Skip to content

คุมตัวเองดีที่สุดสำหรับท่องเน็ตอย่างอิสระ

วันพุธ 10 ธันวาคม 2008

Self-regulation seen as better way to protect cyber liberty in Thailand
8 ธันวาคม 2551
ที่มา – SEAPA
แปลและเรียบเรียงโดย – chapter 11

การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม และเจ้าหน้าที่ในประเทศไทยอย่างเหลือเฟือ ในการปิดกั้นการแสดงออกทางอินเตอร์เน็ต ทำให้มีการรวมตัวกันปฏิรูปสื่อ นักสิทธิมนุษยชน เว็บมาสเตอร์ บล็อกเกอร์ และผู้ดำเนินการสิ่งพิมพ์ออนไลน์ เพื่อสร้างเครือข่ายอินเตอร์เน็ตประชาชนที่เรียกว่า “ไทยเนซิเซ่นเนทเวอร์ค” ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนและป้องกันเสรีภาพในการใช้อินเทอร์เน็ต

กลุ่มอิสระนี้ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 2 ธันวาคม ทำงานสานต่อกลุ่มเดิมที่เรียกว่า Freedom Against Censorship in Thailand แต่งานของกลุ่มนี้ครอบคลุมกว้างกว่ากลุ่มเก่า นั่นคือ มีการรณรงค์นโยบายระดับประเทศเพื่อประชาสัมพันธ์และป้องกันสิทธิของคนท่องเน็ต เพื่อเสรีภาพของสื่อออนไลน์และนักข่าว และในขณะเดียวกันเพื่อประชาสัมพันธ์ในการสร้างกรอบกำกับตัวเองสำหรับผู้ใช้ อินเทอร์เน็ต

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ประสานงานของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตกล่าวว่า มีคดีที่กำลังรอคำตัดสินและถูกห้ามถึง 400 URL (URL ย่อมาจากคำว่า Uniform Resource Locator หมายถึงที่อยู่ (Address) ของข้อมูลต่างๆในอินเตอร์เน็ต) ในคดีอาญาเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และปัญหาคือตำรวจอินเตอร์เน็ตไม่สามารถจะดำเนินคดีได้ เพราะตำรวจไม่สามารถตามจับผู้ต้องหาเหล่านั้นได้

รัฐบาลไทยได้ตราบทบัญญัติในกฎหมายในการกระทำผิดทางด้านคอมพิวเตอร์ในปี 2550 เกือบยี่สิบปีหลังจากทีอินเตอร์เน็ตได้แพร่หลายในประเทศไทย ไม่เพียงแต่เว็บไซต์และบล็อกที่ไม่เหมาะสมเช่น เว็บลามก แต่รวมถึงรูปภาพ ข้อคิดเห็น และข้อมูลที่หมิ่นสถาบันหรือคุกคามความมั่นคงของประเทศ แต่การมีบทบัญญัติหลายข้อก็มีปัญหา กฎหมายมาตราที่ 19 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างเหลือเฟือที่จะกล่าวหาผู้ต้องสงสัย ซึ่งจะทำให้เกิดการตัดสินที่ผิดพลาด มาตรา 15 นำภาระไปให้แก่ผู้ดูแลเว็บไซต์และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต(ISP)โดยกฎหมาย บังคับให้องค์กรดังกล่าว ต้องกลั่นกรองหรือสร้างกรอบกำกับสิ่งที่จะผิดกฎหมาย และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตจะต้องเก็บบันทึกข้อมูลของผู้ใช้ย้อนหลังไป อย่างน้อย 90 วัน ตั้งแต่วันแรกที่ผู้ใช้ ใช้งาน ทำให้ฐานข้อมูลต้องรับภาระหนัก

หน้าที่สำคัญของกลุ่มนี้คือการขอให้แก้ไขกฎหมายอายุ 1 ปี ให้แยกความผิดระหว่างการแสดงออกอย่างเสรีกับการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ปกติ สุภิญญากล่าวว่า “กฎหมายควรจะมีขอบเขตหรือคำจำกัดความให้แน่ชัดลงไปของอาชญากรรมของโลก อินเตอร์เน็ต การแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะผิดหรือถูกไม่ควรจะมีความผิดทางอาญา กลุ่มดังกล่าวจะทำงานใกล้ชิดกับสื่อมืออาชีพ และกลุ่มพลเรือนอีกหลายกลุ่ม เพื่อจะปรับปรุงกฎหมายหมิ่นประมาท เพื่อให้แน่ใจว่าสิทธิเสรีภาพในการพูด และเสรีภาพของสื่อได้ถูกป้องกัน กลุ่มนี้ได้ร้องเรียนให้มีการระบุให้แน่ชัดในกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้ เพื่อไม่ให้มีการใช้อย่างพร่ำเพรื่อ และเป็นการกำจัดสิทธิเสรีภาพต่อการพูดและการค้นหาข้อมูลอย่างเท่าเทียมกัน

จากข้อมูลของ NECTEC จากจำนวนไม่กี่พันคนของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย เพิ่มมาเป็น 13 ล้านคนในปี 2550 และได้ประเมินว่าจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตปัจจุบันนี้มีถึง 15 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16 ของประชากร 64 ล้านคน เมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา อินเตอร์เน็ตเป็นตัวกลางและหนทางในการโต้เถียงทางการเมือง และวัฒนธรรมบางอย่างที่เป็นเรื่องอ่อนไหวหรือเรื่องต้องห้าม รวมไปถึงเรื่องของราชวงศ์ สื่อหลักได้เลี่ยงที่จะกล่าวถึงเรื่องของราชวงศ์ หนังสือพิมพ์หลายๆฉบับได้เผยแพร่ทางออนไลน์ เพื่อจะหาคนอ่านเพิ่มขี้น โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่หันมาใช้อินเตอร์เน็ต เพื่อจะติดตามข่าวสารได้เร็วและสะดวกกว่า

แต่ประเทศที่กำลังมีปัญหาการเมืองสองขั้ว ระหว่างคนที่สนับสนุนอดีตนายกที่ได้รับความนิยม ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งขณะนี้ได้อาศัยอยู่ต่างประเทศ จากการทำรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 และคนที่ต่อต้านเขา ได้เกิดผลกระทบอย่างหนักต่อการแสดงออกอย่างเสรีโดยเฉพาะทางอินเตอร์เน็ต และผลกระทบโดยทั่วไปของเสรีภาพของสื่อ ทั้งสองขั้วได้ทำสงครามทางอินเตอร์เน็ต โดยใช้ข้อจำกัดที่หละหลวมของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และใช้ช่องว่างของกฎหมายหมิ่นประมาทเพื่อการกำจัดซึ่งกันและกัน

จีรนุช ผู้จัดการของ prachathai.com อันเป็นเว็บไซต์การเมืองและสังคม ได้กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้มีความกลัวที่จะแสดงความเห็น เนื่องจากข้อความใดๆก็ตามที่โพสต์ในอินเตอร์เน็ต จะทำให้พวกเขาติดคุกได้ จีรนุชกล่าวต่อว่า เป็นธรรมเนียมของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ที่จะไม่เปิดเผยตัวจริง แต่การใช้กฎหมายอย่างพร่ำเพรื่อจะยิ่งผลักให้คนเหล่านี้ หลบหายเข้าไปในมุมมืด และทำให้การควบคุมยากขึ้น

ในขณะที่เห็นด้วยว่า เสรีภาพและความรับผิดชอบต้องไปด้วยกัน จีรนุชยังได้กล่าวต่อว่ากฎหมายไม่ใช่เป็นสิ่งเดียวที่จะมาบังคับ ให้มีการรับผิดชอบ แต่ควรมีการสนับสนุน โดยการอนุญาตให้เครือข่ายอินเตอร์เน็ต ได้สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันของสมาชิก

สาริณี อาชวนฐากูร กล่าวว่า การประท้วงทางการเมืองในขณะนี้ แสดงว่าประชาชนต้องการหาแหล่งที่จะแสดงออกในทางความคิด และเสาะหาแหล่งข้อมูลที่ประชาชนไม่ได้รับมาอย่างเพียงพอ ในการตัดสินใจเรื่องการเมือง สาริณี ซึ่งมีบล็อกส่วนตัวได้กล่าวว่า สังคมไทยควรเรียนรู้ที่จะมองความคิดเห็นที่แตกต่าง เมื่อมีการตั้งการเซ็นเซอร์ขี้นมา คนเหล่านี้จะไม่สามารถเรียนรู้ว่าการแสดงความเห็นอย่างไร ที่จะเหมาะสมที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน หรือจะเรียนรู้ว่ามุมมองใดที่จะมีประโยชน์หรือมีโทษระหว่างกันและกัน สาริณีกล่าวต่อว่า แทนที่จะชี้หน้าว่าใครผิดใครถูก เราต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมองจุดประสงค์หลักของอินเตอร์เน็ต นั่นคือการเผยแพร่ประชาธิปไตยอย่างถูกวิธี

เธอกล่าวว่าอินเตอร์เน็ตมีคุณค่ามากในการส่งเสริมต่อขบวนการประชาธิปไตย รวมถึงการเข้าถึงข้อมูล เสรีภาพที่จะรวมตัวกัน มีความโปร่งใสและก้าวหน้า ความเท่าเทียมทางสังคม และไม่มีการลำเอียงจากเจ้าหน้าที่

Advertisements
No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: