบอำนาจสั่งการที่สำคัญไว้ทั้งหมด ซึ่งก็ถูกวิจารณ์จากทหารคนดังกล่าว และสนธิได้ออกมาย้ำในเรื่องที่ว่า พล อ.อนุพงศ์ได้ประสบความล้มเหลวในการกำจัดอิทธิพลสายทักษิณให้เด็ดขาด

สนธิได้รนหาที่เมื่อปีที่แล้ว จากในช่วงที่มีการประท้วง เขาได้กล่าวหา พล อ.อนุพงศ์ว่ารับเงินจากทักษิณที่จ่ายค่าโรงเรียนให้ลูกๆของเขา และสนธิยังได้กล่าวหาแบบเดียวกันนี้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า คนในของราชวัง ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล ซึ่งเคยออกโรงปกป้องทักษิณต่อหน้าสาธารณว่าทักษิณมีความจงรักภักดีต่อ กษัตริย์ ว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางแผนฆ่าสนธิ ท่านผู้หญิงปฎิเสธอย่างไม่มีเยื่อใยในการกล่าวหาดังกล่าว และสำนักพระราชวังรีบออกข่าวแก้ไขทันที เมื่อมีการอ้างอิงถึงท่านผู้หญิงวิระยาว่า เป็นนางสนองพระโอษฐ์ในราชินีสิริกิติ์

คำถามที่รายล้อมต่อนายปีย์ มาลากุล ที่ปรึกษาระดับสูงของราชวงศ์ และเป็นพันธมิตรกับสนธิ ที่ว่าได้ถูกลดบทบาทลง จากบุคคลวงในราชวังคนหนึ่งได้เล่าว่า นายปีย์ไม่ได้เข้าร่วมในงานราชพิธีต่างๆในราชวังเกินหนึ่งเดือนแล้ว นายปีย์เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับราชินีสิริกิติ์ และเป็นบุคคลเดียวที่คอยเฝ้าให้คำปรึกษาแก่กษัตริย์ภูมิพล เมื่อครั้งที่ทรงดำเนินตามชายหาด รอบพระราชวังไกลกังวลหัวหิน

แหล่งข่าวจากบุคคลในวังคนหนึ่งได้กล่าวว่า นายปีย์คนนี้ที่ได้ให้คำแนะนำแก่ราชินีสิริกิติ์ให้ทรงเสด็จไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพน้องโบว์ ผู้ประท้วงพันธมิตรที่ถูกฆ่าตายในระหว่างการปะทะกับตำรวจในวันที่ ๗ ตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าราชวงศ์ได้หนุนหลังพันธมิตร ทักษิณได้กล่าวหานายปีย์ว่า ได้เคยเป็นเจ้าภาพในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่บ้านของเขาเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๙ เพื่อวางแผนทำรัฐประหารขับไล่รัฐบาลของเขา นายปีย์ได้ปฎิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และแจ้งว่าไม่มีทหารเข้าร่วมงานแม้แต่คนเดียว

พันธมิตรได้เคยประกาศมาแล้วว่า จะรวมตัวประท้วงบนท้องถนนครั้งใหม่เพื่อทำการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะนำไปสู่่การนิรโทษกรรมนักการเมือง ๑๑๐ คน ซึ่งถูกห้ามเล่นการเมือง ๕ ปี จากคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่กองทัพแต่งตั้งขี้นในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๐ ยกเว้นทักษิณผู้ซึ่งโดนข้อหาอาชญากรรม ความเสี่ยงสำหรับอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์คือ พันธมิตรร่วมกับรัฐบาลผสมและกองทัพ เช่นเดียวกับแกนนำ นปช. ที่ได้เคยร่วมกับรัฐบาลก่อน บนเวทีการประท้วง

ภารกิจของกองทัพ

เหล่านี้จะเป็นข้ออ้างง่ายๆ หลังจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของอภิสิทธิ์ และการเต็มใจให้ความช่วยเหลือทางกำลังทหารภายใต้การนำของ พล อ.อนุพงศ์ในการกวาดล้าง นปช. ซึ่ง พล อ.อนุพงศ์ บุคคลนี้เมื่อปีที่แล้วได้เคยปฎิเสธที่จะนำกำลังทหารเข้ากระทำการเช่นเดียวกันภายใต้การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาลฝ่ายทักษิณทั้งสองครั้ง ความล้มเหลวในการปฎิบัติการรักษาความปลอดภัยในตัวอภิสิทธิ์แสดงให้เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลของอภิสิทธิ์ขาดอำนาจการควบคุมในส่วนหลักของกองกำลังตำรวจแห่งชาติ

ทักษิณเคยเป็นนายตำรวจมาก่อน และเชื่อว่ายังคงมีอิทธิพลเหนือเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคน แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดในเหตุการณ์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อยหลายๆนายได้ร่วมการชุมนุมกับ นปช. หลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจ และบางนายถึงกับเปลี่ยนมาใส่เสื้อสีแดงในขณะที่ยังคงปฎิบัติหน้าที่อยู่ จึงมีการหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาหารือกันในหน่วยงานของรัฐบาล และเมื่อผู้สนับสนุนทักษิณได้เรียกร้องให้มีการใช้อาวุธ จึงไม่ใช่เพียงแค่การขู่

นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาลได้กล่าวว่า กลุ่มวงในของนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาว่าการที่ นปช. ได้ทำการทุบรถของอภิสิทธิ์ที่กระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายนนี้ เป็นการประสานงานกันอย่างดีในการพยายามลอบสังหาร หลังจากที่ได้ศึกษาฟิล์มบันทึกเหตุการณ์การรักษาความปลอดภัยในมุมมองกว้าง แสดงให้เห็นว่า บุคคลสวมหน้ากากและมีอาวุธปืนนั้นอยู่ในตำแหน่งของรัศมีการโจมตี เห็นได้ชัดว่ากำลังรอเพื่อให้ผู้ประท้วงฝ่ายแนวหน้าทำการทุบกระจกรถที่กันกระสุนให้แตกเสียก่อน

ความเป็นกลางของตำรวจเป็นเรื่องที่น่ากังขา พล อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบกเป็นผู้สั่งการในการรักษาความปลอดภัยของอภิสิทธิ์ และผู้ช่วยของเขาเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้ นักการทูตบางคนเชื่อว่าบทบาทของพล อ.ประยุทธ์ ต่อการปราบการจราจลของ นปช. อย่างได้ผลนั้นอาจจะเป็นการช่วยชีวิตรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งลุ่มๆดอนๆหลังจากที่ผู้ประท้วง นปช. ได้บุกเข้าไปในสถานที่ที่ใช้เป็นที่ประชุมสุดยอดอาเซียนซึ่งมีผู้นำระดับโลกมาร่วมประชุมด้วย

กองทัพเป็นผู้คุมอำนาจในการบริหารประเทศช่วงห้าเดือนของอภิสิทธิ์ บางครั้งบริหารจากคำสั่งของพวกเดียวกัน แม้ว่ารายงานส่วนใหญ่จะระบุว่าทหารยังคงทำตามคำสั่ง เมื่ออภิสิทธิ์ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และยืนกรานว่าห้ามไม่ให้มีการเสียชีวิตในการปราบปรามผู้ชุมนุม แหล่งข่าวจากกองทัพได้กล่าวว่า นายพลระดับสูงรู้อยู่แก่ใจดีว่า การทำรัฐประหารอีกครั้งจะเป็นเรื่องที่ไม่เป็นที่ยอมรับ จึงยินดีกับสภาพของการเมืองที่เป็นอยู่แบบนี้ ตราบใดที่ยังมีงบประมาณหมุนเวียน และการจัดการเรื่องความขัดแย้งในทางภาคใต้อันเกี่ยวข้องกับกลุ่มมุสลิมแยกดินแดนให้ตกเป็นหน้าที่ของทหาร ไม่ใช่เป็นการสั่งการจากพลเรือน

นายปณิธานกล่าวว่า งบประมาณของกองทัพได้เพิ่มขี้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันนับตั้งแต่การทำรัฐประหาร ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพียงร้อยละ ๑.๘ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งยังต่ำว่ามาตราฐานสากลในการทำนุบำรุงรักษากำลังการต่อสู้ให้ทันสมัยของทหารจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ นาย นายปณิธานอดีตอาจารย์ด้านนโยบายการป้องกันประเทศ ซึ่งเคยทำการฝึกอบรมให้แก่ข้าราชการทหารตำแหน่งสูงหลายๆคน ตามข่าวของนักการทูตหลายๆคน นายปณิธานเป็นหนึ่งในมือขวาของอภิสิทธิ์ในการประสานงานกับกองทัพ ซึ่งทำการแปลความหมายเมื่อมีการเคลื่อนไหวและมีแรงกระตุ้น

แนวทางใหม่

เรื่องที่เห็นได้ชัดก็เนื่องมาจาก นปช. ได้แสดงพลังอันคาดไม่ถึง ทำให้ตำรวจต้องทบทวนแนวทางใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้ได้มีการคาดคะเนกันอย่างกว้างขวางว่าจะยุบสภาและให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกลางปี ๒๕๕๓ ซึ่งประจวบกันกับการทำนายว่าเศรษฐกิจจะกระเตื้องขี้นเล็กน้อย แต่ในปีนี้การเติบโตจะหดตัวลงไปถึงร้อยละ ๕

หนึ่งในรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ให้ข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลได้เริ่มวางนโยบายให้มีการเลือกตั้งใหม่ รวมถึงนโยบายที่จะแจกจ่ายที่ดินทำกินในป่าสงวนให้ชาวบ้านมากกว่า ๒.๒ ล้านคน ซึ่งยังคงถือโฉนดดังกล่าว และนโยบายที่จะให้สัญชาติไทยต่อผู้ที่อาศัยตามชายแดนที่ถูกทอดทิ้ง

พรรคประชาธิปัตย์หวังอย่างยิ่งที่จะครองความนิยมจากคะแนนเสียงใหม่ รวมถึงแผนการแจกเงิน ๒,๐๐๐ บาทให้กับผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศจำนวนมากกว่า ๑๑ ล้านคน นโยบายค่อยๆเพิ่มงบประมาณรายจ่าย เพื่อช่วยป้องกันผลกระทบจากวิกฤติเศรฐกิจโลก ซึ่งได้มีการแจกเงินไปเมื่อเดือนที่แล้ว และนักการเมืองจากพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล คาดว่าจะเป็นผู้ได้รับเงินจำนวนนี้ผ่านทางกระทรวงที่พรรคตัวเองเป็นรัฐมนตรีอยู่

นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่อยู่หลังฉาก แหล่งข่าวใกล้ชิดเหตุการณ์รายงานว่า นายเนวินกำลังถูกกล่าวหาว่า ได้มีการวางตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทางการเมืองของเขาในบอร์ดการบินไทยที่มีรัฐบาลเป็นผู้บริหาร และเป็นกิจการที่มีแต่การขาดทุน นโยบายแล้วนโยบายเล่าที่ออกมาจะเป็นการเปิดโอกาสให้พรรคร่วมรัฐบาลได้ การกล่าวหาเรื่องการโกงกิน ของพรรคเพื่อไทยฝ่ายทักษิณซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ทำนองเดียวกับคดีที่ดินอื้อฉาวซึ่งในที่สุดก็ฉุดให้พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นรัฐบาลในปี ๒๕๓๗ ลงมาจากอำนาจ

นักการทูตท่านหนึงได้อ่านแถลงการณ์ของรัฐมนตรีการคลังที่จะตัดงบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๕๓ เนื่องจากรายได้ที่ขาดหายไป และเป็นแผนการทางการเมืองที่จะทำให้พรรคภูมิใจไทยอยู่ห่างจากงบประมาณ จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งชุดใหม่ได้เริ่มต้นในโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานซึ่งต้องใช้เงินงบประมาณมหาศาล การประกาศโครงการที่ใช้เงินมากแบบนี้เพียงพอที่จะดึงดูดนักการเมืองหลายคนจากพรรคเพื่อไทย ให้ย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหลายคนมีทีท่าที่จะย้ายพรรคก่อนที่ นปช. จะทำการประท้วง

นั่นเป็นการเล่นการเมืองแบบเก่าซึ่งทั้ง นปช. และพันธมิตรกล่าวว่า พวกเขายืนหยัดต่อต้านและอาจจะทำการประท้วงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ถ้าอภิสิทธิ์สามารถทำให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จและมีการนิรโทษกรรม ซึ่งการย้ายพรรคอาจจะให้ประโยชน์ต่อพรรคร่วมของเขา เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทยฝ่ายทักษิณ การเคลื่อนไหวบนท้องถนนที่สร้างความแตกร้าวอาจจะแทนด้วยผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย จากการเมืองใหม่ที่เกิดขี้นมาก็เป็นได้

ฌอน ดับเบิ้ลยู คริสพิ้น เป็นบรรณาธิการของเอเซียไทม์ออนไลน์แห่งตะวันออกเฉียงใต้ ติดต่อเขาได้ที่ swcrispin@atimes.com

Advertisements
No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: