Skip to content

วิกฤติของประเทศไทย ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

วันศุกร์ 12 ธันวาคม 2008

The Thai Crisis History repeats itself
1 ธันวาคม 2551, By W. Scott Thompson
ที่มา – International Herald Tribune
แปลและเรียบเรียงโดย – chapter 11

ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติครั้งที่สาม เป็นการทดสอบอำนาจของระบอบกษัตริย์ และเป็นครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับคนนอกคงไม่เข้าใจว่า ผู้นำที่เป็นที่เคารพบูชาแต่ห่างเหินแบบนั้น จะสามารถใช้อำนาจการควบคุมอันมหาศาลที่มีอยู่นี้ได้ ซึ่งอยู่นอกเหนือจากบทบาทตามรัฐธรรมนูญ

บทบาทดั้งเดิมของราชบัลลังก์ไม่ใช่เป็นความลับ แต่ที่เป็นความลับคือบทบาทของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้โดยเฉพาะต่างหาก ใน พ.ศ.2517 และ พ.ศ.2535 สองครั้งที่มีการประท้วงเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยให้มากกว่าที่เป็นอยู่ รัชกาลที่9 หรือภูมิพล อดุลยเดช รอเพื่อหยั่งท่าทีของพวกที่นิยมชมชอบ และคอยดูว่าใครที่เป็นฝ่ายตรงข้ามท่าน ถูกบังคับให้อ่อนแรงไป

ใน พ.ศ.2517 นักศึกษาได้ขับไล่รัฐบาลถนอม ประภาส ณรงค์ การประท้วงเสียเลือดเนื้อจนถึงระดับที่ชาวไทยรับไม่ได้ พระบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ส่งบุคคลทั้งสาม ไปบอสตันและไทเป พระองค์ทรงรู้จักบุคคลเหล่านี้เป็นอย่างดี และได้ทรงงานผ่านบุคคลทั้งสาม และคิดได้ว่าหมดเวลาของคนทั้งสามแล้ว การตัดสินใจของพระองค์ในครั้งนี้ ได้เพิ่มอำนาจให้กับพระองค์อย่างมหาศาล

เช่นเดียวกันใน พ.ศ. 2535 นักศึกษาได้ประท้วงรัฐบาลจากคณะรัฐประหาร และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกับครั้งก่อน หลังจากมีคนตายหลายร้อยคน พระองค์ได้เรียกให้ทั้งสองฝ่ายเข้าวัง และให้ทั้งคู่ยุติบทบาทของตัวเอง การกระทำของพระองค์เช่นนี้ ได้เพิ่มบทบาทของบัลลังก์ ซึ่งทั้งหมดเป็นการจัดการของพระองค์

และครั้งนี้แม้จะเป็นงานใหญ่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรออีกครั้ง จากสองปีที่เศรษฐกิจถูกทำลายและระบบการเมืองที่มีแต่การประท้วง แต่เป้าหมายของพระองค์นั้นใหญ่กว่านี้มาก พระองค์หวังให้ทักษิณ ชินวัตร เศรษฐีที่สร้างตัวขึ้นมาเอง เป็นอดีตนายพลตำรวจ มีฐานเสียงจากนโยบายและคนไทยในชนบท ให้ถูกลืมไปจากประชาชนตลอดไป เพราะ 50 ปีที่ท่านครองราชย์มา ก็มีแต่ทักษิณคนเดียวที่เด่นและสั่นคลอนพระราชอำนาจของพระองค์

วิกฤติในปัจจุบันยุ่งยากกว่าครั้งก่อนๆ เพราะมีผู้เล่น 3 ฝ่าย ชึ่งแต่ละฝ่ายสืบทอดอำนาจมาจาก พวกที่มีอำนาจหลังจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชถูกล้มล้างไป ใน พ.ศ.2475

ฝ่ายแรก ฝ่ายราชวงศ์ จาก พ.ศ.2475 จนกระทั่งประมาณ พ.ศ.2506 17 ปีหลังจากที่กษัตริย์ภูมิพลได้ครองราชย์ บัลลังก์ไม่รุ่งเรืองเหมือนในอดีต คณะรัฐประหารที่ได้ยึดอำนาจใน พ.ศ.2500 เริ่มใช้กษัตริย์ภูมิพลเป็นเครื่องมือ แต่พระองค์ได้พิสูจน์แล้วว่าพระองค์ทรงเหนือชั้นกว่า และเป็นแบบนี้มาตลอด กษัตริย์ภูมิพลขณะนี้ได้ทรงชราภาพและอ่อนล้าลง แต่ก็ยังคงอยู่ จนกระทั่งพระองค์ได้รับชัยชนะในที่สุด

ฝ่ายที่สอง ทายาทโดยตรงมีลักษณะกึ่งเผด็จการ ที่สืบทอดมาจากคณะรัฐประหารในพ.ศ.2475 ไม่ใช่กองทัพ แต่เป็นคุณทักษิณ

ฝ่ายที่ 3 กลุ่มคนไทย ที่มาจากการที่ ปรีดี พนมยงศ์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ในพ.ศ.2491 บุคคลผู้เป็นแรงดลใจให้คนหนุ่มสาวที่มีใจรักประชาธิปไตย แต่ปรีดีไม่สามารถรักษาอำนาจเอาไว้ได้ จากกลุ่มขวาจัดที่มีอาวุธพร้อมและได้เข้ายึดอำนาจ ในพ.ศ. 2516 นักศึกษาจากนอกประเทศได้เรียกร้องให้มีการวางรากฐานของประชาธิปไตยในประเทศไทย เดินขบวนเรียกร้องให้มีการแก้ไขระบอบและมีการเลือกตั้งทั่วประเทศ ทำให้ต้องยืมมือกษัตริย์ภูมิพลออกมาป้องกันความวุ่นวาย กลุ่มนี้เติบโตมาเป็นกลุ่มพันธมิตร ซึ่งได้ยึดสนามบิน ทำเนียบรัฐบาล และได้ทำให้ธุรกิจหยุดนิ่ง

ทุกวันนี้ มีข้าราชการประจำศักดินา ซึ่งจบมาจากต่างประเทศ และยังคงยึดกุมอำนาจอยู่

ทักษิณชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ทำไมกษัตริย์ถึงได้อยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย อยากจะพูดอย่างเลนินว่า ทักษิณเป็นศัตรูตัวสำคัญ พวกเขาสงสัยว่าถ้าปล่อยให้ทักษิณเป็นแบบนี้ ทักษิณจะปกครองประเทศไทยตลอดไป และทักษิณมีคุณสมบัติที่ไม่ยอมใครด้วย ทักษิณมีความสามารถที่ทำให้ราชวงค์ไม่พอใจ หลายๆวิธีที่ทักษิณแสดงให้รู้ว่าความชื่นชอบที่มีต่อกษัตริย์เป็นเรื่องโบราณ

กษัตริย์ภูมิพลเป็นคนนุ่มนวลก็จริง แต่ไม่เคยอ่อนข้อให้กับฝ่ายตรงข้าม พระองค์คือบุคคลที่ส่งสัญญาณให้ทหารขับไล่ทักษิณในวันมี่ 19 กันยายน 2549 แต่รัฐบาล คมช.ที่กษัตริย์ทรงแต่งตั้งตั้งขี้นมา ไม่สามารถทำงานให้สำเร็จตามที่พระองค์ต้องการ

อีกประการหนึ่ง ประชาธิปไตยไม่เคยเต็มใบ มีหลายความคิดเห็นในกลุ่มของพันธมิตรเอง รวมถึงบางกลุ่มที่อ้างว่ามีจริยธรรมสูง ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายที่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย และไม่ได้ประหลาดใจกับรายละเอียด เช่น การรัฐประหาร กฎอัยการศึก หรืออะไรก็ตามที่จะทำลายประเทศ ซึ่งทักษิณถูกมองว่าเป็นคนเหิมเกริม

ทำไมพวกเขาสามารถกระทำเรื่องดังกล่าวนี้ได้ ง่ายๆก็คือ กองทัพได้รับสัญญาณมาจากในวัง ไม่ใช่จากรัฐบาลที่อยู่ภายใต้เงาทักษิณ นั่นคือการที่กษัตริย์อนุญาตให้เกิดความวุ่นวายในขณะนี้ ทำลายธุรกิจท่องเที่ยวและทำให้เศรษฐกิจช้าลง

ในเวลานี้กลุ่มประท้วงรู้ชัดเจนว่ากษัตริย์ได้อยู่ข้างพวกเขา ยิ่งกว่าในปีพ.ศ.2517 และ 2535 เป็นเรื่องเล็กที่จะพูดเรื่องความเป็นประชาธิปไตย เพราะไม่ใช่เป็นเรื่องที่กษัตริย์แค่โบกไม้เท้ากายสิทธ์และความวิกฤติก็จะหมดไป กองทัพหรือใครที่เหมาะสมจะเข้าไปจัดการ และประเทศจะมีความอดทน และต่อไปก็จะหมดความสนใจต่อการจากไปของทักษิณ ซึ่งอยู่นอกประเทศ ซึ่งแต่ละวันจะหมดความชอบธรรมและหมดเงิน

ประเทศไทยเสียหายอย่างมหาศาลจากวิกฤติในครั้งนี้ แต่ในที่สุดความมุ่งมั่นของพระองค์ที่จะรักษาความยิ่งใหญ่ และมีประชาชนตามแบบของท่าน ที่จะปกครองประเทศนี้ และประเทศไทยจะกลับไปสู่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ บวกกับรอยยิ้มซึ่งเป็นที่รู้จักกันและประชาธิปไตยไม่เต็มใบ

การปรากฏตัวของกษัตริย์ในอีกไม่กี่วันนี้ จะคุ้มค่ากับการติดตาม

สก็อต ทอมสัน เป็นผู้เชียวชาญด้านความมั่นคงแห่งชาติซึ่งรับใช้ประธานาธิบดีมาสี่คน เป็นอาจารย์ที่เกษียณแล้ว สอนโรงเรียนสอนกฎหมาย เป็นนักเขียน เป็นบรรณาธิการตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการเมืองของโลก 13 เล่ม อาศัยอยู่ในวอชิงตัน บาหลี และมนิลา

Advertisements
No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: