Skip to content

ความวุ่นวาย แทบไม่ทำให้อะไรเปลี่ยน

วันอาทิตย์ 26 เมษายน 2009

Thai unrest unlikely to bring real change
By Frank G. Anderson
๒๔ เมษายน ๒๕๕๒
ที่มา – UPI Asia.com
แปลและเรียบเรียง – chapter 11

นครราชสีมา – ถ้าใครสักคนพยายามมองลงมาจากรังนกอินทรีย์ของการพัฒนาการเมืองในประเทศไทย เหตุการณ์ที่ธรรมดาแต่ดูซับซ้อนซ่อนเงื่อนได้ถูกเปิดเผยขี้นมา และเมื่อเปิดเผยออกมา จะเห็นแต่ความวุ่นวาย เต็มไปด้วยความทุจริต และเป็นการทำผิดที่ซ้ำซากอย่างในอดีตที่ชัดเจนยิ่งขี้น และเป็นเรื่องน่าเศร้า

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เป็นที่แน่นอนว่ากำลังมีอุปสรรคในการบริหารประเทศ แทบไม่ได้รับความความสนับสนุนจากด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งก็ต้องเผชิญหน้ากับเป็นการช่วงชิงอำนาจเพื่อความเป็นใหญ่ตามวิธีโบราณ ของกลุ่มพวกสวมเครื่องแบบที่มีกำลังอำนาจเพื่อหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง กลุ่มพวกนิยมจริยธรรมแบบจอมปลอม และพวกคลั่งเจ้าอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่ละกลุ่มต่างก็ลืมที่จะคิดไปว่า ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยไม่ใช่มาจากการแบ่งแยกกันในตอนนี้ แต่จากประวัติศาสตร์ที่มีความสามัคคีกันด้วยพื้นฐานที่มาจาก การทนยอม การยอมทน และวิธีทางศักดินาต่างหาก

เสนาะ เทียนทอง วัย ๗๕ นักการเมืองอาวุโส และนายทุนของพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบพรรคไป ได้แสดงให้เห็นชัดแล้วว่า อำนาจที่อภิสิทธิ์กำลังครองอยู่นั้นแทบไม่มีประโยชน์อะไร เขาได้เรียกร้องให้อภิสิทธิ์ลาออก และยอมให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติอย่างแท้จริง ในการเข้ามาบริหารราชอาณาจักร

รัฐบาลแห่งชาติ แน่นอน จะต้องมากจากการรวมของนักการเมืองอดีตพรรคไทยรักไทยที่ยังคงถูกห้ามเล่นการเมือง และผู้ที่ยังคงซื่อสัตย์ต่ออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และเสนาะหวังเช่นกันว่า จะรวมถึงทักษิณด้วย

สำหรับมุมมองเจาะลึกของนักการเมืองรุ่นเก่าของประเทศไทย อาจหาอ่านได้จากบทความของโรเจอร์ มิทตั้น “การปรับตัวของไดโนเสาร์” จาก Asiaweek.com นักการเมืองรุ่นเก๋าอย่างเสนาะ เทียนทอง สนั่น ขจรประสาท และบรรหาร ศิลปอาชา วัย ๗๗ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๑ ของประเทศไทย ได้อธิบายกันไว้ว่า ไม่ใช่เรื่องที่จะบริหารประเทศให้ประสบความสำเร็จอย่างไร แต่เป็นความสามารถในการคุมพรรคผสมได้แค่ไหนมากกว่า และไดโนเสาร์เหล่านี้จะพบเห็นได้จากเครือข่ายของเพื่อนเก่าที่ดียามยากจากหลายประเทศ รวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ว่า แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามหนทางที่ควรจะเป็น แถมยังมีแต่ทำความผิดซ้ำซาก และการทะเลาะเบาะแว้งกัน

เป็นเรื่องน่าสลด นี่เป็นการพิสูจน์หลักการที่เสื้อแดงได้อ้างว่า การประท้วงเพื่อต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวง และความไม่เท่าเทียมกันของสังคม อันนำมาซึ่งความเจ็บปวดของมวลชนที่เพิ่มมากขี้น และประโยชน์ตกเป็นของฝ่ายศักดินาเพิ่มขี้น เสื่อแดงได้สื่อความหมายที่ผิด เพราะแท้จริงแล้วเสื้อแดงต้องการนำทักษิณกลับเข้ามามีอำนาจ

ปัญหาของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแต่พวกไดโนเสาร์คุมระบบสังคมและระบบการเมือง แต่เป็นเพราะตัวระบบเองที่ได้ส่งเสริม ภาพลวงตาที่ว่า ความสำเร็จมาจากความสามัคคี การรอดพ้นภัยมาจากความร่วมมือกันของความเป็นไทย จากการความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ สำหรับชาวต่างชาติ จะให้ความชื่นชมถ้าเรื่องที่ตัวเองสนใจเหมือนกับที่คนไทยให้ความสนใจ และจะก่นด่าถ้าต่างกับตัวเอง

บทสรุปอย่างดีของการเมืองไทย รวบรวมได้จากคำพูดและคำสัมภาษณ์ของ นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ “ซีไอเอแห่งประเทศไทย” แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นนักการเมืองโดยแท้จริง แต่ประสงค์วัย ๘๒ เลือกใช้คำพูดด้วยความระมัดระวัง และให้บทสรุปอย่างยอดเยี่ยมของความเป็นจริงของการเมืองไทย ประสงค์เป็นผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่นของพรรคประชาธิปัตย์และเสื้อเหลือง และอาจจะเป็นนายทหารคนแรกที่ออกโรงประท้วงทักษิณ ชายอายุ ๘๐ ปีกว่าคนนี้ ได้เสนอมุมมองในแง่ที่มีคนไทยเพียงไม่กี่คน หรือคนที่อยู่ต่างประเทศจะเทียบได้

จากคำสัมภาษณ์ของประสงค์กับ เอเอสทีวี เมื่อวันพุธ และในบทบรรณาธิการของไทยโพสต์วันเดียวกัน เขาได้คาดการณ์ว่าจะมีการทำรัฐประหารอีกครั้งเพื่อทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือทำให้รัฐธรรมนูญเป็นโมฆะ และนำรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นที่นิยม และเป็นมิตรกับทักษิณ การเรียกร้องต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ได้มีมานานพอสมควรและมีแต่จะเพิ่มขี้น เพราะอะไรหรือ

ความต้องการในขณะนี้ที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายความชัดเจนว่า การยกโทษให้ผู้บริหารพรรคไทยรักไทย ๑๑๑ คน ซึ่งสูญเสียตำแหน่งทางการเมืองจากความผิดของผู้บริหารพรรคเพียงคนเดียว และอนุญาตให้พวกเขากลับคืนเข้าสู่เวทีทางการเมือง นั่นก็คือการคืนอำนาจให้กับทักษิณ

ตัวเลือกของประเทศไทยในขณะนี้ไม่มีอะไรที่น่าชื่นชม อย่างที่ในขณะนี้ ปฎิบัติการจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมซึ่งทำการหยุดยั้งต่อความต้องการที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมือง ตัวอย่างเช่น แทนที่อภิสิทธิ์จะรักษาสัญญาที่ว่าจะให้มีการปฎิบัติในคดีหมิ่นฯให้ยุติธรรมกว่าที่เป็นอยู่ กลับสั่งกองทัพให้สอดแนมประชาชน และดำเนินคดีต่อผู้ที่กระทำการล้ำเส้น ประชาชนถูกจับและถูกสอบสวนเกือบทุกวันจากมุมมองที่ดูหมิ่นราชวงศ์

เจ้าหน้าที่ตำรวจและศาลอ้างว่า ประเทศไทยมีความมั่นคงและความยุติธรรมเพิ่มมากขี้น แต่สื่อหัวโจกอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ถูกยิงในใจกลางกรุงเทพ ในเขตดูแลของทั้งตำรวจและทหาร ในช่วงที่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สนธิแสดงความอึกอักที่จะให้รายละเอียดต่อคำให้การว่าเกิดอะไรขี้นในการสืบสวนของตำรวจ เพราะเขาไม่ไว้ใจตำรวจ และเป็นการบอกเราถึงเรื่องราวความเป็นจริงของประเทศไทยในปัจจุบันนี้

(แฟรงค์ จี แอนเดอร์สัน เป็นตัวแทนของชาวอเมริกาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย แอนเดอร์สันเคยทำงานอาสาสมัครพีซคอของอเมริกาในด้านการพัฒนาชุมชุมในประเทศไทยตั้งแต่ปี ๒๔๙๙-๒๕๑๐ เป็นนักเขียนอิสระและเป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเป็นคนแรกคือ “โคราชโพสต์ www.thekoratpost.com” เขาได้ใช้เวลาอยู่ในประเทศไทยถึง ๗ ปี คลุกคลีกับสื่อท้องถิ่น เขาได้ปริญญาโทในสาขาการจัดการเรื่องข่าวสาร และได้อนุปริญญาในสาขาเทคโนโลยี่การก่อสร้าง)

Advertisements
One Comment leave one →
  1. วันจันทร์ 22 มิถุนายน 2009 17:40 น.

    ผมชอบเรื่องราวของประเทศไทยมากเลยครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: