Skip to content

สัมภาษณ์พิเศษ: ใจ อึ๊งภากรณ์ ภาค 2 (จาก 2 ภาค)

วันอังคาร 24 กุมภาพันธ์ 2009

Special interview: Giles Ungpakorn, part 2
23 กุมภาพันธ์ 2552
by Andrew Walker and Nicholas Farrelly
ที่มา – New Mandala
แปลและเรียบเรียง – chapter 11

ทักษิณ การเคลื่อนไหวของเสื้อแดง พันธมิตร
Thaksin, the red shirt movement, the PAD

นิวแมนดาลา: การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงถูกมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อทักษิณ คุณคิดว่ายังเป็นอย่างนั้นหรือไม่ และคุณคิดว่าทักษิณยังเป็นคนสำคัญ (หรือจะเป็นคนสำคัญ) สำหรับเสื้อแดงที่จะยังรักษาแรงผลักดันไหม

อาจารย์ ใจ อึ๊งภากรณ์: การเริ่มต้นการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงอาจจะมาจากการสนับสนุนของทักษิณและ นักการเมืองของเขา นักการเมืองในพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และ พรรคเพื่อไทย แต่ในช่วงเดือนหลังๆนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากจำนวนของประชาชนที่เข้าร่วม เมื่อมีประชาชนเป็นแสนๆเต็มใจที่จะเข้าร่วมที่สนามกีฬา เมื่อมีกลุ่มต่างๆตั้งชื่อกันหลากหลายชื่อ และพวกเขาได้รวมตัวกันขึ้นมาและไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของนักการเมืองใดๆ ใน สถานการณ์อย่างนั้นจะเห็นการเคลื่อนไหวของฝูงชนมหาศาลซึ่งนำโดยชนชั้นล่าง

ผมได้พูดกับหลายคนจากหลายๆกลุ่มนี้ เป็นที่แน่นอนว่าหลายๆคนได้ให้ความเคารพทักษิณ ชินวัตรอย่างมาก ซึ่งมีเหตุผลในการเคารพนั้นซึ่งผมก็เข้าใจ เพราะทักษิณได้จัดตั้งโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรคสำหรับชาวไทย (เช่นเดียวกับ) หลายๆอย่างซึ่งนักการเมืองคนอื่นไม่เคยทำมาก่อน ในขณะเดียวกันคนเหล่านี้ก็มีความผิดหวัง พวกเขารู้สึกว่าทักษิณไม่ได้เป็นผู้นำของเขา ทักษิณพูดแต่เรื่องของเขา เขาให้ประชาชนรู้สึกเสียใจต่อเขา และนักการเมืองคนอื่นโดยเฉพาะนักการเมืองในรายการความจริงวันนี้ พวกเขาเพียงแต่พูดเรื่องเดิมๆ เช่นเรื่องที่อภิสิทธิ์ไม่ได้เข้ารับการคัดเลือกทหาร เป็นต้น

และการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงที่ต้องการเดินหน้าอย่างแท้จริง พวกเขาต้องการเห็นการปฏิรูปนักการเมืองและประชาธิปไตย และพวกเขาเปิดเผยความคิดหลากหลาย บางทีเราควรมีรัฐสวัสดิการ และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมผมจึงได้เข้าร่วมสนับสนุนเสื้อแดง แต่ผมระวังที่จะไม่เข้าร่วมกับบุคคลระดับสูง นักการเมืองเก่าของทักษิณ เป็นต้น แต่มีนักการเมืองคนหนึ่งที่ผมได้สนทนาด้วยและผมคิดว่าเขาเป็นคนที่น่าสนใจ นั่นคือคุณจักรภพ เพ็ญแข แต่เราก็มีทางของเรากันเอง

นิวแมนดาลา: คุณคิดว่า จำเป็นไหม กับการที่เสื้อแดงส่วนใหญ่สนับสนุนทักษิณเพื่อเป็นการนำไปสู่ทางของตัวเองใน ที่สุด ไม่ใช่เป็นการสิ้นสุดในตัวของมันเอง เหมือนการต่อสู้ผ่านทางทักษิณที่ตรงข้ามกับการสู้เพื่อทักษิณ

อาจารย์ ใจ อึ้งภากรณ์: เป็นการค่อยๆพัฒนาจากการเคลื่อนไหวที่สนับสนุนทักษิณเป็นการเคลื่อนไหวซึ่ง ยังชอบทักษิณแต่ต้องการประชาธิปไตย ผมคิดว่าเป็นไปในทางที่ไม่จำเป็นต้องหวังพึ่งให้ทักษิณต่อสู้ มิฉะนั้นพวกเขาจะท้อแท้ ผมวิจารณ์รัฐบาลทักษิณในหนังสือ “รัฐประหารสำหรับคนรวย” และผมไม่เคยปิดบังในเรื่องนี้ เมื่อผมพูดกับเสื้อแดง ประเด็นการวิจารณ์ของผมก็คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทางภาคใต้และสงครามยา เสพติด ดังนั้นผมคิดว่าเสื้อแดงมีความสามารถที่จะดำเนินการเกินกว่าจะเรียกร้องขอ ให้ทักษิณกลับมา

นิวแมนดาลา: คุณมีแผนอะไร คุณกำลังจะวางแผนในการรณรงค์ระดับสากลในการดึงความสนใจมายังประเทศไทย

อาจารย์ ใจ อึ๊งภากรณ์: ผมจะรณรงค์ระดับสากลต่อ แต่ความสนใจหลักจะเป็นการพูดกับคนในประเทศไทยและการสร้างเครือข่าย และผมมีหลายเครือข่ายที่เราจะใช้ในการผลักดันให้การรณรงค์ให้รุดหน้าไปได้ การรณรงค์ที่ผมเห็นไม่ใช่ว่าจะทำให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว จะต้องมีการรวมกลุ่มกันเองภายในประเทศไทยและจากหลายๆกลุ่มของคนไทย และมีแผนการระยะยาวและต้องมีมากกว่าแค่เพียงว่าต้องการรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือต้องการให้ทักษิณกลับมา ต้องเป็นอะไรสักอย่างที่จะเป็นต้นแบบสำหรับที่ประเทศไทยจะเป็น เราต้องต่อต้านเต็มตัวกับการเมืองใหม่ของพันธมิตร

นิวแมนดาลา: งั้นคุณก็มองในด้านบวกเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย

อาจารย์ ใจ อึ๊งภากรณ์: ผมมองในด้านบวก แต่ผมไม่ได้สร้างภาพลวงว่าจะเป็นเรื่องง่ายหรือจะเป็นการกระทำที่เร็ว ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้เราอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกับสมัยปี 2519 ไม่ใช่ในแง่ว่าจะมีการนองเลือด ผมหวังว่าจะไม่มีการนองเลือดเกิดขึ้น แต่ผมมองในแง่ที่ว่าสังคมไทยในปี 2519 แยกเป็นหลายขั้ว มีคำถามเกี่ยวกับสังคมไทยจะดำเนินไปข้างหน้าได้อย่างไรและประชาชนให้ความ สนใจกับเรื่องการเมืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วในขณะนี้ เกิดขึ้นในกลุ่มของประชาชนที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนเมื่อสองปีที่แล้ว ในเรื่องที่ว่าเสื้อแดงจะมีความก้าวหน้ามากกว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มเอ็นจี โอหรือมีความก้าวหน้ามากกว่านักวิชาการ เรื่องนี้ผมคาดคะเนว่าเป็นบทเรียนของการพัฒนาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในโลก แต่ก็ไม่ทราบเหตุการณ์ในอนาคตว่าประชาชนจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างไรเมื่อถึง ขั้นวิกฤติ

นิวแมนดาลา: ทราบว่าคุณได้ศึกษาเรื่องสหภาพแรงงานมาก ทำไมคุณถึงได้คิดว่าสมาชิกของสหภาพแรงงานในไทยส่วนใหญ่เข้าร่วมกับฝ่าย พันธมิตร

อาจารย์ ใจ อึ๊งภากรณ์: เป็นคำถามที่น่าสนใจ แท้จริงแล้วผู้ซึ่งเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตรเป็นกลุ่มของผู้นำส่วนใหญ่ที่มี ความสัมพันธ์กับสหภาพแรงงานของภาครัฐ เมื่อมองเข้าไปถึงลักษณะของผู้คนที่เข้าร่วมกับพันธมิตร พวกนี้จะมีสิ่งที่คล้ายๆกัน สิ่งหนึ่งก็คือเมื่อพวกนี้ไม่มีความสัมพันธ์อันดีกับสมาชิกระดับฐานราก หมายความว่าพวกนี้มองหาสมาชิกที่เหนือตัวเองขึ้นไปแทนที่จะสร้างสหภาพของตัว เองให้เข้มแข็ง จะเห็นได้ว่าแกนนำสหภาพแรงงานภาครัฐใช้เวลาส่วนมากในการเจรจาตกลงกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือกับผู้จัดการของสหภาพเองมากกว่าจะพยายามที่จะทำให้สหภาพเข้ม แข็งขึ้นมาจากระดับรากหญ้า

สมาชิกสหพันธ์กรรมกรระดับล่างไม่ว่าจะเป็นสหภาพรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะในภาคเอกชนไม่ชอบพันธมิตร พวกนี้ชอบนโยบายทักษิณ ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างโรงงาน พวกเขาไม่ต้องจ่ายค่ารักษาให้กับสหภาพต่อไป ดังนั้นสมาชิกสหภาพระดับสูงที่ชอบพันธมิตร และพวกนี้เองที่ได้ก่อให้มีการประท้วงโดยการหยุดเดินรถไฟ นั่นเป็นที่เดียวที่พวกนี้จะจัดให้มีการประท้วงได้ น่าสนใจที่ว่าสหภาพแรงงานการรถไฟไม่เคยปกป้องสมาชิกของตัวเองอย่างจริงจัง และเป็นการประท้วงที่พวกนี้ทราบอยู่แล้วว่าจะไม่ถูกเอาผิดได้แน่ๆ

คนเหล่านี้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับวงจรทางการเมืองกับคนอย่างสมศักดิ์ โกศัยสุข จุดที่น่าสนใจคือวงจรการเมืองเหล่านี้คือการหยิบยื่น การบอกแต่เรื่องโกหกและไม่ได้สนับสนุนให้พวกนี้ได้คิดเอง เพราะจริงๆแล้วสหภาพแรงงานสนับสนุนสนธิ ลิ้มทองกุล และชาติ ศาสน์ พระมหากษัตริย์ดูมันขัดแย้งกันอย่างมาก ไม่ได้เข้าท่าเลย ดังนั้นถ้าใครก็ตามที่คิดเองได้เป็น พวกเขาก็จะไม่ต้องเข้าร่วมกับพันธมิตรในฐานะสมาชิกของสหภาพแรงงาน

นิวแมนดาลา: คุณยังมองในด้านบวกเกี่ยวกับอนาคตของชนชั้นแรงงานในประเทศไทยไหม

อาจารย์ ใจ อึ๊งภากรณ์: ครับ ผมมองในแง่บวก ไม่มีการประกันว่าชนชั้นแรงงานจะมีความก้าวหน้าในทางการเมือง นั่นทำไมนักสังคมนิยมจึงต้องตั้งองค์กรในระดับชนชั้นแรงงาน ถ้านักสังคมนิยมไม่ทำก็จะมีคนอื่นทำ ดังนั้นชนชั้นแรงงานก็จะถูกดึงเข้าไปให้อยู่เบื้องหลังของอำนาจฝ่ายตรงข้าม แต่ชนชั้นแรงงานในไทยได้เติบโตอย่างมหาศาล แต่ไม่ได้มีการรวมกลุ่มกันและคนไทยส่วนใหญ่ในขณะนี้ทำงานนอกสายงานเกษตรกรรม และขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่มีการศึกษามากขี้น พวกเขาดิ้นรนที่จะเข้าอินเตอร์เน็ตและอะไรแบบนั้น

– ในด้านส่วนตัว

นิวแมนดาลา: ทำไมคุณถึงได้ตัดสินใจกลับไปเมืองไทยและทำงานเป็นอาจารย์

อาจารย์ ใจ อึ๊งภากรณ์: เพราะการที่ผมเป็นลูกครึ่งอังกฤษครึ่งไทย (ผมเกิดในประเทศไทย) ผมต้องการใช้เวลาในประเทศไทย นอกเหนือจากนี้หลังจากผมได้สำเร็จการศึกษาปริญญาโทในสาขาการเมืองตะวันออก เฉียงใต้ ประเทศไทยเหมือนจะเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดที่จะทำงาน ผมมีความสุขกับงานที่จุฬา ผมเสียใจที่ได้จากมาเพราะที่จุฬามีนักศึกษาที่ดีๆซึ่งได้สนใจในหัวข้อ วิชาการและการเมืองอย่างจริงจัง แน่นอนที่ไม่ใช่ทั้งหมด แต่นักศึกษาส่วนใหญ่ดีมากจริงๆ พวกเขาได้ตั้งคำถามจริงๆ และพวกเขาคิดประเด็นด้วยตัวของเขาเอง ผมได้มีโอกาสทำงานกับเพื่อนร่วมงานบางคนตั้งคอร์สการเขียนเรียงความสำหรับนัก ศึกษาปีหนึ่ง และพยายามให้นักศึกษาเขียนเรียงความให้ความเห็นขัดแย้ง น่าตื่นเต้นมาก แน่ละเราก็มีนักวิชาการคนอื่นๆที่ไม่เห็นด้วยและไม่ชอบความคิดอันนี้

นิวแมนดาลา: มุมมองของคุณเกี่ยวกับจุดอ่อนและจุดแข็งของนักศึกษาในไทยเป็นอย่างไร

อาจารย์ ใจ อึ๊งภากรณ์: ผมคิดว่าจุดอ่อนคือการที่พวกเขาไม่เข้าร่วมการถกเถียง ถ้าพวกเขาไม่ชอบผลงานของใคร พวกเขาก็จะไม่สนใจ ไม่อ่านงานนั้น และเมื่อไรที่มีการโต้แย้งกับใคร พวกเขาจะคิดเอาเป็นเรื่องส่วนตัวซึ่งมันไม่ควรเป็นเรื่องส่วนตัว มีนักวิชาการเพียงส่วนน้อยในประเทศไทยที่มีความเข้าใจอย่างแท้จริงว่าเรา สามารถถกเถียงกันได้และไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน ผมคิดว่านี่คือปัญหาที่แท้จริง แต่ผมคิดว่านักศึกษารุ่นใหม่ๆเข้าใจเรื่องนี้ และหวังว่าพวกเขาจะเป็นนักวิชาการและจะเปลี่ยนบรรยากาศนี้ได้ ผมหมายถึงว่าผมเข้าใจนะ ครั้งแรกที่ผมทำงานที่จุฬา ผู้ร่วมงานของผมบางคนได้สอนเกี่ยวกับเผด็จการทหาร ดังนั้นผมเข้าใจวิธีการที่เขาทำงานกัน แต่คนเหล่านี้ได้เกษียณไปแล้ว และคนใหม่ๆกำลังก้าวเข้ามา ดังนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเขา (นักศึกษารุ่นใหม่) จะสนทนากันถึงประเด็นปัญหาต่างๆ

อย่างไรก็ดี บางคนได้กล่าวหาผมว่าล้างสมองนักศึกษา และบางครั้งผมจะให้นักศึกษา เช่น ในชั้นเรียนวิชาลัทธิมาร์คซิส ผมให้นักศึกษาเขียนเรียงความให้ตัวของพวกเขาเป็นมาร์คซิสเองและพวกเขาก็ทราบ ดีว่าไม่ได้เป็น ผมจะบอกพวกเขาว่า: “ดูนะ ถ้าพวกคุณเขียนอย่างนี้ ผมจะไม่ให้คะแนนดีๆกับคุณ คุณต้องซื่อสัตย์เกี่ยวกับเรื่องที่คุณเขียน และคุณจะได้คะแนนดีๆ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เห็นด้วยกับผม” นี่เป็นเรื่องที่นักศึกษาหลายคนไม่ได้นึกถึง และเพื่อนร่วมงานของผมบางคนไม่เข้าใจด้วยเช่นกัน ผมหมายถึงว่า พูดตรงๆคือว่าทางที่ดีที่สุดในการทำให้นักศึกษามีการเปลี่ยนแปลงตัวเองคือ การให้นักศึกษานั้นโต้เถียงกับอาจารย์ ถ้าผมจะล้างสมองนักศึกษาผมก็คงไม่สนับสนุนให้มีการโต้แย้งแบบนี้ นี่คือปัญหาหลักของนักศึกษาในไทย

อย่างที่ผมได้กล่าวไว้ จุดแข็งก็คือมีนักศึกษาที่ดีจำนวนมากของมหาวิทยาลัยรัฐบาลซึ่งนักเรียนจะ ต้องสอบแข่งขันกันเข้ามา ผมรู้สึกว่าหลายๆคนได้ดูถูกนักศึกษาเหล่านี้ พวกเขาคิดว่านักศึกษาไทยไม่เคยเปิดปากในชั้นเรียน นักศึกษาไทยไม่เคยออกความเห็น ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริง มันขี้นอยู่กับว่าใครเป็นคนสอนคุณอยู่ต่างหาก ผมคิดว่านี่เป็นหนึ่งในจุดแข็ง อีกจุดหนึ่งก็คือในเวลานี้ ระบบการศึกษาของไทยไม่ได้มีการประเมินการสอนอย่างบ้าคลั่งเหมือนในอังกฤษ ซึ่งนักวิชาการทั้งหมดโดนกดดันให้เขียนรายงานการประเมินกันหลายๆหน้า ผมหมายถึงว่าผมคิดว่าพวกเขาควรเขียนการประเมิน แต่ในขณะนี้พวกเขาเมื่ออยู่ภายใต้ความกดดันก็เป็นการทำให้พวกเขาไม่สามารถทำ งานของตัวเองได้อย่างที่ควรจะเป็น

นิวแมนดาลา: อะไรที่ทำให้คุณเปลี่ยนสายงานจากด้านไบโอเคมีมาเป็นด้านการเมือง

อาจารย์ ใจ อึ้งภากรณ์: ผมรักวิทยาศาสตร์ ผมได้ปริญญาโทจากสาขาอีโคโลจี่ และผมทำงานด้านวิทยาศาสตร์ แต่ในเวลาว่างผมสนใจด้านการเมืองมาก ครอบครัวผมพูดคุยเรื่องการเมืองประจำ เมื่อผมคิดว่าต้องเปลี่ยนสายงาน สายการเมืองก็เป็นตัวเลือกที่ชัดเจน โดยเฉพาะการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นิวแมนดาลา: คุณพ่อของคุณมีส่วนทำให้คุณสนใจในด้านการเมืองไหม

อาจารย์ ใจ อึ๊งภากรณ์: ครับ ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ของผม คุณพ่อผม ผมควรจะวางตำแหน่งของท่านว่าเป็นประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมหรือรัฐสวัสดิการ ต่อต้านเผด็จการมาก และคุณแม่ผมก็เช่นเดียวกัน ตลอดเวลาที่เราเติบโตในกรุงเทพภายใต้ยุครัฐบาล สฤษดิ์ ถนอม ประภาส ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ผมได้ต่อต้านเผด็จการทหารมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อผมมาก คุณพ่อและคุณแม่ผมทั้งคู่เป็นผู้ที่จะประกาศตัวและพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้สึก ซึ่งหมายความว่าคุณพ่อของผมต้องหนีออกจากประเทศไทยในปี 2519 คุณแม่ผมปฏิเสธจะสนับสนุนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในอังกฤษ เธอเป็นผู้ที่คัดค้านด้วยหลักความรู้ผิดรู้ชอบและอื่นๆ และนี่ก็เป็นธรรมเนียมของครอบครัวผม

นิวแมนดาลา: คุณกรุณาเล่าถึงการดิ้นรนของคุณพ่อคุณที่มีต่ออำนาจอนุรักษ์นิยมในประเทศไทย ได้ไหม

อาจารย์ ใจ อึ๊งภากรณ์: คุณพ่อของผมได้รับทุนจากรัฐบาลให้ไปเรียนที่อังกฤษ ท่านรู้สึกว่าคนไทยทั่วไปส่วนใหญ่ต้องจ่ายภาษีหรือจากการทำงานเพื่อค่าเล่า เรียนนี้ เป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องกลับไปรับใช้และทำงานให้รัฐบาล ไม่ใช่เพราะท่านได้สนับสนุนเผด็จการทหาร ท่านทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแต่ไม่เคยยอมรับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ท่านทำงานในตำแหน่งสูงสุดของกระทรวงการคลัง หรือ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในขณะเดียวกันท่านได้ต่อต้านการโกงกินอย่างมากๆ และท่านจะโจมตีการโกงกินตลอดเวลา ผมจำได้ว่า ตอนผมเป็นเด็กมีคนซึ่งพยายามติดสินบนท่าน มีอยู่วันหนึ่ง มีกล่องใส่เหล้าวิสกี้มาตั้งอยู่ที่บ้าน เป็นต้น หรือบางทีก็มีทีวีเครื่องใหญ่ ท่านส่งทั้งหมดกลับไป เมื่อท่านแก่ตัวลงท่านต้องการใช้เวลาทั้งหมดในการพัฒนาชนบท นั่นคือเมื่อท่านได้เริ่มก่อตั้งหลักสูตรปริญญาโทด้านโครงการพัฒนา เป็นต้น

และมาถึงจุดเมื่อมีวิกฤติในประเทศไทยปี 2519 เจ้าหน้าที่ได้แบ่งฝ่ายอย่างหนัก คุณพ่อผมเป็นผู้ซึ่งเป็นพวกกลางๆ อาจจะเอียงซ้ายหน่อย แต่ไม่ได้สนับสนุนคอมมิวนิสต์ ท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ทุกๆคนที่ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับศักดินาสูงศักดิ์ต้องถูกมองว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ผมหมายถึงว่าเหมือนสมัยนี้นิดหน่อย ทุกคนซึ่งไม่เห็นด้วยกับกองทัพหรือพรรคประชาธิปัตย์หรือพันธมิตรขณะนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการณที่จะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเหมือนกับยุคล่าแม่มดยังไงอย่างงั้นเลย และเมื่อคุณพ่อของผมต้องออกจากประเทศไทยในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ท่านถูกกลุ่มลูกเสือชาวบ้านตามล่าไปถึงสนามบิน คนพยายามจะฆ่าท่าน

นิวแมนดาลา: ประหลาดมากที่คุณอยู่ในสถานการณ์เกือบใกล้เคียงกัน

อาจารย์ ใจ อึ๊งภากรณ์: ครับ ใช่ แต่คู่ต่อสู้ของผมกล่าวว่าพวกเขารักคุณพ่อผม แต่ผมเป็นแค่ตัวแย้ (หัวเราะ)

นิวแมนดาลา: คุณมีอะไรที่ต้องการพูดอีกไหม

อาจารย์ ใจ อึ๊งภากรณ์: หลังจากที่ผมได้ออกแถลงการณ์จากอังกฤษ ผมมารู้สึกว่าเราต้องมีการเซ็นเซอร์ตัวเองอย่างมากเมื่อเราอยู่ในประเทศไทย ซึ่งเรื่องอะไรที่ดูธรรมดาๆก็ไม่สามารถพูดออกมาได้ แต่ตอนนี้ผมคิดว่าประชาธิปไตยที่ถูกควบคุมในขณะนี้ แม้ว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีความ-ซึ่งค่อนข้างเป็นประชาธิปไตย แต่ตอนนั้นก็ยังมีการเซ็นเซอร์ตัวเอง และเราต้องทำลายบรรยากาศแบบนั้น บรรยากาศของการเซ็นเซอร์ตัวเอง เพื่อเดินไปข้างหน้าเพื่อสังคมใหม่ในประเทศไทย

ผมเชื่อว่าเราสามารถทำได้ ผมคิดว่าคนไทยมีความสามารถในการคิดเองได้ และคนไทยสามารถสร้างสังคมที่ใหม่และเป็นสังคมเปิด ผมไม่เชื่อเมื่อมีคนพูดว่าคนไทยไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตย หรือคนไทยไม่เข้าใจประชาธิปไตย ผมไม่เชื่อเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

*** สัมภาษณ์พิเศษ: ใจ อึ๊งภากรณ์ ภาค 1 (จาก 2 ภาค)

Advertisements
5 ความเห็น leave one →
  1. KANCHALEE KAEWPECH permalink
    วันศุกร์ 17 เมษายน 2009 05:13 น.

    ผมคิดว่าจุดอ่อนคือการที่พวกเขาไม่เข้าร่วมการถกเถียง ถ้าพวกเขาไม่ชอบผลงานของใคร พวกเขาก็จะไม่สนใจ ไม่อ่านงานนั้น และเมื่อไรที่มีการโต้แย้งกับใคร พวกเขาจะคิดเอาเป็นเรื่องส่วนตัวซึ่งมันไม่ควรเป็นเรื่องส่วนตัว

    มันขี้นอยู่กับว่าใครเป็นคนสอนคุณอยู่ต่างหาก

    อยากให้อาจารย์ทุกท่านมีความคิดและทำอย่างนี้กับนักศึกษาทุกคนทุกระดับเลยค่ะ…

  2. that's what i see permalink
    วันศุกร์ 26 มีนาคม 2010 22:52 น.

    ใจไม่ใช่อภิชาติบุตร
    ใจไม่ใช่คนรักสถาบันกษัตริย์(สักเท่าไรนัก)
    ใจไม่ใช่คนรักในประชาธิปไตย(อย่างแท้จริง..พฤติกรรมบอก)
    ใจไม่เชื่อในกม.(หนีคดี)
    ใจเอ้ย….โตจนป่านนี้ีทำตัวเหมือนเด็กเมื่อวานซืน
    เมื่อไรจะเลิกบ่อนทำลายประเทศไทยเสียที ทำตัวไม่ผิดอะไรกับทักษิณ อำมาตย์ในกษัตริย์เขมร
    ทุด!

  3. wehatethaksin permalink
    วันเสาร์ 27 มีนาคม 2010 01:00 น.

    คุณ Taro ครับ…ผมขออนุญาต copy ข้อความของคุณ Taro ที่ลงไว้เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่อีกบทความนึงเอามาลงไว้ที่นี่ด้วยนะครับ:

    ——————————————————

    ก่อนที่ นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเยือนประเทศอังกฤษ ตามคำเชิญของ นายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๒ นั้น

    มีคำถามในกลุ่มคนที่สนใจการเมืองว่า นายใจ อึ้งภากรณ์ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนบทความโจมตีสถานบันพระมหากษัตริย์ จนต้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จะกล้าเดินทางไปเผชิญหน้า นายกฯอภิสิทธิ์ เวชาชาชีวะ หรือไม่

    ทั้งนี้ ตามกำหนดการเยือนประเทศอังกฤษคราวนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ มีภารกิจที่จะต้องกล่าวปาฐกถาในห้วข้อ “การจัดการความท้าทายในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย” ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เวลา ๙.๓๐ น.ของวันที่ ๑๔ มีนาคมรวมอยู่ด้วย

    และก่อนหน้านั้น ได้มีอาจารย์คนหนึ่งได้ออกแถลงการณ์ประนามการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ว่าขาดความสง่างาม โดยข้อความต่าง ๆ ในแถลงการณ์ฉบับนั้น เชื่อกันว่า นายใจ อึ้งภากรณ์ เป็นผู้จัดเตรียมข้อมูลให้ จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่บุคลคอย่างนายใจ จะกล้าเผชิญหน้ากับนายกรัฐมนตรีของไทย

    แต่แล้วคำถามที่ทุกคนรอคอยก็ปรากฎให้เห็นว่า เมื่อถึงเวลาดังกล่าว นายใจ อึ้งภากรณ์ ได้ปรากฎตัวขึ้นในห้องประชุมของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และนั่งฟังการปาฐกถาของ นายกฯอภิสิทธิ์ จนจบ หลังจากนั้นผู้ดำเนินรายการได้เปิดโอกาสให้เข้าฟังซักถามนายอภิสิทธิ์ ถึงสิ่งที่แต่ละคนยังค้างคาใจอยู่

    ปรากฎว่า นายใจ อึ้งภากรณ์ ซึ่งสวมเสื้อสีแดงได้ถือโอกาสนั้นลุกขึ้นถาม นายกฯอภิสิทธิ์ ท่ามกลางผู้รับฟังจำนวนมากเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นสถานบัน โดยระบุว่า รัฐบาลนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องตัวเองและทหาร

    นายกฯอภิสิทธิ์ ได้ตอบนายใจในเรื่องนี้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายนี้ ก็เหมือนกฎหมายหมิ่นประมาทของไทย ที่ทุกคนต้องรักษาสิทธิ์ไม่ให้กล่าวหาใครโดยไม่มีหลักฐาน พร้อมกับยกตัวอย่างว่า ประเทศในยุโรปก็มีกฎหมายนี้ และกล่าวต่อหน้าชาวอังกฤษว่า

    “ผมเป็นนายกฯคนแรก ทีดำเนินการอย่างจริงจัง ในการกำหนดความชัดเจนในการพิจารณาคดีหมิ่นสถาบัน และที่ผ่านมาผมก็ถูกฟ้องร้องในหลายคดี และได้เข้าต่อสู้ในชั้นศาล ไม่ได้หนีหน้าไปไหน” เมื่อนายกฯอภิสิทธิ์กล่าวถึงตรงนี้ นายใจ ได้แสดงกิริยาที่ไม่สมควรด้วยการตะโกนสวนขึ้นมาว่า

    “ผมก็ไม่ได้หนี” นายกฯอภิสิทธิ์ จึงย้อนถามกลับไปว่า

    “ไม่ได้หนี แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร”

    ทำให้ผู้รับฟังในห้องประชุมต่างปรบมือดังกึกก้อง จนนายใจ ไม่อาจทนฟังต่อไปได้ และอาศัยช่วงนั้นลี้หายไป

    พฤติกรรมของชาวอังกฤษ และพฤติกรรมของนายใจ อึ้งภากรณ์ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เป็นว่า ชาวอังกฤษคงไม่ได้รู้สึกนิยมชมชอบนายใจ เหมือนคนไทยบางกลุ่มที่ยกย่องนายใจราวกับเทวดา ที่หาญกล้าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์และสะท้อนให้เห็นว่า สภาพของนายใจ อึ้งภากรณ์ ในประเทศอังกฤษนั้น ก็เป็นเพียงเศษธุลีที่หาค่าอะไรไม่ได้เลย

    และก็คงไม่ต่างไปจาก คนไทยอีกหลายคนที่อกตัญญูต่อแผ่นดินเกิด แล้วมีอันต้องระเหเร่ร่อน รอนแรมหาที่ซุกหัวนอนไปวัน ๆ ที่ต่างก็หมดค่าของความเป็นคนลงไปทุกวันนั่นเอง

    นี่คือ ผลกรรมสำหรับใครก็ตามที่ บังอาจคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ที่จะต้องได้รับ…เฉกเช่นเดียวกัน

    • koo eng permalink
      วันเสาร์ 27 มีนาคม 2010 02:50 น.

      that isn’t true , the British people won’t give Thai people a damn about them , to them it is only the country that is great for them and worth to pay a visit but not its people .

Trackbacks

  1. สัมภาษณ์พิเศษ: ใจ อึ้งภากรณ์ ภาค 1 (จาก 2 ภาค) « Liberal Thai

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: