ประชาธิปัตย์กำลังเรียนรู้ “การบ้าอำนาจ”
Learning authoritarianism
August 28, 2009
ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑
ไม่ต้องคลางแคลงใจกันหรอกว่า พรรคเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยจะเรียนรู้การเป็นเผด็จการได้อย่างไร พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยใจกว้างในทางการเมือง แต่ก็เคยนะ สักระยะหนึ่ง เริ่มต้นลงเล่นบนเวทีการเมือง โดยพัฒนาตัวเองมาจากพรรคนิยมเจ้าในวงแคบๆ ไปเป็นพรรคที่ถูกมองว่าเป็น “วงใน” ของอีกรูปแบบหนึ่งของเผด็จการทางทหาร
พรรคได้มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว จากที่เคยให้การสนับสนุนอย่างระมัดระวังในการทำรัฐประหารของราชวังและกองทัพในปี พ.ศ.๒๕๔๙ สนับสนุนในการร่างรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.๒๕๕๑ ของกองทัพ ร้องแรกแหกกระเชอสนับสนุนพันธมิตรให้ออกมาเล่นการเมืองบนท้องถนน และจัดตั้งรัฐบาลโดยการแอบสมคบคิดกับกองทัพ และนายเนวิน ชิดชอบ ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น พรรคประชาธิปัตย์ได้กลายเป็นพรรคที่นิยมกับการเมืองแบบเผด็จการอย่างรวดเร็ว
ตลอดเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล โพลิติคอลพรีซันเนอร์อินไทยแลนด์ (พีพีที) ได้เคยแสดงให้เห็นว่า พรรคได้ตกต่ำจนกลายไปเป็นเผด็จการในการคุมอำนาจทางการเมือง เราไม่ได้ใส่ลิ้งค์ไว้ในที่นี้ ขอเชิญท่านผู้อ่านใช้ตัวช่วยในการค้นหา(Search) ซึ่งรวมถึง: นายกรัฐมนตรีถูกจับได้ว่าบิดเบือนความจริง, การใช้กองกำลังต่อต้านการประท้วงอย่างรุนแรง, การตรวจสอบสื่ออย่างบ้าคลั่ง, การใช้ราชวงศ์เพื่อผลประโยชน์ในทางการเมืองของตัวเองอย่างเปิดเผย (และราชวงศ์มีความสุขร่วมไปด้วยกับพรรคประชาธิปัตย์) รวมถึงการใช้กฎหมายหมิ่นฯที่โหดร้าย, การจับตัวนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม, การสร้างความหวาดกลัว, การเลือกที่รักมักที่ชังในบรรดาข้าราชการ (แน่ละ มันไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่), การโกงกิน, การทำทารุณกรรมต่อผู้อพยพ, การละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้, และการจัดการที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับการที่ตำรวจและกองทัพใช้อำนาจในทางที่ผิด
เรื่องต่างๆยังมีอีกเพียบ และเริ่มดูจะใกล้เคียงกับที่เคยโจมตีอย่างต่อเนื่องไว้กับรัฐบาลชุดที่แล้ว สิ่งที่น่าวิตกในขณะนี้ก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะค้นพบว่า การใช้กำลังปราบปรามอย่างบ้าคลั่งต่อนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามได้สร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง โดยเฉพาะในยามที่ได้รับแรงสนับสนุนจากสื่อที่เซ็นเซอร์ตัวเองและถูกทำให้เชื่อง และชนชั้นกลางที่ขี้ตื่นกลัว พัทยาถือว่าเป็นความหายนะของพรรคประชาธิปัตย์ แต่การปราบปรามผู้ลุกฮือในวันสงกรานต์ แสดงให้เห็นความล้ำหน้าของพรรคประชาธิปัตย์
จากบางกอกโพสต์ (วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒: “กรุงเทพถูกยึด”) ดูจะเหมาะกว่าถ้าพูดว่า: กรุงเทพถูกกองทัพและตำรวจนับพันนายบุกเข้ายึดพื้นที่ การเข้ายึดเพื่อความมั่นคงถูกนำมาอ้างว่าเพื่อป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขี้น แต่การประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงภายในที่โหดร้ายนี้ มีความหมายนอกเหนือไปจากแค่เพื่อการป้องกัน แท้จริงแล้วเป็นการป้องกันการประท้วงที่ถูกกฎหมายเสียมากกว่า พระราชวังดุสิต ทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภากลายเป็นสถานที่ห้ามเข้า และถนนบริเวณนั้นจะปลอดจากผู้ประท้วงและเสื้อแดง
พีพีทีเชื่อว่า แค่เป็นการฝึกการบ้าอำนาจในการรับมือของรัฐบาล
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน และประธานคณะกรรมาธิการการทหาร เป็นผู้อนุมัติให้มีการลงมือปราบปรามอย่างรุนแรง ยังมีพื้นที่อื่นๆซึ่งอาจจะถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ห้ามมิให้มีการประท้วงด้วยเช่นกัน รัฐบาลและฝ่ายสนับสนุนยังคงอ้างเรื่องเดิมๆของ “มือที่สาม” เป็นข้ออ้างที่กองทัพนำมาใช้เมื่อมีการปราบปรามในทศวรรษที่ผ่านมาเสมอ อภิสิทธิ์ชื่นชมกับความมีประสิทธิภาพของพระราชบัญญัติความมั่นคงภายใน…ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ภูเก็ตเมื่อเดือนที่แล้ว”
ตำรวจได้เตือนแกนนำ นปช. ในขณะที่รัฐมนตรี สาธิต วงศ์หนอยเตย ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีจิตใจคับแคบได้กล่าวกับสื่อว่า “เขาจะไม่ห้ามสื่อในการรายงานการชุมนุม แต่จะขอร้องให้สื่อให้ความระมัดระวังในการรายงานข่าว และตรวจทานก่อนที่จะเสนอความจริงออกไป” หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือว่า นี่ไม่ใช่การห้าม แต่เป็นแค่การเตือน นี่มันขู่กันอย่างชัดๆ
อีกรายงานจากสื่อ (บางกอกโพสต์ วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒: “แต่งตั้งสุเทพเป็นผู้อำนวยการศูนย์ความมั่นคง”) เป็นการแสดงถึงรูปแบบที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นศูนย์ปฎิบัติการเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ตามพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และมีรองนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นประธาน ผู้ประท้วงจะถูกตรวจค้นก่อนที่จะเข้าไปยังพื้นที่ นายสุเทพได้อ้างอย่างไม่น่าเชื่อว่า “กองกำลังของรัฐบาลจะยึดมั่นกับหลักการของความเป็นประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน”
อภิสิทธิ์ไม่ต้องการยุบสภา เขาทราบดีว่า พรรคของเขาอาจจะไม่มีทางชนะการเลือกตั้ง ดังนั้นเขาจึงต้องยืดเวลาออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือจนกระทั่งทั้งตัวเขาและผู้หนุนหลัง มีแผนการเพื่อให้ได้รับชัยชนะ
หนทางซึ่งไปสู่การปกครองแบบเผด็จการนั้น ทั้งสั้นและไม่ราบรื่น และพรรคประชาธิปัตย์ก็กำลังอยู่บนเส้นทางสายนี้ และดูเหมือนจะมีความสุขอย่างเหลือเชื่อกับเส้นทางสายนี้เสียด้วย


เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ขอให้พวกจังไรจงตายให้หมดไปจากแผ่นดินของประชาชนเจ้าของแผ่นดินตัวจริง
คงใช้เวลาอีกไม่นานเกินรอ หากพรรคประชาธิปัตย์กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะพังไม่เป็นท่า ความจริงต่างปรากฏ ประชาชนได้ตัดสินใจอีกครั้ง สื่อต่างๆที่รู้ว่าบิดเบือนควรต้องรับผลกรรมนี้ด้วย ทำงัยหว่า ช่วยกันคิดหน่อยดิ
พรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ดูญี่ปุ่นไว้ให้ดี พรรค NLD ลูกพี่ลูกน้องเมิงพบจุดจบอย่างไร
เมิงจะโดนแบบนั้น
เพราะเมิงชอบนักเรื่องล่าแม่มด
เข้ายุคที่ 10 เมื่อใหร่ พวกเมิงจะตายห่าก่อนเป็นพวกแรกๆ!
เราว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ เป็นคนดี ตั้งใจจริงที่จะสร้างความเจริญให้แก่บ้านเมือง
ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนแอบแฝง เราอยากได้นักการเมืองแบบนี้มานานมากแล้ว
เราว่าไม่ว่าบ้านเมืองจะปกครองด้วยระบอบใด-พรรคใด ถ้าผู้ปกครองเป็นคนดี
เห็นแก่ประโยชน์แก่บ้านเมืองและราษฎรอย่างแท้จริง ก็น่าสนับสนุนทั้งนั้น
ส่วนทักษิณน่ะเหรอ…คงจะไม่ได้มาเหยียบแผ่นดินไทยอีกแล้ว
ถ้ามา ก็คงมาในฐานะนักโทษน่ะแหละ
คนรักประชาธิปไตย นายคงเพิ่งตื่น ไม่ก็คลั่งไอ้มาร์คจนไม่ลืมหูลืมตา มีสักครั้ง
ไหมที่ไอ้มาร์คทำอย่างที่มันพูด
ทักษิณทำไปเพราะอยากให้ประเทศชาติเจริญ อาจมีข้อเสียบ้างแต่เป็นส่วนน้อยมาก ส่วนดีมีมากมายเยอะแยะ ไม่งั้นคงไม่ได้รับคะแนนเสียงเยอะอย่างที่เห็นกันหรอก ส่วนอภิสิทธ์นั่นเหรอขโมยตำแหน่งมาเพื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลกู้เงินมาแบ่งกับพวกพ้องไม่สนใจประชาชน ให้เวลาเสวยสุขอีกไม่นาน อำนาจจะกลับมาเป็นของประชาชนสักที
คุณ”คนรักประชาธิบไตย”คุณเอาหัวเก่า ๆ ของคุณไปซุกไว้ที่ไหนซะตั้งนาน?? ข่าวในประเทศและต่างประเทศเขารายงานความบ่อท่า ไม่ว่าจะบริหารการพูด(โกหกหน้าตาย) บริหารงานราชการแผ่นดิน บริหารเงิน และอื่น ๆๆๆ อีก สุดฮ่วย เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่สนุกติดลมและเอาแต่ใจ น่าเบื่อหน่าย ตายซัก!!! คุณยังมีหน้ามาบอกเป็นนายกแสนดีของเรา (คุณ) ถ้างั้นคุณคงดีแค่คือไม่มากกว่าอธิสิทธิ์ นั้นแหละ ระวังโดนโฮ่ ฮา นะ แถว ๆ นี้เขาตื่นกันนานแล้ว.. เอะเอ๋!!!! หรือนายกในดวงใจคุณเขาจ้างคุณมาเชลียร์ตาม borad ได้เท่าไหร่แบ่งมั้งเดะ????
มันไม่ได้เรียนรู้ มันเป็นอย่างนี้มานานแล้ว
อำมาตย คุม ทหารกองกำลังเพื่อไม่ให้ทหารปฏิวัติแย่งชิงอำนาจเหมือนสมัยก่อน ไม่พอ อำมาตย์จะเข้ามาคุมตำรวจ อำมาตย์คุมคนตัดสิน ฯลฯ และอำมาตย์คุมการเมือง โดยมี ผู้สืบทอดคือ พรรคการเมืองนรก ที่แอบอ้างตลอดว่า มันปกป้องสถาบันฯ แท้ที่จริง พวกมันต้องการเพียงแค่อำนาจทางการเมืองตลอดไปเท่านั้นเอง
ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้รัฐทั้งหลายเข้มแข็งได้ เท่ากับความยุติธรรม
ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้รัฐทั้งหลายต้องอ่อนแอได้ เท่ากับความอยุติธรรม
ความยุติธรรมเป็นหลักการแกนนำสำคัญของประชาชน
ความอยุติธรรมเป็นหลักการแกนนำของทรราชย์
กระทำการอย่างยุติธรรม แล้วอำนาจของท่านจะอยู่ได้ตลอดไป
ความหายนะของประเทศชาติคือ ผู้รู้ที่หลงใหลในโลกีย์
และทรราชย์ผู้กดขี่นั้น เป็นพิษภัยของความยุติธรรม
หลักธรรมาภิบาลอยู่ที่ไหนหน่อใครรู้บ้าง รัฐบาลอภิฯขาดหลักธรรมาภิบาล น้ำลดตอผุดแน่นอน