Skip to content

กฎหมายหมิ่นฯ ยิ่งแรงขี้นในไทย

วันอังคาร 6 มกราคม 2009

More lese majeste in Thailand?
By Frank G. Anderson
Published: January 05, 2009
UPI Asia.com

นครราชสีมา ประเทศไทย – ข้อโต้แย้งที่มีอยู่ตลอดเวลาอันเนื่องมาจากความวุ่นวายของการเมืองไทยที่ว่า กองทัพจะมีความชอบธรรมมากว่ารัฐบาลพลเรือนหรือไม่

อดีตประธานาธิบดีอเมริกา แฮรี่ ทรูแมน ซึ่งมีชื่อเสียงมาจากวาทะที่ว่า “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” กล่าวในบันทึกว่า “ถ้าจะมีองค์ประกอบพื้นฐานในรัฐธรรมนูญของอเมริกา สิ่งนั้นก็คือการมีพลเรือนปกครองกองทัพ” ซึ่งเขาได้กล่าวต่อ (อันเป็นถ้อยความที่ใช้ได้ทั่วโลก)คือ “การปกปิด และความโปร่งใส ย่อมจะไม่อยู่ร่วมกันในรัฐบาลประชาธิปไตย” การกล่าวเช่นนี้ แน่นอนจะต้องกล่าวภายใต้รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย

สำหรับประเทศไทย ถ้าจะมีองค์ประกอบพื้นฐานในรัฐธรรมนูญของไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญแบบใด สิ่งนั้นก็คือ “ประเทศไทยรับเอารัฐบาลแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” คำกล่าวเพิ่มเติมนี้ปรากฎในรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540 ที่ได้ยกเลิกไป และรัฐธรรมนูญปีพ.ศ 2550

ภาคผนวกในบทบัญญัติเฉพาะกาลได้ระบุชัดลงไปว่า ประเทศไทยจะต้องดำรงสถานะของกษัตริย์เป็นประมุข และสถาบันกษัตริย์จะต้องได้รับการปกป้อง ในมาตรา 3 ซึ่งเป็นมาตราที่ก่อให้เกิดการโต้แย้งกันอย่างมากในความซับซ้อนที่ว่า กษัตริย์มีหน้าที่ใดในรัฐบาล ขยายความก็คือ กองทัพมีสิทธิอันชอบธรรมหรือไม่ ในการก้าวเข้ามายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าพระราชทาน

มาตรา 3 ระบุว่า “อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์เป็นประมุข และทรงใช้อำนาจนั้นผ่านทางสภา ผ่านคณะรัฐมนตรี และ ผ่านทางศาล ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ”

ดังนั้น กษัตริย์จะทรงใช้อำนาจสูงสุดเหนือปวงชนได้อย่างไร นั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายได้ เพราะถ้าอำนาจของประชาชนเป็นอำนาจสูงสุดแล้ว นั่นก็หมายความว่าไม่มีอำนาจใดจะสูงมากไปกว่านี้อีกแล้ว

ถ้าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดของประชาชนจะต้องได้มาตามขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน ไม่สามารถที่จะได้มาโดยมีกองทัพเข้ามายึดอำนาจควบคุม หรือควบคุมรัฐบาลอยู่หลังฉาก และบงการให้ทำโน่นทำนี่ อย่างที่เกิดขี้นในขณะนี้

ในปีพ.ศ 2475 กองทัพไทยได้เข้ามายึดอำนาจของกษัตริย์ ซึ่งขณะนั้นกษัตริย์มีฐานะเสมือนเป็นรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากองทัพไทยได้เข้ายึดอำนาจ และกำจัดรัฐบาลพลเรือนนับเป็นสิบๆครั้ง และเป็นที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่า การยึดอำนาจแต่ละครั้งของกองทัพโดยการรับรู้ ยินยอม หรือแม้แต่การมีส่วนร่วม และมีการวางแผนอย่างออกหน้าจากษัตริย์และสมาชิกองคมนตรี

ก่อนหน้าทหารจะทำการรัฐประหารรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรในวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้นสถาบันกษัตริย์ได้ถูกมองว่ามีความเมตตาเห็นใจ สังคมไทยที่เกิดการแตกแยกระหว่างสองขั้วที่ว่า ฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการปกครองตามระบบจารีตประเพณีแบบเก่า และอีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง ฝ่ายหลังต้องการสภาที่มาจากการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย โดยไม่ต้องมีกษัตริย์เข้ามาข้องเกี่ยวในการบริหาร ยกเว้นแต่ให้ปรากฎตัวตามงานราชพิธีต่างๆ

จากบทความในหนังสือ “กษัตริย์และการรัฐประหาร ปีพ.ศ. 2549” แต่งโดยเควิน เฮวิสัน ได้ทบทวนหนังสือของพอล แฮนเล่ย์ “กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม” ว่าการรัฐประหารในปีพ.ศ 2549 นั้น กองทัพแห่งราชวงศ์ได้กล่าวหาทักษิณในครั้งแรกว่า ทักษิณได้ล่วงละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และผู้นำเหล่าทัพทั้งหลายกล่าวว่า พวกเขาเป็นทหารของพระราชา จนถึงวันนี้การกล่าวหาทักษิณว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพยังเป็นเรื่องที่ไมชัดเจน

การอ้างกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเริ่มจะนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย รัฐบาลที่ได้รับเลือกขี้นมาใหม่(รัฐบาลอภิสิทธิ์)สัญญาว่าจะปกป้องสถาบันและจะใช้อำนาจเด็ดขาดในการจัดการกับบุคคลต่างๆ รวมถึงเวปไซต์ดูหมิ่นกษัตริย์และสมาชิกราชวงศ์ จุดประสงค์ของการอ้างถึงการปกป้องสถาบันอันเป็นที่รัก เพื่อจะได้ถือแต้มเหนือประชาชนที่มีความนิยมทักษิณ

คนที่อยู่ในประเทศไทยได้อยู่ภายใต้เงิ่อนไข และอาจเป็นความจริงก็ได้ที่ว่า ทักษิณพยายามจะลดอำนาจของกษัตริย์ลง แต่ทักษิณกระทำไม่สำเร็จเพราะไม่ได้เตรียมการให้ดี เช่นเดียวกับเผด็จการทั่วๆไป ทักษิณมีความละโมบและขาดการตัดสินใจที่ดี ในปฎิกิริยาที่จะเกิดขี้นจากการคอรัปชั่นอย่างมาก

ในหกสิบปีที่ผ่านมา กองทัพได้เข้ามายึดอำนาจซ้ำแล้วซ้ำอีกในประเทศไทย ไม่ใช่เป็นเพื่อผลประโยชน์อย่างเดียวของกองทัพ ประเทศไทยได้ถูกปกครองและยังถูกปกครองต่อไปด้วยกลุ่มพันธมิตรชนชั้นสูงในสังคม ที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงจากระบบศักดินากลายๆไปสู่ระบบประชาธิปไตยอย่างสมบรูณ์ ซึ่งมีรัฐบาลที่ประชาชนเป็นใหญ่ และปกป้องประชาชน โดยได้รับอำนาจมาจากประชาชนอย่างแท้จริง แต่ปัญหามันอยู่ที่นี่นั่นเอง คือการควบคุมประเทศทั้งทางสื่อสาธารณะและทางระบบการศึกษา ทำให้ยากที่จะแก้ไขปัญหาได้

ข้อความนี้เริ่มต้นด้วยข้อโต้แย้งว่าการยึดอำนาจของกองทัพจากรัฐบาลพลเรือนมีความชอบธรรมหรือไม่ แม้แต่ในประเทศไทยเอง คำตอบอันเป็นที่น่าเสียใจที่ว่านี้ ขี้นอยู่กับด้านไหนที่คุณอยู่ จากประวัติศาสตร์ การเข้ายึดประเทศของกองทัพจากรัฐบาลเลือกตั้ง (ในระยะแรกของการบริหาร) เกิดขี้นเสมอเพราะรัฐบาลเลือกตั้งใช้อำนาจในทางผิด

ในประเทศไทย เหมือนจะไม่ใช่คำถามว่าพวกศักดินาไร้น้ำใจที่เป็นอยู่มานานแสนนานเหล่านี้ จะดำเนินต่อไปได้อีกนานสักแค่ไหน และอนาคตยังดูมืดมน ด้วยกองทัพของพระราชาที่ยังคงคืนชีพขี้นมา

แปลและเรียบเรียงโดย – chapter 11
ที่มาhttp://www.upiasia.com/Politics/2009/01/03/more_lese_majeste_in_thailand/5108/

Advertisements
No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: