Skip to content

แต่งแต้มด้วย “กฎหมายหมิ่นฯ”

วันอาทิตย์ 3 พฤษภาคม 2009

“Lese Majeste” Rouge
By: Kian Mokhtari
ที่มา – Press TV , ๑๒ เมษายน ๒๕๕๒
แปลและเรียบเรียง – chapter 11

ชายฝั่งแห่งการเมืองของประเทศไทยถูกโถมกระหน่ำซัดด้วยคลื่นยักษ์ของทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลืองไม่จบไม่สิ้น นับตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารบก สนธิ บุญยรัตกลิน ขับไล่อดีตนายกผู้ดูแล ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี ๒๕๔๙ แล้วตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลซึ่งได้รับการรับรองจากราชวงศ์ หลังจากสิ้นสุดการเข้าเฝ้ากษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดชของสนธิในพระราชวัง ได้มีการแพร่ภาพออกอากาศในทันทีเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นเป็นนัยว่า ราชวงศ์ได้เห็นชอบกับการทำรัฐประหารของกองทัพที่ครึกโครมเพื่อต่อต้านรัฐบาลผู้ดูแล ซึ่งได้รับเลือกตั้งมาตามแนวทางประชาธิปไตย

ผู้ร่วมกระทำการซึ่งดำรงยศที่สูงของกองทัพอีกอย่างน้อย ๒ คน และเป็นผู้ที่กษัตริย์ภูมิพลทรงไว้วางพระราชหฤทัยมานาน ผู้ซึ่งมีสันดานแทรกแซงทางการเมืองไทยตลอดมา และเป็นผู้ที่กำลังมอบอำนาจแบบสมบูรณาญาสิทธิราชที่ขาดความเป็นประชาธิปไตยให้พระมหากษัตริย์ สนธิ บุญยรัตกลินได้กลายเป็นบุคคลซึ่งใกล้ชิดมากที่สุดกับการรัฐประหาร

ยี่ห้อทักษิณ ชินวัตรในการเปิดหูเปิดตาความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งได้กลายเป็นการถูกกล่าวหาว่าสร้าง “ความแบ่งแยกในสังคมอย่างไม่เคยมีมาก่อน” และเพื่อสร้างความพอใจที่มากขี้นให้กับผู้ที่จงรักภักดีต่อกษัตริย์ซึ่งก็ยังน่าสงสัยอยู่ และเพื่อเป็นการนำเอาศักดินาจากกรุงเทพเข้าร่วมในคณะปฏิรูปการปกครองของกองทัพ ในการร่วมกันกล่าวหาทักษิณว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หรือทำการล่วงละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์

ความจริงที่ว่า นายพลระดับสูง ๓ นายของกษัตริย์สนใจที่จะดำรงรักษาความใกล้ชิดต่อกษัตริย์มากกว่าที่จะปกป้องระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศของแถบเอเซียที่ค่อยๆเพิ่มความมีเสถียรภาพ นับตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ถึง ๒๕๓๔ มีการรัฐประหารที่อิงราชวงศ์ถึง ๑๗ ครั้ง และเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงการประจบสอพลอของเหล่าบรรดานายพลที่อ้าง “ความจงรักภักดี” ต่อราชบัลลังก์ นายพลต่างๆมีความหวาดกลัวที่ทักษิณได้รับความนิยมมากขี้น และอำนาจทางการเงินที่เพิ่มมากขี้น   

อย่างไรก็ตาม บรรดานายพลในประเทศไทยเกือบจะสูญพันธ์ เนื่องจากการขาดความเข้าใจว่าผลที่เกิดจากการเป็นประชาธิปไตยคืออะไร ประชาธิปไตยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเชื่อม “รอยร้าวทางสังคม” จากกฎของเสียงข้างมาก
 
“กฎหมายหมิ่นฯ” เป็นการกล่าวหาที่น่าขบขันซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อต้านนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ในระบบที่กษัตริย์ควรอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามสมัยใหม่ การกล่าวหาที่เคยถูกใช้ลงโทษต่อผู้ที่กระทำผิดในสมัยโรมันยุคโบราณ โลกช่างไม่รู้เลยหรือว่านายพลทั้งหลายของเมืองไทยอยู่มาได้นานถึงขนาดนี้

นายพลที่ชื่อ เปรม ติณสูลานนท์ เป็นชื่อที่ไม่ได้ยินกันบ่อยๆ ซึ่งอยู่มาได้ยืนยาวขนาดนั้นจนน่าจะจำการกล่าวหาแบบนี้ได้ และผู้ช่วยคือ ผบ ทบ อนุพงศ์ เผ่าจินดา เคยมีคำพูดเด็ดก่อนการทำรัฐประหารของทหารเมื่อปี ๒๕๔๙ คุณพอจะเข้าใจเรื่องราวตรงนี้ได้หรือยัง

จะอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะทำให้กษัตริย์ไทยเสียหายหรือไม่ก็ตาม เป็นที่แน่ชัดว่าศาลที่ลำเอียงกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ในการเป็นตัวการทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างกษัตริย์อันเป็นที่เคารพบูชาและประชาชนส่วนใหญ่ของพระองค์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขี้นมาก่อนในสังคมไทย
 
การให้ลืมเรื่องที่ผู้สนับสนุนฝ่ายเสื้อเหลืองแสดงความโกรธแค้นเข้ายึดสนามบินหลักในกรุงเทพและสถาที่ราชการหลายแห่งนั้น ดูเหมือนว่าเป็นคราวของเสื้อแดงฝ่ายสนับสนุนทักษิณ ชินวัตรที่จะทวงคืนสิทธิที่ประเทศไทยจะได้มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งตามระบบประชาธิปไตย นปช (UDD) ได้กล่าวหารัฐบาลปัจจุบันซึ่งนำโดยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ที่แสนจะนุ่มนวลว่าเป็นแค่หุ่นเชิดของกองทัพ

ปัญหาสำหรับกษัตริย์คือ ภายใต้รัฐธรรมนูญของไทย นปช สามารถเรียกร้องตามกฎหมายให้ถอดถอนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ซึ่งได้รับการศึกษาจากอีตัน และออกซ์ฟอร์ด กองทัพไม่มีทางจะเลี่ยงประเด็นเพื่อทำการปิดบังการกระทำที่ได้มีการฝ่าฝืนกฎหมายของประชาธิปไตยของไทยอย่างรุนแรง จากการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ และอีกครั้งในวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ เมื่อ “อภิสิทธิ์ผู้ทรงเสน่ห์” เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผู้ไม่เคยได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนโดยตรงสักครั้ง

พักเรื่องโต้เถึยงทางการเมืองเอาไว้ก่อน เพราะเป็นเวลาที่โลกทั้งโลกกำลังจับตาดูสถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำที่เลวร้าย และความยากจนของสังคมที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขี้นในประเทศไทย และอาจจะเกิดขี้นต่อหน้าต่อตาก็เป็นได้

กษัตริย์ไทยควรได้รับคำปรึกษาอย่างรอบคอบ ในการทรงทำหน้าที่ประนีประนอมเพื่อหาคำตอบในการนำประชาธิปไตยที่เต็มใบของประเทศให้กลับคืนมา ก่อนที่การแบ่งแยกทางการเมืองและทางสังคมที่ขาดทิศทางตามกฎเกณฑ์ของประชาธิปไตยอย่างในปัจจุบัน และก็ต้องขอบคุณเป็นอย่างมากกับบรรดานายพลรุ่นซากพืชซากสัตว์ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่เห็นแก่ได้ และทำเพื่อพรรคพวกตัวเองไม่กี่คน ที่เริ่มทำให้ช่องว่างระหว่างราชวงศ์และไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินไม่สามารถประสานกันได้เสียแล้ว

Advertisements
No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: