Skip to content

นักวิชาการผละจากกษัตริย์และประเทศ

วันอังคาร 17 กุมภาพันธ์ 2009

Thai scholar abandons king and country
๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ 
By Frank G. Anderson –
UPI Asia.com

นครราชสีมา ประเทศไทย – สุดสัปดาห์ที่แล้ว อาจารย์และนักเรียกร้องแนวสังคมนิยมที่มีชื่อเสียงได้หนีจากประเทศไทย และอาจจะตลอดชีวิตของเขาก็ได้
 
ใจ อึ้งภากรณ์ ซึ่งถือสองสัญชาติคืออังกฤษและไทย ได้อาจหาญที่จะเสนอแนะเรื่องกฎหมายหมิ่นฯในประเทศไทย ซึ่งเป็นการกระทำผิดทางอาชญากรรมในการวิจารณ์ระบอบกษัตริย์ – ระบบกษัตริย์ควรถูกยกเลิกไปเสีย นอกเหนือจากนั้นหลังจากที่ใจได้เดินทางถึงอังกฤษเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์นี้ เขาได้ออก “แถลงการณ์แดงสยาม” อันเป็นเอกสารกล่าวประณามต่อทัศนคติของพวกคลั่งระบอบกษัตริย์ในประเทศบ้านเกิดของเขา และคำแถลงการณ์ได้สร้างความอึมครึมแม้แต่เว็บไซต์เสรีนิยมอย่างประชาไท หรือสื่อต่างๆในประเทศไทยยังไม่กล้าเอาลง

คำถามที่เกิดขี้นจากกรณีของนักวิชาการปากกล้าคนนี้ ซึ่งได้หนีออกไปแล้วคือ เขาขาดความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับการถูกลงโทษหรือ

ใจถูกโจมตีอย่างหนักจากพวกคลั่งระบอบกษัตริย์ ไม่เพียงแต่การแถลงการณ์ที่ต่อต้านระบอบกษัตริย์และเรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎหมายในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งก็คือกฎหมายหมิ่นฯ แต่ยังไม่อยู่ในประเทศไทยและ “รับหน้าอย่างลูกผู้ชาย”

ใจถูกหมายเรียกให้ไปปรากฎตัวที่สถานีตำรวจในวันจันทร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์เพื่อรับข้อกล่าวหาในคดีหมิ่นฯ ใจทราบว่าเขาจะต้องถูกจำคุกในทันทีที่ได้รับแจ้งข้อหา แม้จะไม่มีการกล่าวหาอย่างเป็นทางการในเวลา ๘๔ วัน ในขณะที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนคดีดังกล่าว ใจเลือกที่จะอยู่นอกคุกมากกว่า

ใจเป็นนักวิชาการและนักเรียกร้องหาเสรีภาพ ไม่มีใครกล้าแย้งกับการตัดสินใจของเขา แต่ในฐานะที่เป็นตัวแทนในการเรียกร้องเพื่อสิทธิในการพูดและการแสดงออก ประเด็นเรื่องความรับผิดชอบในแสดงออกทางการพูดและการกระทำของบุคคลนั้นก็เกิดขี้น โดยเฉพาะเมื่อบุคคลนั้นคาดหวังให้บุคคลอื่นทำตามเหมือนกัน

ใจสามารถล่ารายชื่อได้เกิน ๑,๐๐๐ คน เพื่อเป็นการเรียกร้องขอให้มีการยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ ซึ่งรายชื่อของผู้ที่ร่วมลงชื่อก็อยู่ในมือของตำรวจไทยและผู้นำของพวกเสื้อเหลือง พันธมิตร และเป็นที่แน่นอนว่า “คนไทยที่ดี” เกือบทั้งหมดได้ประณามรายชื่อและบุคคลผู้ที่เซ็นชื่อดังกล่าว ข้อความข้างล่างนี้เป็นความเห็นในภาษาไทยบางส่วนที่ปรากฎบนเว็บไซต์ของสถานี ASTV ของพันธมิตร

“ประเทศนี้เป็นของพวกเรา ไม่ใช่ของพวกเอ็ง”

“เรารักกษัตริย์จากหัวใจ ไม่ใช่เพราะกฎหมาย”

“กฎหมายหมิ่นฯมีอะไรผิด ล้าสมัยตรงไหน ทำให้พวกเอ็งตกอยู่ในที่นั่งลำบากหรือไง หรือใครจ้างพวกเอ็งมาวิจารณ์กฎหมายนี้ พวกเอ็งที่ไปอยู่เมืองนอกคิดว่าดีกว่าคนไทย ๖๐ ล้านคนเหรอ ครอบครัวเรารักกษัตริย์ เพื่อนเราก็รักกษัตริย์ คนไทยทั้ง ๖๐ กว่าล้านคนของเราก็รักกษัตริย์ เราจะปกป้องกษัตริย์ด้วยชีวิต ถ้าพวกเอ็งล่ารายชื่อขอพระราชทานอภัยโทษ เราอาจจะยกโทษให้พวกเอ็ง”

และในที่สุด “ไอ้คนชั่วเชื้อจีนปนอังกฤษ เอ็งไม่ใช่คนไทย เราอยากรู้นักว่าเอ็งจะยังเห่าเหมือนที่เคยทำหรือเปล่า….”

เป็นเรื่องดีที่สุดสำหรับความเป็นชาตินิยม แต่เลวที่สุดในแง่อันตรายถึงชีวิต เนื่องจากความหมายจากคำพูดที่หลายๆคนได้แสดงความรู้สึกออกมา “เราจะสู้ด้วยชีวิตของเรา” จริงๆแล้วหมายความว่า “เราจะสละชีวิตเอ็งเพื่อให้แน่ใจว่าอะไรที่เราเชื่อจะยังคงอยู่ ตามที่เราเชื่อว่ามันควรจะเป็น”

วอชิงตันไม่ได้พูดอะไรมากเกี่ยวกับการที่กองทัพบกของไทยได้เข้ามาเป็นสมการในการบังคับพฤติกรรมของสังคม บรรเลงเรื่องความจงรักภักดีและปกป้องสถาบันสูงสุด เพราะมีข้อตกลงทั้งทางการค้าและกับทางกองทัพหลายๆอย่างกับประเทศไทยค้ำคออยู่ ทำให้อเมริกาไม่สามารถพูดเกี่ยวกับสถานการณ์เมืองไทยได้อย่างเสรีนัก

ในแง่ความชอบธรรมในการกวดขันกับบุคคลที่จะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ คำถามจึงเกิดขี้นว่าจะตั้งขอบเขตไว้ที่ตรงไหน และใครจะเป็นผู้กำหนดขอบเขตนั้น ในขณะนี้ กองทัพบกเป็นผู้กำหนดขอบเขตนั้น

เป็นเรื่องเศร้าสำหรับประเทศไทยในสถาณการณ์ปัจจุบันนี้ที่ระดับความมั่นคงของชาติถูกยกระดับขี้นเหนือสามัญสำนึก และถูกนำมาใช้โดยบุคคลที่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวในการโจมตีบุคคลอื่น ซึ่งเรียกร้องขอความเท่าเทียมกันและความมีเสรีภาพในการแสดงออก

เป็นอีกครั้งที่ชาวต่างชาติถูกสร้างให้ดูน่ากลัวตามประเพณีเดิมที่หลอกให้กลัวคนต่างชาติ และใครก็ตามที่แสดงความเห็นแย้งต่อกฎหมายมาตรา ๑๑๒ นี้จะถูกตราหน้าว่าเป็นศัตรู ไม่ใช่คนไทย และเป็นบุคคลที่จะทำลายสถาบันสูงสุดของชาติ บุคคลพวกนี้ไม่สมควรที่จะได้รับการพิจาณาคดีอย่างยุติธรรม

เมื่อไม่นานมานี้ นักเขียนคนนี้ได้เคยบอกกับอดีตเอกอัครราชทูตของอเมริกาในประเทศไทยคนหนึ่งว่า มีขบวนการต่อต้านคนอเมริกันที่มีนัยสำคัญ หรือพูดให้ชัดคือมีการต่อต้านชาวต่างชาติ ท่านทูตได้สวนกลับมาว่า “ไม่ได้มากมาย จนเป็นเรื่องสำคัญ”

แต่ความอึกทึกครึกโครมของกฎหมายหมิ่นฯที่เกิดขี้นในขณะนี้ได้ชี้ให้เห็นเป็นอย่างอื่น ผู้จงรักภักดีที่แสดงตัวทั้งในประเทศไทยและส่วนน้อยของคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ ได้ครองงำจิตใจคนในชาติด้วยการสร้างภาพของตัวเองให้เป็นผู้ปกป้องสถาบันแทนที่จะเป็นผู้ทำลายสถาบัน เป็นผู้จงรักภักดีแทนที่จะเป็นผู้ทรยศ

ในการกระทำแบบนั้น พวกเขาได้ละเลยคำแนะนำของนักวิจารณ์แนวสังคมนิยมไทย สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ซึ่งเป็นกระบอกเสียงให้มีการยกเลิกกฎหมายมาตรา ๑๑๒ นี้ สุลักษณ์ได้กล่าวว่าการจะให้ระบอบกษัตริย์อยู่รอดได้ขี้นอยู่กับความสามารถที่จะให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ได้

แบบอย่างของระบอบกษัตริย์ที่สุลักษณ์ได้กล่าวถึงนั้นคือ ต้องมีความใจกว้าง มีการให้อภัย และพร้อมที่จะรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งขณะนี้อาจจะมองว่าเป็นเรื่องของอดีตที่ปัจจุบันมีแต่การกล่าวหาและการฟ้องร้อง มีการเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้เหมือนกับการพิจารณาคดีของแม่มดแห่งซาเล็มในรัฐแมสซาชูเซทของอเมริกาในปี ค.ศ.๑๖๙๒(พ.ศ.๒๒๓๕)

เมื่อสีปีก่อน วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ สุลักษณ์ได้ถูกพวกนิยมเจ้ากล่าวหาในข้อหาหมิ่นฯโดยใช้ การโกหก การยุยงปลุกปั่น สร้างความหวาดกลัว ดูถูกชนชั้น มีการใช้สื่อทั้งในทางสาธารณะและในทางส่วนตัว ประโคมป้ายสีทางหนังสือพิมพ์และทางวิทยุ มีทหารบกบางคนเป็นตัวช่วย โดยพยายามทำลายไม่ใช่เพียงแต่ชีวิตของเขาในประเทศไทย แต่ยังทำลายชีวิตของภรรยาคนไทยและครอบครัวของเธอด้วย

วงจรอุบาทว์ในการสร้างความเกลียดชัง การดูถูกซึ่งกันและกัน ได้ถูกเอาออกมาใช้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ได้กระทำถึงขั้นที่น่าขยะแขยงกว่าเมื่อก่อน

แปลและเรียบเรียง: Chapter 11
ที่มา:
http://www.upiasia.com/Politics/2009/02/13/thai_scholar_abandons_king_and_country/8548/

Advertisements
3 ความเห็น leave one →
  1. อุกากาล permalink
    วันพุธ 16 กันยายน 2009 09:19 น.

    กฎหมายป่าเถื่อนมากๆ มีคนในโลกนี้รู้เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายนี้น้อยมากเพราะคิดว่าเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ คิดว่ามีกฎหมายนี้ขึ้นมาเพื่อปกป้องกษัตริย์เองเพราะม้วหมองคดีปลงพระชนม์ ร แปด และเพื่อปกป้องการวิจารณ์การมีทรัพย์สินมากมายโดยไม่ยอมเสียภาษี สุดท้ายที่สำคัญมากคือกษัตริย์จะเป็นผู้ออกมาอภัยโทษกลุ่มทหารที่ปฎิวัติทุกครั้ง กลุ่มทหารนี้เองที่ปกป้องกษัตริย์อย่างแท้จริง.

  2. วันพุธ 16 กันยายน 2009 22:04 น.

    ไม่เห็นด้วยอย่างมากกับกฏหมายนี้เช่นกัน ขอประนามว่ามันเป็นกฏหมายปิศาจ เชื่อเถอะกฏหมายนี้จะเป็นความหายนะของสถาบันในอานคต ถ้าไม่ยกเลิกหรือมีวิธีการที่ปรับปรุงให้ถูกต้องเหมาะสมกับสังคมโลก โปรดติดตามตอนต่อไป

  3. นางในหัวใจเธอ permalink
    วันศุกร์ 18 กันยายน 2009 12:50 น.

    อาจารย์ใจพยายามทำเรื่องที่ดี ที่พวกครั่งเจ้ารับไม่ได้ เลยป้ายสี รวมทั้งนักFrank G Anderson!! สือพิมพ์ที่เขียนเสียน่าเกลียดเกี่ยวกับอาจารย์….. ใช้คำว่าหนีออกไป และความเป็นลูกผู้ชาย ลองย้อนกลับไปเป็นนักข่าวท่านนี้บ้าง คุณจะไม่ทำอย่างอาจารย์หรือ??? กฏหมายเมืองไทยมันพิกลพิการ (นานมาแล้วด้วย) ไม่สมประกอบให้เห็นได้ ขึ้นทุกวัน ๆ ๆๆๆ… การมีหรือไม่มีกษัตริย์ไม่ใช่ปัญหา มันอยู่ที่ว่ามีแล้วไม่มีความวุ่นวายนั้นคือดีเพราะไม่เป็นปัญหากับสิ่งใด ๆ บ้างเลย แต่ถ้าเป็นปัญหาก็ไม่ควรมีเพราะไม่ดี ความหมายของอาจารย์พุ่งตรงแบบไม่ต้องคิดนาน ไม่มีระบบกษัตริย์คือไม่มีปัญหา (ข้าพเจ้าคิดว่าควรอนุลักษณ์ระบบนี้ไว้ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกับข้าพเจ้า พี่น้องประชาชน และ ไพร่จน ๆ คนไทยทั่วทั้งประเทศ) เท่านั้นเอง ส่วนกฏหมาย 112 ข้าพเจ้าก็เห็นด้วยกับอาจารย์ เพราะมันไม่แฟร์!!!!! การด่าทอหรือยุให้ทะเลาะกันเอง ก็เป็นหมากหนึ่งของพวกคลั่งเจ้า และคนที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น ส่วนใหญ่จะมีการศึกษาแต่กริยา สุด สถุล หาได้ง่ายทั่ว ๆ ไป ตามสื่อ ทีวี และหนังสือพิมพ์ หรือบางคนอาจมีอาชีพเป็นเจ้าของสื่อซะเอง….กรรมใครกรรมมัน ทำอย่างไรได้อย่างนั้น…..

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: