Skip to content

ศักดินายังคงคุมอำนาจ

วันพุธ 31 ธันวาคม 2008

Elite still calls the shots
Ruling class sees rise of rural masses as threat to its dominance
December 28, 2008
By Nirmal Ghosh, Thailand Correspondent In Bangkok
ที่มา –  Straitstimes.com

nieliteคลับหรูบนชั้นสูงสุดของตึกแห่งหนึ่งบนถนนสุขุมวิท พื้นไม้สีเข้ม ของแปซิฟิกซิตี้คลับ

สมาชิกของคลับมาจากการถูกรับเชิญทั้งสิ้น ก่อตั้งมาเมื่อปี 2538 จากกลุ่มของนักธุรกิจชั้นนำ เจ้าหน้าที่เวปไซต์ของคลับกล่าวว่า “เพื่อให้เจ้าหน้าที่บริษัทและนักการทูตระดับสูงได้พบปะสังสรรค์ในบรรยากาศที่สบายๆและผ่อนคลาย”

รายขื่่อคณะกรรมการล้วนแต่เป็นคนดังของสังคมไฮโซ ประธานของคลับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง คือคุณอาสา สารสิน ซึ่งเป็นเลขาส่วนตัวของกษัตริย์ภูมิพลอดุลยเดช ได้ลาออกเมื่อปีที่แล้ว ปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครรับตำแหน่งแทน

คลับแสดงให้เห็นว่า ใครเป็นอภิสิทธิ์ชนจริงๆของประเทศไทย

อดีตนายกทักษิณ ชินวัตรที่เนรเทศตัวเองไปอยู่อังกฤษ หนีคดีจากประเทศไทยได้เคยกล่าวในเดือนตุลาคมว่าการที่ศาลสูงสุดวินิจฉัยว่าเขาได้กระทำความผิดในคดีคอรัปชั่นนั้น เนื่องมาจากการผลักดันของกลุ่มศักดินาอภิสิทธ์ชนที่เกี่ยวข้องในทางการเมือง

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กาย ใจ อึ้งภากรณ์ได้อธิบายสภาพการเมืองว่า “การดิ้นรนระหว่างศักดินากับความเป็นประชาธิปไตย และคนยากจนส่วนใหญ่ของประเทศที่จะเผชิญกับความทุกข์”

จากการให้สัมภาษณ์ของนักเขียนผาสุก พงศ์ไพจิตร กับนิตยสารฟ้าเดียวกันในปี 2549 ก่อนมีการทำรัฐประหารไล่คุณทักษิณเมือไม่นานมานี้ กล่าวว่าชนชั้นปกครองของไทยยังติดธรรมเนียมความเป็นศักดินาดั้งเดิม ขัดต่อความเท่าเทียมกันในสังคม

ในปี 2550 อาจารย์ไมเคิล คอนเน่อร์ ได้เขียนหนังสือประชาธิปไตยและเอกลักษณ์ประจำชาติไทย อ้างถึง ประชาธิไตยแบบศักดินา

อาจารย์คอนเน่อส์ได้ยกคำพูดของอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปัญยารชุน ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มศักดินาและเป็นนักเสรีนิยม ซึ่งเคยโต้แย้งว่าวงจรของการซื้อขายเสียงเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีของคนชนบท และการขับไล่รัฐบาลที่คอรัปชั่นและไม่มีความสามารถในการบริหารประเทศของคนชั้นกลางในกรุงเทพนั้น จะหมดไปถ้าคนชนบทได้ถูกยกสถานะขี้นมา

ในขณะนี้ประชาชนไม่ได้สนใจว่ารัฐบาลนั้นดีหรือเลว สนใจแต่เพียงว่ารัฐบาลนั้น “ขุดบ่อและทำถนน”

อาจารย์คอนเน่อส์เขียนต่อว่า ประชาธิปไตยแบบนายอานันท์เป็นแบบของคนเมืองกรุง ของกลุ่มชนชั้นกลางที่มีการศึกษาและให้เหตุผลอย่างคาดคะเนเอาเอง

ในวันที่ 19 กันยายน 2549 ในทันทีที่เกิดรัฐประหารขับไล่ทักษิณ ผบ.ทบ. พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลินได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ภูมิพล

ที่ได้ร่วมเข้าเฝ้าด้วยคือที่ปรึกษาของกษัตริย์ ประธานองคมนตรีเปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด

อดีตนายพลสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี และได้เป็นนายกรัฐมนตรีแทน

เป็นที่ชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างบรรดานายทหารระดับสูงและวงในของราชวังมีความสัมพันธ์อย่างแยกกันไม่ออก

คำพูดอันโด่งดังของพลเอกเปรมที่กล่าวเมื่อต้นปี 2549 ว่ากองทัพเปรียบเสมือนเป็นม้าแข่งและรัฐบาลเป็นเพียงคนขี่ม้า คนขี่ม้ามาแล้วก็ไป แต่เจ้าของม้าคือกษัตริย์

รัฐบาลที่จัดตั้งขี้นมาหลังการทำรัฐประหารประกอบไปด้วยกลุ่มอนุรักษ์นิยมของคนกรุงเทพ เช่น รัฐมนตรีการคลังปรียาธร เทวกุล ซึ่งมียศนำหน้าเป็นเชื้อพระวงศ์ว่า หม่อมหลวง มีพล.อ.สนธิเองเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีหลายๆคน เช่น มล. ปรียาธร เคยเป็นสมาชิกระดับสูงของพรรคประชาธิปัตย์

นายกรัฐมนตรีคนล่าสุด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จบการศึกษาจากอีตันและออกซ์ฟอร์ดก็มาจากคลับศักดินากรุงเทพกลุ่มนี้ พ่อของเขา ดร.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน และได้เป็นประธานของราชบัณทิตยสถาน

เช่นเดียวกับกองทัพ นักธุรกิจใหญ่ย่อมป้องกันผลประโยชน์ของตัวเองโดยการร่วมมือกับฝ่ายที่มีอำนาจ ทักษิณกล่าวในการให้สัมภาษณ์ในปี 2545 ว่า”การเมืองและธุรกิจเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก เราต้องรับความจริงข้อนี้ การเมืองเหมือนดวงอาทิตย์และธุรกิจเหมือนโลก”

พรรคไทยรักไทยของคุณทักษิณก็รักษาผลประโยชน์ของธุรกิจเช่นกัน เคยมีครั้งหนึ่งที่คณะรัฐมนตรีถือครองธุรกิจของตลาดหุ้นไทยถึง 10%

ทักษิณได้สร้างศัตรูในวงการธุรกิจมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ นักธุรกิจใหญ่อย่างประชัย เลียวไพรัตน์ คาดว่าจะเป็นผู้สนับสนุนการเงินแก่พันธมิตรเมื่อปี 2549 เพื่อแก้แค้นทักษิณหลังจากที่เขาได้สูญเสียการควบคุมอำนาจในบริษัทไทยปิโตรเลียม (TPI) เพราะหนี้ค้างชำระ

กลุ่มเสื้อแดง ฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายทักษิณได้แฉว่ามีประมาณ 100 บริษัทที่คาดว่าสนับสนุนพันธมิตรที่ทำการประท้วงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนของปีนี้ จนถึงขั้นปิดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเดือนที่แล้ว บางบริษัทมีรายชื่อของกลุ่มชนชั้นดังกล่าวในคณะกรรมการของบริษัท

อาจารย์ผาสุขและผู้ร่วมแต่งหนังสือ คริสต์ เบเกอร์ได้เขียนไว้ในหนังสือเมื่อปี 2547 ว่า ทักษิณเป็นนักการเมืองธุรกิจของประเทศไทย ในยุคเผด็จการของทหาร “นักธุรกิจได้แบ่งส่วนแบ่งกำไรให้กับนายพลต่างๆ ซึ่งผลตอบแทนที่ได้คือความสดวกในการทำธุรกิจ ได้เซ็นสัญญาธุรกิจและผลประโยชน์ที่สร้างกำไรอีกมาก

หลังจากปี 2535 กองทัพค่อยๆถอยห่างจากการเมือง แต่กองทัพกลับคืนมาในปี 2549

นักรัฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ได้เขียนลงหนังสือพิมพ์ Journal of Democracy ว่า ทักษิณ…ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่ เปลี่ยนระบบเก่าแบบเจ้าขุนมูลนาย แม้กระทั่งฝ่ายตรงข้ามยังตราหน้าทักษิณว่าคอรัปชั่น ฆ่าตัดตอน และใช้อำนาจในทางผิด

ตัวใหญ่ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทักษิณคือพรรคประชาธิปัตย์ กองทัพ และ ระบอบกษัตริย์ สามกลุ่มที่คุมอำนาจในประเทศไทยนับสิบๆปี

และมีอีกกลุ่มที่อยู่ฝ่ายเดียวกันคือชนชั้นกลางกรุงเทพซึ่งเห็นการเพิ่มของมวลชนชนบทจากคะแนนเสียงการเลือกตั้งเป็นการคุกคามต่ออำนาจการปกครองของตัวเอง

แปลและเรียบเรียงโดย – chapter 11

Advertisements
No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: