Skip to content

ยิ่งปิดกั้น ยิ่งพังทลาย

วันอาทิตย์ 22 กุมภาพันธ์ 2009

Opening a can of Thai worms
By Frank G. Anderson – ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
UPI Asia.com

นครราชสีมา ประเทศไทย – ถ้าจะต้องมีคนถูกประณามในเรื่องการลากสถาบันกษัตริย์เข้าสู่การเมืองและพยายามที่จะลากเอาคำขวัญของบุชที่ว่า “ท่านจะอยู่ข้างเราหรือเป็นศัตรูกับเรา” คนนั้นคือ สนธิ ลิ้มทองกุล แห่งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

ด้วยการใส่เสื้อเหลืองและแหกปากว่าตัวเขาและผู้สนับสนุนมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์เพียงไร และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนั้นขาดความจงรักภักดี สนธิได้ใช้สถาบันกษัตริย์เป็นสัญญลักษณ์ในการเล่นการเมืองซึ่งทำให้คนไทยรู้สึกกระอักกระอ่วนในตอนต้นๆที่ไม่คุ้นเคยกับวิธีการของสนธินี้

เริ่มแรก พวกนี้ได้เสนอภาพพจน์ว่าเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีและรักชาติ เป็น “คนไทยที่แท้จริง” ที่ต้องออกมากู้ชาติ ครั้งที่สอง สนธิได้ป้ายสีให้ใครที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขา หรือใครที่ต่อต้านในสิ่งที่พวกเขากำลังพูดหรือกำลังทำ ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน ว่าบุคคลนั้นทรยศต่อสถาบันกษัตริย์

แต่นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สนธิเริ่มใช้การเทศน์ว่านอกจากพวกที่ไม่เห็นด้วยจะทรยศต่อสถาบันกษัตริย์แล้ว พวกเหล่านี้ยังได้ออกมาเพื่อล้มล้างสถาบันอันเป็นสุดที่รักของประเทศไทย ออกมาทำลายชาติ ศาสน์ และกษัตริย์ เป็นการคุกคามต่อรัฐบาลไทย ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้กล่าวว่าถึงขั้นเป็นภัยอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ

ยังมีกลุ่มบุคคลและบุคคลต่างๆซึ่งสุดจะทนแล้วกับการถูกบังคับให้ยืนตรงในโรงหนัง ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะถูกด่าด้วยภาษาหยาบคาย ไม่ว่าจะการเรียกชื่อ ก่นด่า ข่มขู่ และถึงขั้นทำร้ายร่างกายเพียงแค่พวกเขาเหล่านี้มีความเชื่อในเสรีภาพของการเลือกทางชีวิต ไม่เห็นด้วยกับคนส่วนใหญ่หรือ นั่นก็หมายถึงว่า “ไม่ใช่คนไทย”

เป็นเรื่องทำให้คนไทยที่รักวัฒนธรรมไทย รักชาติ รักศาสน์ และรักประชาชนไทยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ต้องมีความอับอายขายขี้หน้า ความแตกต่างก็คือพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้หลงไปกับการล้างสมองด้วยการพร่ำสอนซ้ำซากเรื่องเดิมๆที่มีมาเป็นศตวรรษว่าคนไทยจะเป็นคนไทยได้ต้องมีความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ตามแบบวิธีการของเขา ขยายความได้ว่าการจงรักภักดีต่อกษัตริย์นั้นต้องแสดงว่ามีการยกย่องบูชา ให้เหมือนกับที่คนอื่นแสดงความจงรักภักดี การไม่ทำให้เหมื่อนกันเป็นเรื่องที่ผิดและคนเหล่านั้นไม่ใช่คนไทย

นักวิชาการไทยต่างๆที่คับแค้นใจในเรื่องที่ขาดเหตุผลแบบนี้ต้องพบกับการต่อต้าน เมื่อไม่นานมานี้ ตัวอย่างเช่น ได้มีกลุ่มของนักวิชาการ สต๊าฟ และคนอื่นจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่รวมตัวกันทำเรื่องขอถอดถอน รศ  สมเกียรติ ตั้งนโม จากการเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยคณะศิลปศาสตร์ ข้อหาอะไรหรือ ด้วยข้อหาที่ว่า รศ สมเกียรติได้ร่วมลงชื่อในการ “ยกเลิกมาตรา ๑๑๒” กฎหมายหมิ่นฯของประเทศไทยซึ่งมีรายชื่อบุคคลต่างๆที่ร่วมลงชื่อ ๑,๐๐๐ กว่าคน รศ สมเกียรติได้แสดงสิทธิอันชอบธรรมในความคิดและอุดมคติของเขา แต่ไม่ตรงกันกับพวกเขา ซึ่งไม่ใช่สำหรับประเทศไทยในขณะนี้

เรื่องมันเลวร้ายขนาดไหนในการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการพูดและเสรีภาพในการเลือกรับข้อมูลของประเทศไทย ก็ดูได้จากรายงานที่ศูนย์ข้อมูลทางกฎหมายแห่งเอเชีย (Asian Legal Resource Centre – ALRC) ได้ลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาไทเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ศูนย์กฎหมายนี้เป็น “องค์กรอิสระที่ให้การปรึกษาในด้านเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ” เป็นองค์กรย่อยของ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights  Commission – AHRC) ในรายงานได้แสดงความเสียใจที่ว่า

“…การรื้อฟื้นหน่วยงานเพื่อทำลายสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในกองทัพและสายงานของพวกเดียวกันในวงจรการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมขวาจัด…มีการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซ้ำแล้วซ้ำอีกจากพวกที่มีอิทธิพลต่อต้านประชาธิปไตย…อาชญากรรมที่แฉให้สาธารณชนมองเห็นกลับไม่ได้รับการสืบสวนหรือมีการลงโทษ…การเซ็นเซอร์ทางอินเตอร์เน็ตและกฎหมายหมิ่นฯตามล่าแม่มด…คุกคามผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน…ข่มขู่ ฆาตกรรม และไม่มีการลงโทษ….ประเทศไทยขณะนี้กำลังทุกข์ทรมานกับรัฐบาลซึ่งไม่ได้เข้ามาบริหารประเทศตามขบวนการเลือกตั้ง แต่มาจากเล่ห์เพทุบายของฝ่ายกองบัญชาการความมั่นคงภายใน หน่วยงานซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าเพิกเฉยต่อคุณค่าของมนุษย์อย่างที่พวกเราเห็น….”

ยังมีมากกว่านี้ องค์การนิรโทษกรรมสากลได้ลดความสำคัญของเรื่องนี้  ซึ่งหลายคนอาจจะเห็นว่าการล้มเหลวของประชาธิปไตยในประเทศไทยอย่างดีที่สุดก็แค่เป็นเรื่องเคราะห์ร้าย อย่างเลวที่สุดก็แค่ถูกประณาม การที่เจ้าหน้าที่ไทยเดินหน้าใช้อำนาจของกองทัพบกสอดแนมประชาชนด้วยข้ออ้าง “ปกป้องสถาบันกษัตริย์” เป็นการมีชีวิตอยู่อย่างฝันร้ายยิ่งกว่า “การเมืองของสัตว์” ที่ประพันธ์โดย “จอร์จ ออร์เวลล์” หรือ “The Butterfly Revolution”

บางคนอาจจะมองย้อนกลับไปและรำลึกอย่างเสียใจว่าประวัติศาสตร์ชาติไทยจำต้องเลือกทางเดินเพื่อไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย หรือจะเอาอย่างในทางเลวทราม อย่างพม่าประเทศเพื่อนบ้านในขณะนี้ ประเทศไทยได้มีการจับคนเข้าคุกมากเสียต่อมากโดยปราศจากข้อกล่าวหา ไม่มีการสืบสวนการฆาตกรรมและการทารุณกรรมอื่นๆของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างสถาบันกษัตริย์เพื่อความชอบธรรมในการรักษาความมั่นคงของประเทศ ทำให้เกิดความข้องใจในตัวของมันเอง หรือแม้แต่ไม่ยอมจัดการให้ได้ผลจริงเพราะความโง่เขลา การโกงกิน ความกลัวที่เพิ่มขี้น

“ฟ้าเดียวกัน” เครือข่ายไทยซึ่งสนับสนุนสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการพูด และต่อสู้กับการคอรัปชั่นและการเซ็นเซอร์ ตีพิมพ์หนังสือในปี ๒๕๕๑ หัวข้อว่า “คนกับคน ที่เคยคู่กันมา คนกับคน ก็หันหน้าฆ่ากันเอง” เป็นการเขียนถึงการฆ่าหมู่ในอดีตที่ตากใบในนามความมั่นคงแห่งชาติและเพื่อ “พิทักษ์สถาบันกษัตริย์” มีรายละเอียดของผู้รณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ๑๘ คน ที่ต้องสังเวยการรณรงค์ของเขาด้วยชีวิต ด้วยการถูกฆาตกรรม

ใครที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อการฆาตกรรมนี้ยังคงถูกปิดเป็นความลับจนปัจจุบันนี้เช่นเดียวกับในอดึต ผู้นำหมู่บ้าน ทนาย มารดา นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ต้องจบชีวิตลงด้วยการถูกจ่อยิงที่หน้าบ้านของตัวเอง โดนถูกลักพาตัว หรือไม่ก็ถูกฆาตกรรมและสาบสูญไป ทนายชาวมุสลิมสมชัย นิลไพจิตรเป็นหนึ่งในบุคคลเหล่านี้ที่ต้องจบชีวิตไป

สำหรับคนไทยซึ่งยังยืนยันว่าสื่อต่างชาติบิดเบือนสถานการณ์ หนทางเดียวที่จะพิสูจน์ว่าสื่อบิดเบือนข่าว คือจะต้องหาหลักฐานมายืนยัน ถึงจะทำให้ข้อกล่าวหาดูมีน้ำหนักมากขี้น

แปลและเรียบเรียง: Chapter 11
ที่มา: http://www.upiasia.com/Politics/2009/02/19/opening_a_can_of_thai_worms/9090/

Advertisements
No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: