Skip to content

สุวิชาโดนไป ๑๐ ปี

วันอาทิตย์ 5 เมษายน 2009

Suwicha gets 10 years!
Associate Professor Giles Ji Ungpakorn
redsiam – ๓ เมษายน ๒๕๕๒

เป็นประเทศและเป็นสังคมอย่างไรกันที่จับคนเข้าคุกเพียงแค่คนนั้นแสดงความเห็นทางอินเตอร์เน็ต เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศประสาอะไรที่สนับสนุนให้มีการทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ เป็นรัฐบาลประสาอะไรที่เข้ามามีอำนาจจากการรวมหัวกันกับกองทัพโดยการทำรัฐประหาร รัฐประหารจากศาลสองครั้งร่วมกับการออกมาแสดงความรุนแรงบนถนน ทั้งมีการติดสินบน และ การข่มขู่ เป็นนายกรัฐมนตรีประสาอะไรที่ตอแหลให้สื่อต่างชาติและนักวิชาการที่ออกซ์ฟอร์ดเกี่ยวกับว่าประเทศเป็นประชาธิปไตย และการใช้กฎหมายหมิ่นฯที่เข้มงวด เป็นชนชั้นปกครองประสาอะไรที่ใช้ “ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์” มาอ้างการทำรัฐประหารว่าถูกต้อง โดยการปฏิบัติเยี่ยงผู้ก่อการร้ายจากพวกที่สนับสนุนโดยการปิดสนามบินนานาชาติ และการเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวด ใช่ ตอนนี้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เกาะกลุ่มกันแน่นกับบรรดาประเทศที่มีการปกครองกดขี่แบบไร้ค่าของโลก

การที่ศักดินาชนชั้นปกครอง กองทัพ และเผด็จการพันธมิตรเสื้อเหลือง ร่วมกับพรรคที่ชื่อต่างกับการกระทำคือพรรคประชาธิปัตย์ จำคุกคนอย่างสุวิชา ท่อค้อถึง ๑๐ ปีจึงไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งที่สุวิชาทำทั้งหมดก็แค่แสดงความเห็นเกี่ยวกับราชวงศ์ทางอินเตอร์เน็ต แต่ขณะเดียวกันการที่แกนนำพันธมิตรใช้ถนนก่อความรุนแรง มีการปิดสนามบิน พวกนี้ยังลอยนวลและไม่มีท่าว่าจะติดคุก นายพลต่างๆที่ใช้อำนาจตัวเองในทางผิดโดยการทำรัฐประหาร ก็ยังคงตั้งหน้ากอบโกยผลประโยชน์ ไม่มีใครจะประหลาดใจว่าศาลไทยไม่มีความยุติธรรม สถาบันของรัฐบาลขนาดใหญ่ขาดความโปร่งใส และขาดความน่าเชื่อถือ รวมถึงสถาบันกษัตริย์ สถาบันศาล รัฐบาลและกองทัพ ศาลได้ใช้ความเห็นในกฎหมายหมิ่นฯของตัวเองในการปิดปากการวิจารณ์ใดๆ

ที่ควรน่าประหลาดใจและน่าเป็นห่วงคือการที่กลุ่มเคลือนไหวเอ็นจีโอในประเทศไทยเกือบทั้งหมด นักวิชาการไทยเกือบทั้งหมด และสื่อหลักทั้งหมด ปิดปากเงียบ ที่เลวยิ่งกว่านั้นคือ ให้การสนับสนุนการทำลายเสรีภาพในการพูดและทำลายประชาธิปไตย และสิ่งที่ทำให้เราไม่พอใจอย่างยิ่งก็คือ องค์การนิรโทษกรรมสากลไม่ยอมที่จะทำอะไรเลยในการปกป้องนักโทษทางความคิดในประเทศไทยนี้

การเคลื่อนไหวของเอ็นจีโอไม่เพียงแต่หันหลังให้กับ “การเมือง” และความสำคัญในการก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ในช่วงปี ๒๕๒๓ แต่ตอนนี้กลับมาชื่นชมการ “วิ่งเต้นทางการเมือง” ตอนแรกพวกนี้หลงใหลกับรัฐบาลไทยรักไทย ต่อมาพวกนี้เป๋ไปกับนโยบายเพื่อคนยากจนของรัฐบาล ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ากลุ่มเอ็นจีโอดำเนินโครงการณ์ “อย่างเล่นๆ” พวกนี้จีงเปลี่ยนไปซบอกกับพวกคลั่งเจ้าหัวเก่า เพี่อรักษาหน้าตัวเองโดยไม่ต้องคำนึงถึงการเมือง จากบทเรียนจากนานาชาติ และจากทฤษฎีใดๆ แกนนำกลุ่มเอ็นจีโอได้แย้งว่าพวกเราเป็นนักเรียกร้องของจริง ไม่ใช่พวกนั่งโต๊ะ หรือพวกนักบ้าทฤษฎีใดๆ เพื่อหาเรื่องมาอธิบายว่าทำไมพวกเขาถึงได้สนับสนุนการทำรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ ว่าเป็นการเหมาะสม และทำไมพวกเขาถึงไม่ได้ปกป้องประชาธิปไตยตั้งแต่่นั้นเป็นต้นมา แทนที่พวกนี้จะวิเคราะห์สถานะการณ์ทางการเมือง พวกนี้กลับไปเลียพวกนายพลต่างๆ รัฐบาลทุกสี และใครก็ตามที่พวกนี้จะได้รับผลประโยชน์

นักวิชาการยิ่งเลวมากไปกว่า นับเป็นสิบๆปีแล้วที่พวกนี้หลบเลี่ยงที่จะโต้แย้งเรื่องการเมือง มีแต่การทะเลาะจุกจิกกันเป็นการส่วนตัวแทนที่จะโต้แย้งโดยพื้นฐานของเหตุผล ไม่มีใครจะแสดงจุดยืนในความคิดหรือโต้แย้งกับความเชื่อของตัวเอง มีบางครั้งเมื่อหนังสือพิมพ์เขียนข่าว ก็จะออกมาเขียนในทำนองพรรณาวกไปวนมา และละเลยที่จะอธิบายต่อผู้ตั้งคำถามที่น่าอึดอัด ดังนั้นเมื่อพวกนี้ออกมาปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นกลางของตัวเอง และสนับสนุนการทำรัฐประหารปี ๒๕๔๙ พวกนี้จึงไม่จำเป็นที่จะต้องออกมาอธิบายให้แจ่มแจ้ง เพียงแต่พูดง่ายๆว่าคนยากจน “ไม่เข้าใจเรื่องประชาธิปไตย”  การกระทำที่ขาดความเป็นนักวิชาการแบบนี้ทำให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า หลายๆคนมีรายได้เพิ่มขี้นจากการร่วมมือกับศักดินาฝ่ายปกครอง

ศักดินาหัวเก่าไทยได้เล่มเกมส์อันตราย พวกเขาได้เริ่มสงครามกลางเมืองระหว่างประชาชน (ซึ่งขณะนี้แทนตัวว่าเสื้อแดง) และพวกคลั่งเจ้าเสื้อเหลือง เมื่อต้นปี ๒๕๔๙ พวกนี้ได้ตัดสินใจว่าจะนำเอาเครื่องมือนอกรัฐธรรมนูญมาใช้เพื่อกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หาเรื่องแก้ตัวว่า เพราะนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักไทย ทักษิณ ชินวัตรกระทำการ “การฉ้อราษฎร์” และ “ใช้อำนาจนอกเหนือหน้าที่” ในขณะที่คอยแต่วิจารณ์การกระทำของทักษิณและพรรคไทยรักไทย แต่ก็อย่าลืมรวมพวกศักดินาหัวเก่า รวมทั้งราชวงศ์ ซึ่งได้มีการฉ้อราษฎร์และใช้อำนาจนอกหน้าที่เช่นกัน สิ่งที่ศักดินาเหล่านี้ทนไม่ได้ก็คือ การที่มีใครสักคนขี้นมามีอำนาจ ผ่านขั้นตอนประชาธิปไตยเหนือพวกเขา

นับสิบๆปีแล้วที่ศักดินาเหล่านี้ได้เป็นตัวชักใยการปกครองประเทศไทยจากเบื้องหลัง ราวกับประเทศเป็นของพวกเขาเอง เครือข่ายอุปถัมภ์ที่เป็นพิษได้ดึงสมาชิกใหม่ๆเข้าร่วมเครือข่าย “ท่อน้ำเลี้ยงของศักดินา” นี้ ซึ่งความสำเร็จที่ได้รับก็มาจากรายจ่ายของคนจนที่ทำงานอย่างหนัก พวกกาฝากเหล่านี้ยังคงประกาศความชอบธรรมของตัวเองโดยอ้างว่าประเทศไทยมีระบบสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งกษัตริย์เปรียบเสมือนเทพเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่กษัตริย์ทรงอ่อนแอและขาดความมี “บุคลิก” และความศักดิ์สิทธิ์เป็นแค่นวนิยาย นายพลแห่งกองทัพ นักการเมือง นักธุรกิจ และเหล่าองคมนตรีทั้งหลายหมอบราบลงกับพื้น และถวายความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ที่ “ศักดิ์สิทธิ์” และออกมาแสดงอำนาจแท้จริงกับประเทศและกอบโกยผลประโยชน์ แต่กษัตริย์ทรงชราภาพมากแล้ว พระราชบุตรไม่เป็นที่นิยม มีความน่ากลัว หรือถูกมองว่าน่ารังเกียจ พวกศักดินาจะหากินจากไหนถ้ามาถึงเวลาที่กษัตริย์สิ้นพระชนม์ลง

เช่นเดียวกับวรรณกรรมเรื่อง “ชุดใหม่ของพระราชา” ที่เหล่าบรรดาศักดินาคอยโกหกคำโตกับคนไทย (และแม้แต่กับกษัตริย์) เพื่อเผยแพร่เรื่องของตัวเอง ว่ากษัตริย์คือพระเจ้า กษัตริย์มีความศักดิ์สิทธิ์ เราต้องสนองพระราชประสงค์ของกษัตริย์ กฎหมายหมิ่นฯ และวิธีการเผด็จการต่างๆได้นำมาใช้เพื่อปิดบังการโกหกหลอกลวงของตัวเอง แต่ความจริงได้ถูกแฉออกมา คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยได้เห็นแล้วว่าพระราชาไม่ได้ใส่ชุดอะไร กษัตริย์ไม่ได้ “ทรงรวมสังคมไทยเข้าด้วยกัน” กษัตริย์ไม่ได้ทรงมีความเที่ยงธรรม และไม่ได้สร้างความเสมอภาค และกษัตริย์ได้ทรงเลือกเข้าข้างฝ่ายกองทัพและฝ่ายที่ต่อต้านประชาธิปไตยตลอดรัชสมัยของพระองค์

แต่การล้มล้างเครือข่ายการฉ้อราษฎร์ ความมีอภิสิทธิ์ และเผด็จการที่รายล้อมราชวงศ์ต้องใช้เวลานาน ประชาชนอย่างสุวิชา ท่่าค้อ  ดา ตอร์ปิโด บุญยืน ประเสริฐยิ่ง และอีกหลายๆคนยังคงต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุก ซึ่งเสื้อแดงจะต้องใช้เวลาอีกนานในการเคลื่อนไหวและการรวมกลุ่ม ขณะเดียวกันนักการเมืองเช่น ทักษิณ และอีกหลายคนยังคงเกาะติดกับความคิดของพวกคลั่งเจ้า และประกาศว่า “จงรักภักดี” ต่อกษัตริย์ ในขณะที่โจมตีองคมนตรีว่าเป็นผู้วางแผนทำรัฐประหาร แต่เสื้อแดงหลายๆคนไม่หยุดการเคลื่อนไหว ยังคงต้องการมากไปกว่านั้น เพื่อสร้างความเป็นประชาธิปไตยและให้สังคมมีความเที่ยงธรรม

เราต้องอย่ากลัวอีกต่อไป เป็นการง่ายสำหรับผมที่จะพูดจากอังกฤษที่ปลอดภัย เราทั้งหมดต้องทำตัวให้เหมือนคนตัวเล็กๆ ซึ่งพูดในสิ่งที่เขาเห็นว่าพระราชาเดินเปลือยกายผ่านไป ทำไมเราคนไทยต้อง “จงรักภักดีต่อกษัตริย์” ในสังคมประชาธิปไตยและสังคมที่เท่าเทียมกัน กษัตริย์ควรจะรักเรา ถ้ากษัตริย์หรือผู้ที่จะสืบราชบัลลังค์ต่อไป ไม่เตรียมพร้อมที่จะฟังเสียงประชาชน ไม่มีความเคารพต่อประชาชน และต่อต้านประชาธิปไตย เมื่อนั้นเราต้องเป็นสาธารณรัฐแน่

แปลและเรียบเรียง – chapter 11
ที่มา: http://redsiam.wordpress.com/2009/04/03/suwichai-gets-10-years/

Advertisements
4 ความเห็น leave one →
  1. nut karacha permalink
    วันอาทิตย์ 5 เมษายน 2009 15:55 น.

    ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อยู่กับเรามานาน
    ความจงรักภักดีย่อมเกิดกับคนไทยทุกหมู่เหล่า

  2. poor thai permalink
    วันอาทิตย์ 5 เมษายน 2009 23:03 น.

    ไม่จงรักภักดี เจอเต็ม ๆ

  3. kobdesign permalink
    วันจันทร์ 6 เมษายน 2009 10:55 น.

    ทุกคนในประเทศไทย ล้วนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ รวมถึงพระมหากษัตรย์ด้วยครับ

  4. วันพุธ 8 เมษายน 2009 14:25 น.

    ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และรัฐธรรมนูญเดียวกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายและรัฐธรรมนูญเป็นของเราทุกคน เรามีสิทธิ์ที่จะเขียนและล้มเลิกเมื่อมีความจำเป็น เพื่อความเป็นธรรมเท่าเทียมกัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: