คำประกาศ “ขบวนการล้ม [ - - - ] เจ้า”
หมายเหตุ: บทความหรือ “คำประกาศ” นี้ เขียนไม่เสร็จ (ถ้าสนใจว่าทำไมจึงมีบทความเขียนไม่เสร็จแต่โพสต์ในช่วงนี้ โปรดดูคำชี้แจงในตอนท้าย บทความกระทู้นี้ ส่วนที่เป็นตัวสีน้ำเงินเล็กๆท้ายบทความน่ะ) ดังนั้น ขอให้ถือว่าเป็นเพียง “ร่าง” เท่านั้น และไม่สมบูรณ์ด้วย (หลายตอนคงต้องเขียนใหม่ เพราะรู้สึกจะวนๆ) แต่ที่นำมาโพสต์ เพราะ (ก) ผมคงไม่สามารถทำให้เสร็จได้ในช่วงนี้ (ข) คิดว่า อาจจะมีประโยชน์ อย่างน้อยก็เป็น “ไอเดีย” สำหรับเขียนเรื่องในลักษณะนี้ (ซึ่งผมได้อภิปรายถึงความจำเป็นในบทความอีกกระทู้ ที่พูดถึงเมื่อครู่) ใครที่สนใจ จะ “เอาไปทำต่อ” คือ ไปร่างใหม่ เขียนใหม่ เขียนเพิ่ม ก็ตามสะดวก (แต่แน่นอนว่า ถ้าเอาไปใช้ต่อในลักษณะนั้น ก็ต้องเป็นบทความของคุณเอง ไมใช่ของผม คือผมคงไม่สามารถร้บผิดชอบได้)
ใครที่สนใจ “ดราม่า” ความเป็นมาของการเขียนบทความ หรือ “คำประกาศ” นี้ อ่าน “คำชี้แจง” ใน rep แรกสุดที่ต่อจากตัวกระทู้ข้างล่าง แต่ใครที่ไม่สนใจหรือไม่ชอบ “ดราม่า” ก็ไม่จำเป็นต้องอ่าน
—————————————————————————————
คำประกาศ “ขบวนการล้ม [ - - - ] เจ้า”
07 August 2010 – 08:08 PM
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา – ชุมชนคนเหมือนกัน
ด้วยความรำลึกถึงเว็บบอร์ดประชาไท
และ “เธอ …..” ผู้ร่วมบุกเบิกเว็บบอร์ด ฟ้าเดียวกัน
“ขบวนการล้มเจ้า” ของ ศอฉ. ไม่เคยมีตัวตนจริง เป็นเรื่องที่ ศอฉ.กุขึ้นล้วนๆ
แต่มีประชาชนไทยจำนวนมาก ต้องการให้มีการ “ล้มเลิกสถานะและอำนาจที่ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตยของ เจ้า(สถาบันกษัตริย์)”
สถานะและอำนาจที่ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตยของสถาบันกษัตริย์ ที่มีคนไทยจำนวนมากต้องการล้มเลิกนี้ เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง นับจากการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ที่โค่นรัฐบาลปรีดี-ธำรง ลงไป (โดยอาศัยกรณีสวรรคตเป็นข้ออ้างสำคัญ) ทำให้ “ยุคปฏิวัติ” ของคณะราษฎรสิ้นสุดลง
หลังการรัฐประหารดังกล่าว กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยม ได้ผลักดันให้ออกกฎหมาย “พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2491″ ซึ่งยกเลิกกฎหมายในเรื่องนี้ทีคณะราษฎรจัดทำขึ้น คือ “พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2479″ ตามพระราชบัญญัติปี 2479 ของคณะราษฎรนี้ ได้จัดให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในฐานะทีเป็นทรัพย์สินของรัฐ อยู่ในความควบคุมของรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งเป็นการถูกต้อง ตรงกับหลักการประชาธิปไตย แต่ พระราชบัญญัติปี 2491 ที่กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมจัดทำขึ้น และบังคับใช้มาจนทุกวันนี้ ได้ล้มเลิกหลักการนี้เสีย และโอนการควบคุมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งแท้จริงคือทรัพย์สินของรัฐ ไปให้พระมหากษัตริย์โดยสิ้นเชิง แบบเดียวกับสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช รัฐบาลที่มาจากประชาชนและประชาชนเอง ไม่มีอำนาจใดๆต่อทรัพย์สินของรัฐอันมหาศาลนี้ ซึ่งขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับการเป็นประเทศประชาธิปไตย
นอกจากนี้ กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมยังได้สร้างองค์กร “องคมนตรี” ขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันกษัตริย์อย่างถาวรเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี 2492 และเป็นแบบอย่างใช้มาจนปัจจุบัน โดยที่การแต่งตั้งถอดถอนองคมนตรีอยู่ภายใต้อำนาจของพระมหากษัตริย์ “ตามพระราชอัธยาศัย” ล้วนๆ ซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตย เพราะตามหลักการประชาธิปไตย “ที่ปรึกษา” ของพระมหากษัตริย์ คือ คณะรัฐมนตรี ทีได้รับการเลือกตั้งและสามารถควบคุมได้จากประชาชน ไม่จำเป็น และ ไม่ต้องมี “ที่ปรึกษา” พิเศษต่างหาก ที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมใดๆของประชาชนหรือรัฐบาลที่มาจากประชาชน
พร้อมกับการสร้างองค์กรองคมนตรีในฐานะส่วนหนึ่งของสถาบันกษัตริย์ที่ขัดหลักประชาธิปไตยนี้ รัฐธรรมนุญ 2492 ของกลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยม ยังกำหนดให้มีบุคคลากรอื่นๆอีก เช่น “ข้าราชการในพระองค์และสมุหราชองค์รักษ์” ที่มีลักษณะเดียวกับองคมนตรี คืออยู่ภายใต้พระราชวินิจฉัยในการแต่งตั้งถอดถอนของพระมหากษัตริย์ล้วนๆ ประชาชนไม่สามารถควบคุมตรวจสอบเอาผิด (accountability) ได้ ซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตยเช่นกัน
ตามหลักการประชาธิปไตยนั้น พระมหากษัตริย์จะต้องไม่มีอำนาจใดๆ เพราะถือว่า หากจะให้มีอำนาจใดๆ แม้แต่เรือ่งการแต่งตั้งถอดถอนบุคคลาการต่างๆ พระมหากษัตริย์ก็จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบเอาผิดจากสาธารณะหรือประชาชนได้ เพราะอำนาจสาธารณะในสังคมประชาธิปไตยทุกอำนาจ (อำนาจการแต่งตั้งถอดถอนบุคคลากรของรัฐ ไม่ว่า องคมนตรี ข้าราชการในราชสำนัก ฯลฯ ล้วนเป็นอำนาจสาธารณะทั้งสิ้น) เป็นอำนาจของประชาชน จึงต้องอยู่ใต้การควบคุมตรวจสอบเอาผิดจากประชาชนได้ ในเมื่อ ไม่ต้องการให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบเอาผิด ก็จะต้องไม่ให้ทรงมีอำนาจสาธารณะใดๆด้วย
ลองคิดดู ตำแหน่งบุคคลากรต่างๆเหล่านี้ ที่กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยม สร้างขึ้น ตั้งแต่ องคมนตรี ถึง “ข้าราชการในพระองค์” ทุกตำแหน่ง หาได้รับเงินเดือนจากเงินส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดไม่ แต่ล้วนแต่รับเงินเดือนของรัฐ ในเมือ่รัฐเป็นประชาธิปไตย ที่ประชาชนควบคุมเอาผิดได้ อำนาจการในการควบคุมเอาผิด (แต่งตั้งถอดถอน) บุคคลากรเหล่านี้ ทั้งหมด จึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของประชาชนด้วย ไมใช่อยู่ในอำนาจของพระมหากษัตริย์ ความคิดเรื่อง “ข้าราชในพระองค์” ที่กลุ่มการเมืองกษัตริย์นิยมสร้างขึ้น นับจากรัฐประหาร 2490 เป็นต้นมา เป็นความคิดที่ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง
หลังการรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี 2500 และ 2501 นอกจากสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ในเรื่องการมีองค์กรองคมนตรีและ “ข้าราชในพระองค์” ต่างๆ ในเรื่องการควบคุมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะได้รับการส่งเสริมและขยายให้ขัดกับหลักการประชาธิปไตยยิ่งขึ้นไปอีกแล้ว สฤษดิ์ยังเริ่มระบอบการประชาสัมพันธ์และอบรมบ่มเพาะความเชื่อแบบกษัตริย์นิยม อย่างขนานใหญ่ ทีขัดกับหลักการประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง ผลของระบอบประชาสัมพันธ์และอบรมบ่มเพาะความคิดดังกล่าวที่ดำเนินติดต่อกันนับแต่นั้นมาและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆตลอดเวลา ได้ทำให้ ปัจจุบัน กลายเป็นเรื่องปกติ ที่จะพูดกันว่า “แผ่นดินนี้ ประเทศนี้ เป็นของ พ่อ (พระมหากษัตริย์)” (“ใครไม่ชอบออกไป”) ซึ่งเป็นสิ่งที่เหลือเชื่ออย่างยิ่ง ที่ประเทศที่ประกาศว่ามีการปกครองแบบประชาธิปไตย จะทำราวกับว่า คติเช่นนี้ เป็นเรื่องปกติ น่ายกย่อง
เพราะตามหลักการประชาธิปไตย “แผ่นดินนี้ ประเทศนี้” หาได้เป็นของพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดไม่ แต่เป็นของประชาชน อำนาจในการควบคุม “แผ่นดินนี้ ประเทศนี้” กำหนดทิศทางต่างๆของ “แผ่นดินนี้ ประเทศนี้” อยู่ทีประชาชน หาใช่อยู่ทีสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด
ใจกลางของระบอบประชาสัมพันธ์และอบรมบ่มเพาะความคิดกษัตริย์นิยมที่เริ่มจากสฤษดิ์เป็นต้นมา ก็คือ การสร้างอำนาจให้สถาบันกษัตริย์สามารถมีกิจกรรมที่เรียกว่า “โครงการหลวง” “โครงการพระราชดำริ” (และ “พระราชกรณียกิจ” ต่างๆในลักษณะเดียวกัน) แล้วทำการประชาสัมพันธ์อ่มรมบ่มเพาะความคิด ล้อมรอบกิจกรรมที่มาจากอำนาจนี้
แต่ทั้งอำนาจของสถาบันกษัตริย์ที่จะมีกิจกรรม “โครงการหลวง” “โครงการพระราชดำรั” หรือ “พระราชกรณียกิจ” ในลักษณะเดียวกัน และการประชาสัมพันธ์อบรมบ่มเพาะความคิดกษัตริย์นิยมเกี่ยวกับกิจกรรมเช่นนี้ เป็นการขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย เช่นเดียวกับเรื่องอำนาจอื่นๆของสถาบันกษัตริย์ ทีถูกสร้างขึ้นหลัง 2490 ที่กล่าวไว้ข้างต้น นั่นคือ . . . .
คำชี้แจง: ความจริง ผมตั้งใจจะไม่โพสต์ข้อความใดๆทางเว็บบอร์ดหรือออนไลน์อีก (อย่างน้อยในอนาคตที่เห็นได้) ด้วยเหตุผลส่วนตัวล้วนๆ เช่นเดียวกับกรณีปิดเฟสบุ๊คของตัวเองเมื่อเร็วๆนี้ เรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับ ศอฉ., พรก. ดีเอสไอ ฯลฯ ทั้งสิ้น คือไมใช่เพราะความเกรงกลัวจะถูกพวกดังกล่าวเล่นงาน [มี "นักวิชาการ" งี่เง่าบัดซบคนหนึ่ง ถึงกับเขียนเยาะเย้ยว่า ผม "พลาด" ที่โพสต์ข้อความด่าพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ในช่วงไม่นานมานี้ เพราะข้อความด่าพิชญ์นั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ (เช่นเดียวกับบทความข้างบนนี้) ผมคงจะโดน ศอฉ, ดีเอสไอ เล่นงานแน่แล้วคราวนี้ - ระดับที "นักวิชาการ" คนนั้น ใช้ความขี้ขลาดตาขาวของตัวเอง และขนาดสมองตัวเองทีเล็กเท่าแมลงวัน มาประเมินคนอื่น ถ้าไม่นับว่าน่าสมเพช คงเป็นเรื่องตลกได้ - มี หรือ ไม่มี ข้อความด่าพิชญ์ ที่มีการอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์อันนั้น หาก ศอฉ. ดีเอสไอ คิดจะ "หาเรื่อง" ผม ทำไมพวกเขาจะหาไม่ได้ จากกระทู้จำนวนหลายสิบที่ยังอยู่ทีบอร์ดแหงนี้ รวมทั้งกระทู้ประเภท "ปักหมุด" ในหน้าแรกสุดด้วย ผมเขียนเรื่องนี้ มา 10 กว่าปี รู้ดีถึงความเสี่ยงในบริบทของกฎหมายประเทศนี้ แต่ก็รู้ด้วยว่า จะต้องเขียนอย่างไร แค่ไหน จึงจะอยู่ในกรอบของกฎหมาย ซึ่งถึงหากถูก "หาเรื่อง" ก็พร้อมจะดีเฟนด์ได้ ถ้าผมไม่มีกระดูกสันหลังแบบเดียวกับนักวิชาการคนนั้น ก็ไม่เขียนเรื่องพวกนี้แต่แรกแล้ว หรือไม่ก็ "พลาด" ไปนานแล้ว ไมต้องรอมาจนถึงกรณีด่าพิชญ์หรอก]
แต่ในช่วงวันที่ 31 กรกฎาคม ผมได้อ่านกระทู้จำนวนมากที่บอร์ดประชาไท ซึ่งเขียนเพื่อ “อำลา” การปิดบอร์ดนั้น ที่มีกำหนดตอนเที่ยงคืนวันนั้น ผมก็เกิดความรู้สึก emotional ขึ้นไม่น้อย แม้ผมจะไม่ใช่ “นักรบไซเบอร์” ประจำที่นั่น (โดยส่วนตัวผมไม่ชอบคำนี้ ซึ่งคนที่นั่นชอบใช้ แต่ไม่ขออธิบายในที่นี้) แต่ก็โพสต์ข้อความที่นั่นหลายครั้ง (ช่วงหนึ่ง เมื่อผมเขียนอะไรเสร็จ ผมจะโพสต์พร้อมกัน 2 แห่ง ที่นั่นและที่นี่ พร้อมกันแทบทุกครั้ง)
ความรู้สึกแบบ emotional นี้ ทำให้ผมละความตั้งใจของตัวเองชั่วคราว และลงมือเขียนบทความ หรือ “คำประกาศ” ข้างบนนี้ ตั้งใจว่าจะไปโพสต์ทีบอร์ดประชาไท ให้ทันก่อนบอร์ดปิด
ในระหว่างที่เขียน แน่นอน อารมณ์ความรู้สึกก็ระลึกถึงบอร์ดประชาไท ที่ผ่านมาด้วย แต่เหนือกว่านั้น ผมรำลึกถึงบอร์ดฟ้าเดียวกัน(คนเหมือนกัน)นี้เอง โดยเฉพาะระลึกถึง “เพื่อน” คนหนึ่ง ที่เคย “บุกเบิก” บอร์ดแห่งนี้ร่วมกันมา แทบจะเรียกได้ว่าจาก “ศูนย์” ไม่มีอะไรเลย . . . . .
ช่วงหลัง 19 กันยา เมื่อบอร์ด ม.เที่ยงคืน ที่ผมเขียนประจำหลายปีก่อนหน้านั้น “ปิดตัว” หรือ “จำกัดบทบาทตัวเอง” ลง ผมไม่ทราบว่าจะเขียนความคิดของตัวเองเผยแพร่ในทีใด “เพื่อน” คนดังกล่าว แนะนำให้ผมลองใช้บอร์ดของสำนักพิมพ์ “ฟ้าเดียวกัน” ดู ตอนนัน สำนักพิมพ์ เพิ่งทำเว็บไซต์ไม่นาน ไม่มีเนื้อหาอะไรมาก หน้าเว็บบอร์ด ที่มี ก็แทบไม่มีคนเคยใช้ ปล่อยว่างๆอยู่เป็นส่วนใหญ่ (ตัวเว็บไซต์ทั้งหมดความจริงก็แทบไม่มีคนเข้า) ตอนแรกผมไม่รู้จัก และหา “ทาง” มาเว็บบอร์ดไม่เจอด้วยซ้ำ (คือเข้าหน้าเว็บไซต์สำนักพิมพ์แล้ว ก็ยังหาไม่เจอ!) “เพื่อน” คนนี้ ต้องแนะนำว่าอยู่ที่ใด
ความจริง ในสภาพแบบนี้ ผมรู้ดีว่า เขียนไปก็ไม่มีคนอ่าน แต่ก็ตัดสินใจเขียน โพสต์ที่บอร์ดที่เกือบว่างเปล่านั้น (คิดถึงเรื่องนี้ทีไร ผมมักนึกไปถึงหนังเรื่อง Field of Dreams มีคำพูดประโยคหนึ่งในหนังที่ผมชอบมาก If you build, they will come คือพระเอกของเรื่องทำการถากถางไร่ข้าวโพดของตัวเองส่วนหนึ่ง เพื่อทำสนามเบสบอลล์ โดยเพื่อนและญาติหาว่า “บ้า” แต่นักเบสบอล (ที่ความจริงตายไปหลายปีแล้ว)คนหนึ่ง ได้บอกพระเอกว่า If you build, they will come (สร้างสนามเบสบอลไปเถอะ จะมีคนมาเอง) กรณีบอร์ดฟ้าเดียวกัน ก็เช่นกัน ไม่นาน ก็เริ่มมีคนรู้ว่าผมโพสต์ทีนี่ และ “ตาม” มาอ่าน แล้วก็เริ่มมีคนมาเขียนโพสต์ บอร์ดที่เคยว่างเปล่า ก็เริ่มมี “ชีวิต” ขึนมา และต่อมาก็พัฒนากลายเป็นบอร์ด “ฟ้าเดียวกัน” ที่รู้จักกันดี the rest, as they say, is history . . .
แต่ในวันแรกๆ สัปดาห์แรกๆ ที่ผมโพสต์ที่บอร์ดที่ว่างเปล่านี้ เวลาส่วนใหญ่ จะมีเพียงผม และ “เพื่อน” คนนี้ อยู่ออนไลน์ดูบอร์ด! ที่รู้ก็เพราะตอนนั้นบอร์ดจะมีตัวเลขบอกว่ามีคน “ออนไลน์” กี่คน และเวลาส่วนใหญ๋ดังกล่าว ก็จะมีเพียง “2″ เท่านั้น โดยที่ผมและ “เพื่อน” คนนี้ คุยโทรศัพท์กันไป ดูหน้าจอกันไป (เขาไม่ได้อยู่กรุงเทพ) เราก็หัวเราะกันว่า มีเราดูบอร์ดกันอยู่ 2 คนเท่านัน บางครั้ง นานๆ ตัวเลขเปลี่ยนเป็น 3 บ้าง 4 บ้าง เรายังรู้สึกขัน และพยายาม “ทาย” ว่า อีก 1-2 คนที “หลุด” เข้ามาเป็นใคร (มีเพื่อนร่วมงานของ เพื่อน คนนี้ อีกคนที่รู้เรื่องบอร์ด และบางครั้่งเขาก็ “แวะ” เข้ามาดูเหมือนกัน เราก็หัวเราะและทายกันว่า น่าจะเป็นเขาด้วยอีกคนหนึ่งแน่ๆ)
ในเวลาทีผมเขียนบทความข้างบนนี้ และระลึกถึงบอร์ดประชาไท ผมจึงอดหวนระลึกถึงบอร์ดฟ้าเดียวกัน เอง และ “เพื่อน” ดังกล่าว พร้อมกับวันเวลาเช่นนั้น อย่างมีความรู้สึกมากๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อไม่นานมานี้ “เพื่อน” คนนี้ ได้ “จากไปไกล” อย่างชนิดทีคง “ไม่มีวันกลับ” มาได้ “พบหน้า” กันอีกแล้ว (โดยผมมารู้ทีหลัง ไม่ทันได้มีโอกาส “ร่ำลา” เสียด้วยซ้ำ) ผมก็อดมีอารมณ์พลุ่งพล่านอย่างมากไม่ได้ และผลจากอารมณ์เช่นนี้มากเกินไปคือ . . . .
ผมเขียนบทความนี้ ไม่ทัน บอร์ดประชาไท ปิด! (ฮา)
คือเขียนไปได้ประมาณครึ่งเดียว ก็ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะรวบรวมแรงและสมาธิเขียนต่อได้ จึงหยุดเขียน (ความจริง ตอนหยุดเขียน เพราะ emotional มากไปนี้ ยังห่างเที่ยงคืนวันที่ 31 กรกฎาคม หลายชั่วโมง แต่ไม่มีแรงเขียนต่อจริงๆ) แต่ผมคิดว่า คุณจีรนุช รู้เรื่องนี้เข้า คงคิดขอบคุณ “เพื่อน” ของผมคนนี้ เป็นแน่แท้ ที่ทำให้ผมเกิด eomontional distraction จนทำไม่เสร็จ เพราะถ้าขืนผมเขียนเสร็จทัน แล้วไปโพสต์ทีประชาไท อาจจะทำให้เธอต้องเดือดร้อนเป็นการ “ส่งท้าย” ไม่กี่ชั่วโมงก่อนบอร์ดปิดก็ได้ (ฮา อีก)
ต้องขออภัย ที่เล่าเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเลย กับบทความหรือ “คำประกาศ” ข้างบนนี้ (จะว่าไม่เกี่ยวเสียทีเดียวก็ไม่เชิง ถ้าคิดดีๆ) แต่ ดังที่บอกว่า บทความนี้ เขียนขึ้น (ทั้งที่ความจริงตั้งใจไม่เขียนอะไรแล้ว) ด้วยอารมณ์ “ระลึกความหลัง” ดังกล่าว ทั้งต่อบอร์ดประชาไท บอร์ดฟ้าเดียวกัน ยุคเริ่มแรกสุด และ “เพื่อน” ที่ “จากไป” ทีเคยร่วมบุกเบิกบอร์ดนี้ด้วยกันมา ผมจึงอดไม่ได้ที่จะเล่าเป็น record ไว้ด้วย


ยิ่งเห็นขบวนการล้มประชาธิปไตยมีจริงยิ่งห่วงประชาชนผู้ต่อสู้ ขอให้ไอ้และอีที่สั่งทำรัฐประหารจงย่อยยับ คนเลิกเชื่อถือ เป็นโรคร้ายรุมเร้า ลูกเต้าโฉดชั่ว หลานเหลนปัญญาอ่อน ลูกสาวหลานสาวมีความอยาก 24 ชั่วโมง ไม่อิ่มพอในรสกาม อีตัวแม่ร่านจนลงโลง ใครไปร่วมเพศกับมันขอให้เอามาเล่าสู่กันฟังเอามาคุยอวด จนชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ให้ลูกหลานพี่น้องมันฆ่ากันเองแย่งสมบัติ พ่อสั่งฆ่าลูก ลูกทำร้ายพ่อ เมียเล่นชู้ร่วมมือกับชู้ฆ่าผัว จนผัวกลัวตัวสั่นไม่กล้าเข้าบ้าน ขอให้วิญญานพระเจ้าตากมาเกิดช่วยกู้ประชาธิปไตยสักครั้ง เพื่อชาติและประชาชน
พิจิตร กุลละวณิช คือมือระเบิดพากินสัน สั่นจะลงโลง จะตายโหงตายห่าอีกไม่กี่วัน สั่นยังบ้ากาม รุกรามที่สาธารณะ ไร้ธรรมมะเกิดมากปี คนนี้ใช่หรือเปล่า?
วันนี้ขอตั้งฉายานักข่าวหน่อยอย่าว่ากันนะ เพราะท่านตั้งคนอื่นเขามามากแล้วอาจลืมดูตัวเอง ชื่อพวกคุณคือ สื่อใส่ปลอก {คอ} หมายความว่างานที่คุณทำไม่ใช่เพื่อประชาชน หรือเพื่อความถูกต้อง แต่ทำเพื่อเจ้าของเงิน สื่อสายทำเนียบ คือ สื่อสายเหลือง นักข่าว อาชญากรรม คือแร้งรุมศพ นักข่าวบันเทิงคือ นักชกใต้หว่างขา เพราะชอบหากินกับข่าวคาวๆของดาราเป็นส่วนใหญ่
นกแก้วไม่น่าใช่ฉายา นายกหญิง นายกไม่ช่างพูดขนาดนั้น นายกพูดแบบผู้ดีเขาพูดกัน เสียงไม่แปร๋น แบบคนปากตลาดหรือวาจาหยาบคายเหมือน สส สว ของพรรค แมงสาบ อันนั้นคือสันดานขี้ข้า วาจาผรุสวาท เสียงอุบาทเหมือนการี โสเภณีชิดซ้าย ใจร้ายอำมหิด ผิดเพศของแม่ ตอแหลติดอันดับ
ดาวดับ! ดับหรือไม่ดับให้ถามใจประชาชน ไม่ใช่สื่อแค่ไม่กี่คน พวกนี้อยากให้ดับตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้งแล้ว จะกระซิบอะไรให้ นายกที่มาจากประชาชน ที่นั่งอยู่ในใจประชาชน ไม่มีวันหายไปจากใจประชาชน ไม่ว่าจะเป็น ทักษิณ สมัคร สมชาย หรือยิ่งลักษณ์ พวกคุณล้มยิ่งลักษณ์ ก็จะมีใหม่ขึ้นมาอีก คนดีไม่มีวันหมดประเทศไทย และถ้าคุณทำแบบนั้นอีก อย่าคิดว่าเราจะงอมือ พรรคแมงสาปของพวกคุณเลือกตั้งไม่มีวันชนะ เพราะเขาอยู่ในใจอมาตย์ซึ่งอมาตย์เป็นศัตรูของระบอบประชาธิปไตย เห็นมั๊ย ปชป เป็น รบ อมาตย์รวยประชาชนจน เพราะฉนั้นคำว่าดาวดับ น่าจะให้เกียรติมอบกับพรรคแมงสาบมากกว่า หาคนดีเป็นหัวหน้าพรรคยังไม่ได้ ต้องเอาฆาตกรเป็นหัวหน้า ออกเดินถนนได้หรือเปล่า ถ้าเดินไปเจอญาติวีรชนเหมาะๆ อาจโดนกระทืบได้ เพราะไม่รู้ญาติวีรชนอยู่ตรงใหนบ้าง
นายแบบนู๊ด ณ แมลงสาบ กับพวกตัวเชื้อโรค พยายามจะให้ สส พรรคเพื่อไทย เป็นฆาตกร เรื่องฆ่า หัวคะแนนชี้นำทุกอย่าง แล้วไง สส แมงสาบ สมุทรสาคร ฆ่าคนอีกแล้วปชป พรรคนี้มีแต่ฆาตกรจริงๆด้วย แต่เชื้อโรคทั้งพรรคมันชอบใส่ความคนอื่น ให้สังเกตุถ้าแมงสาบไปทำชั่วอะไรไว้ มันจะหาว่าคนอื่นทำเรื่องนั้นแหละ เพื่อกลบขี้ตัวเอง
เพื่่อไทยหาเสียงชูแก้ กม แล้ว ปชช ก็เลิอกมา นี่คือมติ ปชช ทำไมต้องทำอีก อย่าวุ่นวายกระหายงบกันนักเลยแม่คุณเอ๋ยงบแผ่นดินมันหมดไปกับไอ้พวกอำนาจอิสระเหนือกฏหมายน่ะเท่าไหร่แล้ว ขอร้องพอกันทีจะแดกจนวาระสุดท้ายเชียวหรือ ประเทศชาติจะชิบหายเพราะพวกท่าน อย่าทำตัวรกแผ่นดินกันนักเลย ที่ทำมา 5 ปีก็ไม่เห็นมีประโยชน์กับแผ่นดินตรงใหน คิดประหยัดเพื่อชาติกันบ้างนะเสือโหย เสือหิว ปชปเป็น รบ มา 2 ปียังไม่อิ่มกันอีกหรือเดี๋ยวก็ท้องแตกแบบสุพจน์
แก้กฏหมายขอฝากเรื่องเลือกตั้งล่วงหน้าด้วยนะให้นับคะแนนในวันเลือกตั้งเลยความโกงจะได้จางลงบ้างน่ะแล้วไม่ต้องมี กกต ลากตั้งมาชี้ผิดคนเลือกตั้งอีกนะ
ประยุทธขู่ใครก้ลองแก้มาตรา 112 ดู อยากรู้จังจะทำอะไร จะทำอย่างที่อยากทำอยู่ใช่มั๊ย รัฐประหารน่ะ ตอนนั้นคงไม่มีควายเอาดอกไม้ไปให้หลอกนะ ออกมาข่มขู่คน นิสัยน่าเกลียดจังถือว่ามีปืนอยู่ในมือหรือไง ปืนน่ะสมบัติประชาชน ใครเอาปืนประชาชนฆ่าประชาชน ขอสาปแช่งให้ตาบอดมองไม่เห็น ไม่มีวันตาสว่างแถมเมียมีชู้ด้วยเอ้า
เอ๊ะมีพ่อของคุณทักษิณ มาแสดงความคิดเห็นด้วยหรือ ได้ยินข่าวว่าท่านเสียไปแล้วนะ เบื่อพวกแอบอ้างเป็นพ่อเป็นแม่คนจัง ใครเขาอยากให้เป็นพ่อแม่เขาซักกี่คน ดีพอที่จะเป็นพ่อแม่คนแล้วหรือ ลูกแท้ๆเลี้ยงให้ได้ดีก่อนเถิด ข้าพเจ้ามีพ่ออยู่คนเดียวเพราะแม่มิได้สำส่อนหลายผัวและไม่เคยคิดว่าใครจะมาแทนที่พ่อได้ถ้าไม่ได้เลี้ยงเรามา อย่ามาบังคับให้รักนะจะเกลียดมากขึ้น
ชวน เฒ่า ปากมีดโกนหมอสูติฯ พูดว่าวันนี้เหตุการบ้านเมืองไม่รุนแรงเพราะเพราะพวกนั้นมาเป็น รบ หมดแล้ว
ผู้เฒ่า ชวน ว่าแต่คนอื่นพวกตัวเองดีหมดหรือหมดดีก็ไม่รู้ ตัวเองก็ชอบใส่ร้ายป้ายสี น้องชายก็ขี้โกงเพราะมีพี่เป็นเกราะ แถมใจอำมหิตเอาหมามาไล่กัดคน ให้พวกศรีวิชัยมาไล่ฆ่ามันฆ่ามัน ชวนลืมแล้วหรือว่าพวกตัวเองกร่างแค่ใหน ขับรถไล่เหยียบตำรวจ ยึดสนามบิน บุก nbt ยึดทำเนียบ ฆ่า 91 ศพ ฆ่าอบจสมุทรสาคร ยึึดเขาแพง ฝากเงินไว้กับนามสกุลวิชัยยุทธ แหมน่าจะเก็บไว้ทีบ้านจะได้โดนปล้นแบบสุพจน์ โทษผู้อื่นมองเห็นเช่นภูเขานะนายชวนป๋วยปี่แป่กอ ทีงั้นไม่ประณามซักแอะ เป็นพันธมิตรกันนี่เกณฑ์หางเครื่องตัวเองมาใช่ม้า
ผบทบ หน่วยงานนี่ มันช่างประกาศตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับประชาธิปไตยซะจริงเชียว ล่าสุดออกมาเตือนคนล่าชื่อร่าง รธน อย่าทำประเทศเสียหาย นายนั่นแหละประยุทธที่ทำประเทศเสียหาย ไม่ยักก้มมองดูที่ตัวเองแฮะมนุษย์ ทหารหน่วยอื่นมีความสามรถตั้งมากมาย ไม่เอามาเป็น ผบทบ ผูกขาดอยู่หน่วยเดียวเนี่ยนะ อย่างนี้น่าลาออกให้หมดทั้งกองทัพ เพราะทำไปก้ไม่ได้ดี ตามประวัติศาตร์ถ้าผู้ปกครองไม่เป็นกลางบ้านเมืองมันจะอับปาง แต่อันนี้ประชาชนจะไม่ยอมให้ชาติต้องอับปางหลอกนะ แต่ไอ้คนที่ไม่เป็นกลางเลือกข้างนั่นแหละอับปางเมื่อไหร่จะคอยดู
ขอตบมือแปะใหญ่ๆ ให้กับความกล้าหาญของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่กล้าหาญท้าทายอำนาจเผด็จการอย่างไม่เกรงกลัว พวกเรา คนไทยที่มีเลือดมีเนื้อและมีใจเป็นประชาธิปไตยจะต้องตะโกน ดังๆบอกพวกเผด็จการทั้งหลายว่า “เราไม่ยอมรับการรัฐประหาร อีกต่อไป”!!!!
ผบ ทอ ออกมาด่าพวกชนะเลือกตั้งแล้วอยากแก้ รธน คิดได้งัย อธพ อันธพาล ถ้าไม่อยากแก้ รธน เขาจะเลือกของเขามารึ เราไม่มีผลประโยชน์กับเผด็จการแบบนายนี่นา แสดงตัวผิดกาละเทศะไปหน่อยนะเนี่ย ระงับไว้บ้างก็ได้อย่าพล่ามมาก ทำดีกับประชาชนไว้มากๆนะ แมงสาปจะได้ชนะการเลือกตั้ง และทหารจะได้ไม่อดอยากปากแห้งเพราะทหารอุ้มเขาอยู่ เขาก็เลยเลี้ยงอ้วนพี ประชาชนอดอยากปากแห้งก็เลยกลัวแมงสาบไม่เลือกเชื้อโรคเป็น รบ แต่ห้ามไปแอบตั้งในค่ายอีกนา งวดนี้หวยออก ตูนีเซีย ลิเบียแน่นอน
วันนี้หลายคนบอกว่ามวลชนประชาธิปไตยส่วนหนึ่งก้าวผ่านทักษิณแล้ว ทั้ง ๆ ที่ในความจริงยังมีอีกหลายที่ยังไม่กล้าก้าวข้ามทักษิณ ประเด็นสำคัญหาได้อยู่ที่การก้าวผ่านทักษิณแต่น่าจะอยู่ที่กล้าก้าวข้ามบอด เพราะถ้าก้าวข้ามทักษิณแต่ไม่กล้าก้าวข้ามบอดi โอกาสจะเห็นประชาธิปไตยของปวงชนคงยาก.
ประเทศ ไทยเรามีสิ่งยึดเหนี่ยวร่วมกัน คือ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นแกนหลักของความมั่นคงของชาติ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ เมื่อทุกคนรักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เหมือนกับมีพ่อคนเดียวกัน ทุกคนเหมือนเป็นพี่น้องกัน เวลาขัดแย้งทะเลาะกันก็เหมือนพี่น้องทะเลาะกัน คือเดี๋ยวก็ดีกัน ประเทศไทยเราเป็นเช่น นี้มาหลายครั้ง แต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันมาโดยไม่มีปัญหา ทำให้ประเทศเรามีความมั่นคงมากกว่าประเทศใด ๆ ในภูมิภาคนี้
ดังนั้น ถ้าเราต้องการให้ประเทศของเรามีความมั่นคงตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน โดยไม่มีการแบ่งเป็นไทยเหนือ ไทยใต้ ไทยอีสาน เราต้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ของเราไว้ อย่าให้ผู้ใดมาทำลายโดยเด็ดขาด แล้วแผ่นดินของเราจะมั่นคงเป็นปึกแผ่นตลอดไป
Don’t love Don’t hate ผมอยากพบคุณจังเลยครับ เป็นเรื่องที่น่าศึกษามาก
มึงก็เป็นลูกขี้ข้าไอ้ฆาตกร ใจสัตว์ อำมหิต เห่าเก่งเหลือเกินนะ ระวังเลือดกลบปาก
ยิ่งแสดงออกอย่างนี้ ก็ยิ่งรักในหลวงมากขึ้นอีก
รักในหลวง
เพ้อเจ้อ งมงาย ไร้ปัญญา
ผมยิ่งเห็นขบวนการนี้มีจริง ผมก็ยิ่งห่วงในหลวง
ทรงพระเจริญ
คุณรักในหลวงครับ ผมก็รักท่านนะ ชีวิตผมก็ถวายท่านได้
แต่เหมือนคุณแมวป่าพูด ถูกของเขานะ
(ผมหมายถึงรัชกาลไหนก็ตาม) และผมเชื่อตามครูบาอาจารย์ท่านว่า
หลวงปู่ฤๅษีลิงดำท่านว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของในหลวงท่าน
ท่านจะไม่เกิดอีกแล้ว มิฉะนั้นกรรมแบบนี้ มันต้องมี
ท่านต้องผ่านให้ได้ หลวงปู่ท่านว่า ใครกระทบท่านผู้นั้นพังหมด
เพราะท่านเป็นอริยะเจ้า ใครเชื่อไม่เชื่อแล้วแต่ครับ
แต่ผมเชื่อในหลวงปู่บอก ท่านบอกก่อนท่านสิ้นแล้ว
ต้องไล่ไปอยู่ประเทศเผด็จการ อยู่ปทท.แต่ยอมรับระบอบ อำมาตย์ กลัวเสียผลประโยชน์หรือไม่ก็งมงาย
ถ้าจะเป็นเอามากเน้อ รักตัวเองกันบ้างเถอะ
คุณนี่ก็แปลกเนอะ แทนที่จะพิจารณาว่าเหตุใดถึงมีคนอยากไล่กษัตริย์ ?แทนที่จะวิเคราะห์และก็แสดงเหตุผลเพื่อที่จะมาหักล้างเหตุผลที่คนไม่นิยมเจ้า คุณกลับใช้ความเชื่อและอารมณ์ กล่าวคือ สนับสนุนสิ่งที่คุณเชื่อทันทีและก็ต่อต้านกับคนที่เห็นตรงข้ามกับคุณ ไม่มีเหตุผลมาแสดง แสดงพฤติกรรมตรงข้าม “มึงยิ่งเกลียด กูยิ่งรัก”
พิสูจน์ให้เห็นซิ่ครับว่ากษัตริย์น่ารักมากกว่าน่าล้ม พวกผมกล่าวหากษัตริย์ เช่นว่า ไม่เสียภาษี วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้ ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ไม่ต้องรับผิดชอบในการใช้อำนาจทางการเมือง สนับสนุนรัฐประหาร สร้างภาพโฆษณาด้านเดียว ผูกขาดผลประโยชน์อันนำพามาซึ่งกลุ่มก๊วนที่อยากได้ผลประโยชน์ด้วยก็เข้าหารวมหัวกันกัดกินประเทศ เป็นต้น คุณแสดงเหตุผลหักล้างมาซิ่ครับ รักท่านก็ช่วยพิมพ์อธิบายหน่อย ยาวก็จะอ่านครับ แต่ผมเชื่อว่าคุณพิมพ์ไม่ได้หรอกไม่ใช่ว่าคุณไม่มีข้อมูล คุณก็รู้อยู่แก่ใจแต่เอาชนะอคติในใจตัวเองไม่ได้
ใช่ ยิ่งเข้าเวปนี้มาอ่าน ยิ่งรักในหลวงมากขึ้น และเกลียดพวกล้มเจ้า ในเวปนี้สุด ๆ
ไอ้ชาติชั่วคลั่งเผด็จการมึงโง่หรือมึงควายกันแน่ ไอ้เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่นน่ะ มันคือวิธีการของพรรคแมลงสาบโคตรเหง้ามึงไม่ใช่หรือ ที่ใช้ก่อความระยำมากว่า 60 ปี
ถึง don’t love don’t hate
คุณเป็นคนเก่ง เขียนเก่ง ความรู้มี พูด เขียนทำให้คนอยากคล้อยตาม แต่ตัวคุณเองนั่นหละที่แสดงให้เห็นว่า เป็นฝ่ายไหน เราไม่เก่งแบบคุณ แต่ที่รู้ ๆ คือ
เรายังสนับสนุนให้มีเจ้า ต่อไปเพื่อความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ของจิตใจ ที่ได้มีสิ่งยึดเหนี่ยวให้มีกำลังใจสู้กับภาวะตกทุกข์ได้ยาก แค่เห็นทางทีวี ว่าท่านได้ทำสิ่งดี ๆ ให้สังคม แค่นี้ก็เป็นกำลังใจให้คนทำความดีแล้ว และไม่ต้องมาต่อล้อต่อเถียงว่าเบื้องหลังท่านเป็นอย่างไร เพราะคนเราทุกวันนี้ต้องการความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ มาเติมเต็ม ความทุกข์อยู่ คุณกำลังทำลายความสุขของผู้คนอยู่
สนับสนุนนะ ที่คุณกล่าวมาก็มีเหตุผลนะ ลัทธิเจ้าข้อเสียมันก็เยอ่ะ ข้อดีมันก็มี ไม่ใช่ว่าจะเหมารวมหมด
มึงนะสอนให้คนอื่นพิจารณา
มึงพิจารณาตัวเองบ้าง
หัวดอเอ๋ย
ถ้าคนเรามีที่พึ่งทางจิตใจไม่ถูกต้อง อย่างนี้มันจะดีเหรอครับ มันก็เหมือนงมงาย ไปขูดหาตัวเลขตามต้นไม้ เจอต้นไม้ออกลูกแปลกๆ ก็ไปกราบไหว้ หมูหมากาไก่ออกลูกมาพิกลพิการ สองหัวสามขาก็ไปไหว้งั้นเหรอ นี่คือตัวอย่างของการมีที่พึ่งทางจิตใจที่ผิด ดังนั้นเราควรจะใช้เหตุผลสักหน่อยในการที่จะเลือกที่พึ่งทางจิตใจ ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของจิตใจของคุณบางทีมันก็ไปสนับสนุนการขูดรีดความสุขพื้นฐานที่ประชาชนคนอื่นที่ควรจะได้รับนะครับ คุณอาจจะอยู่ในที่ที่ไกลปัญหา วันนี้คุณสบายคุณเลยไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องออกมาเรียกร้อง
สำหรับคุณถ้ากษัตริย์คือสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ประโยชน์ที่ได้รับกับสิ่งที่เสียไปคุณว่ามันคุ้มกันไหม ขณะที่บางคนทำงานแทบตายชีวิตก็ย่ำอยู่กับที่ หนี้สินไม่เคยหมด แต่บางคนทำงานเป็นที่พึ่งทางจิตใจกินเงินภาษีปีละเป็นหมื่นล้าน ความยุติธรรมอยู่ที่ไหนครับ ถ้าอยากให้มีที่พึ่งทางจิตใจแบบนี้ก็ต้องมาดูว่าเราจะจัดสรรอย่างไรให้เป็นธรรมกับสังคมใช่ไหม ทำน้อยได้น้อย ทำมากได้มาก แต่ทุกวันนี้ใครกล้าไปแตะล่ะครับ เดี๋ยวมันก็กัดเอาหรอก จริงป่าว
กษัตริย์หรือเหล่าพวกพ้องจะเสเพลหรือชั่วช้าอย่างไรก็ไม่เป็นปัญหาหากเขาไม่มาเบียดเบียนประชาชน แต่ทุกวันนี้ก็อย่างที่เห็นแผ่อำนาจและใช้อำนาจอย่างไม่ชอบ ห้ามคนวิจารณ์ ภาพมายาที่เขาสร้างนั้นมันลบออกจากใจได้ยากจริงๆ สำหรับคนที่ตาไม่สว่าง คุณลองคิดง่ายๆ ในประเด็น
1. คนที่เติบโตมาท่ามกลางการถูกตามใจมาตลอดชีวิต แนวโน้มจะเป็นคนอย่างไร
2. คนที่รู้จักพอเพียงที่ไหนมีบ้านแทบจะทุกจังหวัด ไปบุกรุกป่าปลูกบ้านพักตากอากาศ เลี้ยงขี้ข้าคนใช้ไว้คอยดูบ้าน บางที่หลายปีไม่เคยไป ปลูกบ้านด้วยภาษีประชาชน ขณะที่ประชาชนไม่มีที่ทำกิน บุกรุกป่าก็โดนจับ
3. คนที่ประหยัดขนาดเข็มขัดขาดก็ซ่อม รองเท้าขาดก็ซ่อม ใช้ยาสีฟันหมดหลอดบี้แล้วบี้อีก แต่ทำไมใช้รถคันละร้อยล้าน ทำไมเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน spoil มากๆ เช่น ลูกชายปลูกบ้านทุบทิ้งกี่รอบแล้วเพราะไม่ถูกใจ (บ้านสร้างด้วยภาษีประชาชน) ลูกหลานแต่ละคนต้องมีทรัพย์มาก ใช้พื้นที่ของสังคมเปลืองก็คือเบียดเบียนประชาชน ถ้าพยายายามต่อสู้บากบั่นจนร่ำรวยไม่มีใครว่า แต่…
4. ไปไหนมาไหนปิดถนนสร้างความเดือดร้อน ถ้าเป็นงานราชการเพื่อส่วนรวมก็ไม่เป็นไรแต่ส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้นเหรอ บางทีไปเล่นไพ่ ไปเที่ยวตากอากาศ ฯลฯ ไปกันเป็นโขลงสิ้นเปลือง ภาษีใคร…?
5. ไปยึดตึกโรงพยาบาลทั้งชั้นไว้ใช้คนเดียว ประชาชนตาดำๆ ป่วยกว่าจะหาเตียงได้สุดแสนลำบาก และถ้ามีโอกาสได้ขึ้นไปคุณคงเห็นความอลังการณ์ คนที่มีสำนึกเสียสละเพื่อประชาชนจะทำอย่างนี้เหรอ
6. คนที่มีอัจฉริยภาพ ปรีชาสามารถ ต้องใช้เวลาอยู่กับปัญหามานานๆ คงมีแต่เทวดา (เดินดิน) ขับรถโฟร์วีลพร้อมสมุนเป็นขบวน เข้าไปในพื้นที่ไม่เคยไปเหยียบ กางแผนที่แล้วก็ ชี้ๆ สั่งโน่นสั่งนี่ ขี้ข้าพยักหน้าหงึกๆ แล้วก็แก้ปัญหาได้ งานหนักอึ้งที่แบกมาทั้งชีวิตแม้แต่ป่วยก็ยังทำไม่หยุดหย่อน เหอะๆ งานหนักครับชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว คนเอาไปทำคือคนรับผิดส่วนคนสั่งรอรับแต่ความชอบอย่างเดียว การทำงานมันเป็นไปได้เหรอที่มันสำเร็จทุกงาน ไม่แปลกที่จะเลือกงานที่สำเร็จมาโชว์ให้คนอื่นเห็น แต่งานที่ล้มเหลวมันก็นำเสนอได้ (เป็นอุทาหรณ์) แต่ไม่เห็นมีใครนำเสนอเลย…
ความจริงมีอีกเยอะนะ คุณก็ลองตรองดูเถอะ ใช้เหตุผลมากๆ การเชื่ออะไรโดยไม่คิดถึงเหตุผลมัน = ความงมงาย และความงมงายนี่มันน่ากลัวมาก มันพร้อมที่จะทำร้ายคนมีเหตุผลมาหักล้างเสมอ ยุคหนึ่งมนุษย์เถียงกันเรื่องโลกกลม-โลกแบน ก็ถึงขนาดฆ่ากันและก็ไปบังคับให้คนเชื่อว่าโลกแบน สุดท้ายความจริงก็คือความจริงมันบิดเบือนไม่ได้ ผมไม่ได้บอกให้คุณเลิกเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่อหรือยึดเหนี่ยว แต่ผมอยากให้คุณใช้เหตุผลและมองผู้ที่เขาไม่เชื่อแบบคุณว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และเคารพความคิดของพวกเขาบ้าง เหตุผลที่ไม่ถูกต้องมันไม่ทนต่อกาลเวลาหรอกครับมันพังด้วยตัวมันเอง
ความสุขเล็กๆน้อยๆของคุณหาได้ไม่ยากครับ ไม่จำเป็นต้องดูในหลวงและฟังเพลงคุณเบิร์ดทางโทรทัศน์แล้วขนลุกซู่มีกำลังใจขึ้น แค่คุณดูเรื่องปู่เย็นหรือฟังท่าน ว.วชิรเมธีพูดก็คงสุขสุดยอดแล้ว ฉนั้นที่คุณกล่าวเป็นเพียงข้ออ้างครับ
ขอบคุณที่ชม ผมเขียนด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงมากกว่า จริงๆ แล้วทุกคนที่ตาสว่างก็เข้าใจแบบนี้แหละแต่อาจจะเรียบเรียงคำพูดไม่เหมือนกัน คุณขมุฯ ช่วยอธิบายหน่อยครับ ในความเข้าใจของคุณทำไม “ล้มเจ้า” ถึงไม่ดี ?
และอีกประเด็นกรณีที่ทักษิณเป็นคนเลว (ในความคิดของคุณ) คุณก็เห็นว่าควรจะกำจัดเขาใช่หรือไม่ ? และช่องทางก็มี เช่น เข้าชื่อถอดถอน ถ้าทำผิดก็ฟ้องร้อง สส.โหวตไม่ไว้วางใจ หรือหมดวาระก็ไม่ต้องเลือกอีก เป็นต้น และถ้าการล้มเจ้าหมายถึงกำจัดคนที่ประชาชนบางกลุ่มคิดว่าเขาเลว ถามว่า ปัจจุบันนี้ใช้ช่องทางไหนครับ เข้าชื่อถอดถอนได้ไหม ฟ้องร้องได้ไหม สส. โหวตไม่ไว้วางใจได้ไหม มีวาระการดำรงตำแหน่งหรือป่าว ประชาชนไม่เลือกได้หรือป่าว ในเมื่อมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะสวมหัวโขนอะไรก็มีโอกาสทำความผิดได้ทั้งนั้น แต่กับกษัตริย์ไม่มีเครื่องมืออะไรควบคุมเลยแต่สามารถอำนาจอธิปไตยของประชาชนได้อย่างสูงสุด คุณใช้มาตรฐานที่เคร่งครัดกับทักษิณและประชาชนคนอื่นๆ แต่คนยกเว้นกษัตริย์ กษัตริย์ที่แท้จริงก็คือมนุษย์ธรรมดา มีหนึ่งสมองสองมือ มีดีมีชั่ว เหมือนคนทั่วๆ ไป อย่างนี้เรียกว่าสองมาตรฐานหรือไม่
น่าจะงมงายเกินพิกัด ตามหลักพุทธศาสนามีพระอรหันต์เท่านั้นจึงจะดับคือไม่เวียนว่ายตายเกิด พระอรหันต์ก็ไม่ธรรมดาต้องละสังโยชน์สิบอย่างได้ โดยเฉพาะความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ซึ่งมนุษย์ปัจจุบันขนาดโสดาบันยังหาไม่ได้ การอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตัวเป็นบาปมหันต์อนันตริยกรรม กรรมหนักทีเดียว
อรหันต์หรือไม่อรหันต์ก็มีแต่ตนที่รู้ครับ แต่ถ้าคนไม่ใช่อรหันต์แล้วเที่ยวไปเดาว่าคนโน้นคนนี้จะเป็นอรหันต์อย่างนี้เชื่อยาก พระพุทธเจ้าก็สอนแล้วว่าให้ประเมินตนเอง การศึกษาพระพุทธศาสนาควรยึดหลักคำสอนของศาสดาเป็นสำคัญ คือคำของพระพุทธเจ้านั่นเอง คำของสาวกที่มาบัญญัติภายหลังอาจจะไม่ถูกต้องครอบคลุมและพระพุทธเจ้าก็ให้หลักมหาประเทศ 4 อีกทั้งกาลมสูตรไว้ จะเห็นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ผู้ปฏิบัติใช้ปัญญาพิจารณาล้วนๆ
คุณอ้างเรื่องพระเรื่องเจ้ามาก็ดีแล้ว อุตส่าห์ศึกษาประวัติหลวงพ่อฤาษีลิงดำว่าเกี่ยวกับในหลวงอย่างไร ผมเคยฟัง CD หลวงพ่อเทศน์และก็บางครั้งก็เป็นลูกศิษย์ลูกหามาเล่า บางทีก็มีเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ บางคนนั่งสมาธิไปที่จุฬามณีเจดีย์สถาน บางคนไปนรก เจอนายนิรยบาลพาทัวร์นรก บางคนเห็นเอลวิส เพรสรีย์ ฯลฯ เรื่องนี้ถ้าคุยก็คงจะยาวและนอกประเด็นไปหน่อยแต่คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ผมศึกษาสาธิ-วิปัสสนา ก็มีแต่เรื่อง กาย เวทนา จิต ธรรม ละนันทิ มันก็ค่อนข้างขัดแย้งกับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ผมขอแนะนำให้คุณไปต่อยอดความรู้แล้วกัน ไปศึกษาประวัติพระพิมลธรรม พระกิตติวุฒโฑภิกขุ เจ้าของวาทกรรมอมตะ “ฆ่าคอมมิวนิตส์ไม่บาป” สมเด็จพระญาณสังวร (พระสังฆราช) ว่ามันเกี่ยวกับกษัตริย์หรือสมุนกษัตริย์อย่างไร ทั้งวิกฤตสมัยจอมพลถนอมบวชเณรกลับเมืองไทยนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ด้วย หรือจะย้อนไปไกลสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 1 พระเฑียรราชาก็ยังต้องหนีการไล่ล่าของฝ่ายถืออำนาจด้วยการบวชแล้วก็รอจังหวะมาเช็กบิลทีหลัง (ถ้าเป็นสมัยนี้คงไม่รอด) สุดท้ายก็เสร็จพม่าเพราะคนไทยมัวแต่ฆ่ากันเอง เอ๊ะ ! ไม่ใช่ซิ่ “คนไทย” นี่น่าจะหมายถึงไอ้พวกชั้นปกครองที่มันเอาแต่แย่งอำนาจกันถึงจะถูก เนอะๆ
กษัตริย์กับศาสนายึดโยงกันมาเป็นพันๆ ปีเป็นสัญลักษณ์แห่ความศักดิ์สิทธิ์เข้มขลัง พุทธแท้ไม่มีพิธีรีตรองไรหรอก ทุกวันนี้ที่สารพัดพิธีกรรมมันเอาพราหมณ์ไปใส่ทั้งนั้นเพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ เป็นเครื่องมือหนึ่งที่กดประชาชนไว้ไม่ให้คิดละเมิดเพราะกลับบาป เขาจะได้เสวยสุขได้สะดวกหอหอย
ปล. การยอมสละชีวิตตนนั้นควรพิจารณาว่าสิ่งที่ทำมีประโยชน์หรือไม่อย่างไร ไม่ใช่เพื่อในหลวงแล้วมันจะดีทุกเรื่อง ถ้าสละชีวิตเพื่อใครสักคนแล้วพวกนี้ก็ไปก่อกรรมทำชั่ว สร้างความเดือดร้อนให้สังคม ชีวิตที่คุณสละไปก็สูญเปล่า ที่คุณกล่าวเช่นนี้ได้เพราะตรรกะ “กษัตริย์ = ความดีงามและถูกต้อง (เสมอ)” มันฝังในจิตใต้สำนึกของคุณ เลยทำให้ไม่ใช้เหตุผลพิจารณาเป็นกรณีๆ ไปว่าสมเหตุสมผลหรือไม่
ถ้าคิดเองเออเองได้คงจะดีไม่น้อย การพึ่งพาทางจิตใจไปบังคับใครไม่ได้ งมงายแล้วไม่ไปทำร้ายใครก็เป็นประโยชน์กับสังคม
1บางคนที่ทำงาน มีหนี้ เป็นผลของการกระทำของตัวเอง เพราะมีทัศนะคติ ค่านิยม ความเชื่อ ความชอบ ความถนัดในอาชีพโยนความผิดให้สังคมทั้งหมดไม่ได้
1.1 คนที่เติบโตมาท่ามกลางการถูกตามใจมาตลอดชีวิต แนวโน้มจะเป็นคนอย่างไร? อีโก้ก็ต้องสูง แน่นอน
2.ไม่ใช่เพียงแต่องค์มนตรีหรอกนะ อยากให้ไปตรวจสอบพวกนายทุนทั้งหลาย นักการเมืองด้วย
3. เปรียบเทียบแม่แบบกับประธานาธิปดีของอเมริกานะ เค้ามีรถประจำตำแหน่ง เครื่องบินประจำตำแหน่งไปทำไม
4.ระดับประมุขทุกประเทศไปไหนมาไหนปิดถนนหรือไม่
5.ระดับประมุขให้นอนเตียงโทรมๆ ไม่ดูแลจะเรียกว่าอย่างไร
6.ถ้าคุณในฐานะพระประมุขคุณจะทำอย่างไร
ไอ้นี่สงสัยจะโดนหลอกมา โง่ก็ให้เขาหลอกซะ ไม่รู้ก็ฟังเขาพูดจะได้เป็นคนฉลาดขึ้นการบรรลุธรรมไม่จำเป็นต้องบวช โกฐหนึ่งมันเท่าไรถ้ามึงเรียนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับมนุษย์กูว่าในโลกนี้มนุษย์มีไม่ถึงโกฐแน่นอน
ไอ้ควาย
หัดเข้าวัด
ไปถามพระท่านมั้งไป
คนอย่างมึงเกิดแต่ในนรก
เรื่องแค่นี้ยังไม่รู้
หัดนั่งสมาธิ
เอาจิตไปดูซิ
มโนมยิทธิ
ของหลวงปู่ฤๅษีลิงดำ
หัดไปเรียนกรรมฐานเสียบ้าง
ผมไม่ได้บอกสักหน่อยว่าคนธรรมดาบรรลุอรหันต์ไม่ได้ แต่หมายถึงเพระพุทธเจ้าแนะนำว่าไม่ควรจะไปพยากรณ์คนอื่น เพราะมันเป็นเหตุแห่งการเสื่อมของศาสนา เพราะถ้าเที่ยวไปบอกว่าคนโน้นคนนี้เป็นนั่น เป็นนี่ บรรลุถึงขั้นนั้นขั้นนี้ มันอาจจะถูกเอาไปแอบอ้างหาผลประโยชน์ได้ ชาวบ้านโดนหลอกศรัทธาก็จะเสื่อม ทุกอย่างเดินไปสู่ความเสื่อมอยู่แล้ว และวันหนึ่งธรรมของพระพุทธเจ้าก็ต้องเลือนหายไป แต่ถ้าทุกคนช่วยกันมันก็จะอยู่ได้นาน และถ้าดูตามเหตุปัจจัยอรหันต์ที่ไหนยังเสพติดความสุขสบาย ยังยินดีกับการดูมหรสพ ยังชอบถ่ายรูป ยังหวงสมบัติและอำนาจ แล้วคุณรู้ไหมว่าการวัดว่าใครเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เขาวัดตรงไหน ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าคุณรู้ก็ลองเอาเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติมาพิจารณากับกษัตริย์ดูครับว่าข้อไหนได้ ข้อไหนไม่ได้ แต่อรหันต์มันต้องผ่านทุกข้อนะครับ เหอๆ และถ้าหากคุณไม่ใช่อรหันต์อีกก็คงยากที่จะไปประเมินว่าใครเป็นหรือไม่เป็น ถึงแม้หลวงพ่อหรืออาจารย์ที่คุณนับถือมาพยากรณ์ก็ยังเชื่อได้ยากเพราะเราก็ไม่รู้ว่าหลวงพ่อหรืออาจารย์สำเร็จขั้นไหน เห็นไหมล่ะว่ามันยุ่งอีรุงตุงนังพระพุทธเจ้าผู้เป็นสัพภัญญูก็เลยบัญญัติไว้ว่าอย่าไปประเมินคนอื่น มาดูตัวเราเองนี่แค่ศีล 5 ก็ยังทะลุ ยังด่างอยู่เลย อย่างนี้หนีอบายไม่พ้นหรอก 555
ถ้าเรียนกรรมฐานแล้วปากคอเราะร้ายเยี่ยงนี้ น่าจะไปตายเสียดีกว่า กูก็เรียนไม่มากหรอกทางธรรมจบแปลธรรมบทแค่ 4 ภาคเท่านั้นแหละ ถ้าใจไม่แตกป่านนี้เปรียญเก้าโว้ย
ถ้าคนที่ติดตามการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของระหว่างคุณ “ขมุฯ” กับผมก็จะทราบดีว่าบางครั้งการเข้าวัดหัดนั่งสมาธิเรียนกรรมฐานของใครบางคนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าไปทำอีท่าไหนถึงได้แสดงออกทางความเห็นเป็นเช่นนี้ ดูเอาครับผมไม่จำเป็นต้องอธิบายแต่ประการใด
การมีที่พึ่งที่ถึงแม้จะไม่ถูกต้องแต่ถ้าน้อมให้คนทำกุศลก็ถือว่าดีกว่าไม่มีที่พึ่งหรือมีที่พึ่งให้ไปประกอบอกุศล
1. แค่ชาวไร่ชาวนาที่โดนน้ำท่วมตอนนี้ เขาฟุ้งเฟ้อไหม ทำกินพออยู่ได้ ชีวิตมีหลักประกันอะไร ไม่กู้เงินมาปลูกข้าวอดตายไหม เจอภัยธรรมชาติทีนึงมีคนช่วยเขาไหมที่ช่วยเขามันชดเชยได้แค่ไหน ถ้าผู้ปกครองประเทศต้องดูแล ป้องกัน และแก้ปัญหาตรงนี้ตั้ง 50-60 ปีทำอะไรอยู่ เห็นมันก็ซ้ำซากอย่างนี้มาตลอด สิ่งที่ประชาชนในสังคมขาดคือ “โอกาส” เกิดมาก็เป็นหนี้ หลักประกันชีวิตไม่มี เจ็บป่วยใครรักษา การศึกษาขั้นต่ำชั้นไหน ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้ควรหยิบยื่นให้กับประชาชนทุกคน
1.1 แล้วพวกเถือกเถาเหล่ากอกษัตริย์ถูกเลี้ยงแบบตามใจหรือไม่ ?
2. ถูกต้องครับ ต้องตรวจสอบหมด ทุกองค์กรมีการคานอำนาจและตรวจสอบหมด มีการลงโทษ แต่สถาบันกษัตริย์ไม่มีตรงนี้แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการใช้อำนาจหรือการทำงานถูกต้องชอบธรรม วิจารณ์ก็ผิดกฎหมายแล้ว
3. ไม่ได้ห้ามมี แต่มีให้พอดีกับฐานะประเทศ และก็ใช้ให้เหมาะสมตามกาละเทศะ ถ้าไปธุระส่วนตัวเช่นไปหาเมียน้อยแล้วขับเครื่องบินไป เงินภาษีประชาชนเติมน้ำมัน จะไปเล่นป๊อกเด้ง เล่นโยคะ กินก๋วยเตี๋ยวส้มตำก็ไปเองบ้าง จะปิดถนนทำไม
4. ถ้าเป็นงานราชการไม่มีใครว่า อย่างข้อ 3 คุณว่ามันควรจะปิดถนนหรือไม่ และการใช้สิทธิพิเศษอย่างพร่ำเพรื่อเกินพอดีนานวันไปมันเสื่อม เสื่อมแล้วกู้ยาก อนึ่งตัวอย่างที่ไม่ดีก็ไม่ควรทำ เช่น ถ้าประมุขประเทศไหนเอาภาษีประชาชนไปเที่ยวไม่เกิดประโยชน์ประมุขไทยก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องทำตามอย่าง ทำให้มันถูกต้องเหมาะสม ง่ายๆ สั้นๆ
5. นี่ก็สุดโต่งไปอีกด้าน คุณรู้จักความพอดีสมแก่เหตุไหม คนหนึ่งคนนอน 1 ห้องพอไหม หรือต้องเหมาทั้งชั้นไปสร้างศูนย์บัญชาการ สารพัดสิ่งอำนวยความสะดวก เอาหมาไปเลี้ยงอีก เนื้อที่ที่สูญเสียไปเอาไปให้คนอื่นใช้เกิดประโยชน์กว่าไหม คิดซิ่ครับอยู่ในสังคมมันต้องนึกถึงคนอื่นด้วย ส่วนเรื่องเตียงผมไม่ได้พูดถึงและถ้านอนไม่สบาย คนระดับนั้นทรัพย์ส่วนตัวก็มีมากล้น จะซื้อเองให้เหมาะก็น่าจะจัดหาได้ก็แค่ใช้เนื้อที่ให้มันเหลือเผื่อแผ่คนอื่นแค่นั้นเอง
6. ผมอาจจะกลายเป็นแบบคนปัจจุบันก็ได้ เพราะส่วนหนึ่งปัญหาเกิดจากระบบเลวๆ ที่ไม่มีการตรวจสอบการใช้อำนาจ ฟ้องร้องเอาผิดไม่ได้ ด้วยอำนาจที่มากล้นอย่างนี้ คนที่เข้าไปอยู่นานวันมีโอกาสเสียคนทั้งนั้น และยิ่งถ้าได้คนอย่างในข้อ 1.1 เข้าไปอยู่ตรงนี้อีกก็เละซิ่ครับ ดังนั้นระบบอำนาจแบบนี้มันต้องปรับปรุง ให้ตรวจสอบได้ เอาผิดได้หากทำมิชอบ เลือกสรรคนที่เป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ตามสายเลือดที่ผสมกันเองลูกออกมาพิกลพิการปัญญาอ่อน มีวาระการดำรงตำแหน่ง แค่นี้ก็ให้มันได้ก่อนเหอะ