Q+A-What is ex-Premier Thaksin’s political strategy?
November 6, 2009
By Martin Petty
ที่มา – Forbes.com
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑
กรุงเทพ (รอยเตอร์) – อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่กำลังลี้ภัยกำลังตกเป็นเป้าแห่งความบาดหมางทางการทูตระหว่างประเทศไทย และประเทศกัมพูชา หลังจากทางพนมเปญเสนอที่พักพิง และเสนอตำแน่งให้เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาล
นักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่าทักษิณ และเพื่อนเก่า สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชา กำลังสร้างเรื่องขี้นเพื่อสร้างความขายหน้าให้กับรัฐบาลไทย และช่วยให้ทักษิณกลับคืนสู่อำนาจ การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการรุกซึ่งทักษิณกำลังใช้ ทั้งพรรคการเมือง การเคลื่อนไหวการประท้วง สื่อในรูปแบบใหม่ๆ และหลายวิธีต่อสายตาสาธารณะชน เพื่อลดความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาล และเพิ่มแรงสนับสนุนต่อตัวเขา
บทความข้างล่างนี้เป็นบางส่วนของคำถามและคำตอบเกี่ยวกับแผนการของทักษิณ:
การย้ายไปกัมพูชาจะช่วยทักษิณได้อย่างไร
ฐานที่มั่นในกัมพูชาจะช่วยให้ทักษิณระดมสินทรัพย์อันมหาศาล และการสนับสนุนจากปวงชนเพื่อช่วยการรณรงค์ทางการเมืองได้ดีขึ้น ทำให้การพบปะกับบรรดาผู้แทนต่างๆได้สะดวกขึ้น และยังทำให้ทักษิณออกโรงหาเสียงในพื้นที่ที่คะแนนเสียงหนาแน่นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือติดชายแดนกัมพูชา การตัดสินใจของประเทศไทยที่เรียกตัวนักการทูตออกมาจากกัมพูชา และการยุติสนธิสัญญาชั่วคราวระหว่างทั้งสองประเทศ ทักษิณได้อธิบายว่า “เป็นการกระทำที่เด็กจัง” ซึ่งดูเหมือนล่อให้รัฐบาลเป็นผู้ก่อปัญหา
เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยล่ะ
พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่ฟื้นคืนชีพของพรรคไทยรักไทยเก่าของทักษิณ จะยังคงเป็นศัตรูตัวฉกาจ และเป็นตัวคุกคามหลักของรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในปีหน้า ทักษิณหาทางผนึกความแข็งแกร่งของพรรคโดยการนำนายตำรวจ และนายทหารที่เกษียณหลายสิบนายเข้าร่วมพรรค เพื่อเสริมอิทธิพลในสถาบันสองสถาบันอันทรงอำนาจมากที่สุดในประเทศ
แม้ว่าจะเกษียณไปแล้ว แต่นายตำรวจระดับสูง และนายทหารทั้งหลายยังคงสามารถใช้สายสัมพันธ์หาแรงสนับสนุน โดยเฉพาะจากพื้นที่ชนบท และกำลังจากฝ่ายทหารถือว่าไม่ใช่เรื่องเลวร้ายสำหรับประเทศซึ่งยังคงถูกรังควาญด้วยการทำรัฐประหาร
การรวบรวมเอานายพลทหารจากกองทัพ ซึ่งได้เคยปฏิญาณต่อกษัตริย์มาแล้ว ถือว่าเป็นความพยายามที่จะกำจัดข้อกล่าวหาต่างๆของฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณที่ว่า ทักษิณต้องการตั้งสาธารณรัฐอย่างลับๆ และขาดความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ซึ่งเป็นที่สักการะสูงสุดของประเทศไทย
การประท้วงจะยังคงมีต่อไปไหม
นปช. หรือ “เสื้อแดง” ฝ่ายสนับสนุนทักษิณกลุ่มใหญ่กำลังวางแผนชุมนุมครั้งใหญ่กว่าเดิมอีกครั้ง เพื่อเรียกร้องการขอพระราชทานอภัยโทษให้ทักษิณ และให้รัฐบาลจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างรวดเร็ว
นปช. เกิดขึ้นมาจากพลังที่มีอำนาจนอกเหนือสภา ซึ่งยังคงโจมตีรัฐบาล และ “อำมาตย์” หรือศักดินาคลั่งเจ้าซึ่งถูกกล่าวหาว่า ใช้กำลังกองทัพ หรือศาลเพื่อล้มอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งฝ่ายนิยมทักษิณ
ทักษิณจะหาเสียงสนับสนุนด้วยวิธีอื่นได้อย่างไร
มหาเศรษฐีฉวยประโยชน์จากสื่อในรูปแบบใหม่ เช่น เฟสบุ้คและทวิตเตอร์ ในการติดต่อกับผู้สนับสนุนของเขา และทำการโจมตีรัฐบาล
เขาใช้วิธีการโฟนอินกับผู้สนับสนุนที่อยู่ในชนบท และกำลังใช้เว็บไซต์ทางอินเตอร์เน็ตเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของเขา และสัญญาว่าจะกลับไปรับใช้ประชาชน นักวิจารณ์กล่าวว่า ทักษิณต้องการหาทางเอาสินทรัพย์มูลค่า ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถูกอายัดไว้ในธนาคารไทยคืนมาเพียงเท่านั้น
ทักษิณจะกลับประเทศโดยไม่ต้องถูกจำคุกได้อย่างไร
นั่นยังคงเป็นเรื่องไม่แน่ชัด โอกาสที่ดีที่สุดคือการได้พระราชทานอภัยโทษ แต่ในสถานการการเมืองเช่นนี้ ดูเหมือนไม่น่าที่จะเป็นไปได้สูง ถ้าพรรคตัวแทนของเขาชนะและเข้ามามีอำนาจ ฝ่ายสนับสนุนของเขาอาจหาทางเปลี่ยนคำตัดสินว่าผิดของเขาโดยการวางตัวบุคคลที่นิยมทักษิณไว้ในตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ในตำรวจ ในศาล และในหมู่ข้าราชการ ถ้าไม่สำเร็จ ทักษิณอาจหาทางตกลงอะไรบางอย่างกับฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้เขากลับสู่ประเทศอย่างปลอดคดีใดๆ
(แก้ไขโดย อลัน เรย์บูล และ บิล แทแรนท์)
ANALYSIS – Thaksin launches new offensive to win back power
November 6, 2009, By Martin Petty
ที่มา – Reuters India
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑
กรุงเทพ – ฝ่ายปฏิปักษ์ของเขาอาจจะมองข้ามทักษิณว่าเป็นแค่อาชญากรที่กำลังหลบหนี และอำนาจในทางการเมืองที่ค่อยๆหมดแรงไป แต่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่ถูกปล้นอำนาจกำลังพยายามหลายเท่าทวีคูณเพื่อหวนคืนกลับสู่อำนาจในประเทศไทย และเป็นรัฐบาลเองที่ตกอยู่ในสภาพง่อนแง่น
ฝ่ายสนับสนุนเสื้อแดงของเขาทำการผลักดันให้มีได้รับการพระราชทานอภัยโทษจากกรณีถูกตัดสินว่าทำการฉ้อราษฎร์ ซึ่งหมายถึงมหาเศรษฐีที่กำลังลี้ภัยจะได้กลับบ้านเกิด ขณะนี้ทักษิณได้วางเดิมพันการเคลื่อนไหวเป็นระยะๆ เพื่อสุมไฟลงไปในวิกฤติที่ยากจะแก้ไขของประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การตอบรับข้อเสนอเป็นที่ปรึกษาให้กับกัมพูชาประเทศเพื่อนบ้านสร้างความดูไม่จืดให้กับความสัมพันธ์ทางการทูต ภาพในอนาคตที่ทักษิณจะทำการรณรงค์ทางการเมืองจากแค่ปลายจมูกย่อมสร้างความโกรธแค้นให้กับปฏิปักษ์ที่ทรงอำนาจ ซึ่งพยายามทุกวิถีทางที่จะกำจัดทักษิณให้พ้นทาง
ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า “รัฐบาลกำลังถูกมองว่าไม่มีความสามารถ และเรากำลังจะกลายเป็นประเทศที่ล้มละลาย” “ทักษิณต้องการดึงความสนใจ..และเรากำลังจะเข้าไปสู่สงครามรูปแบบใหม่อย่างสิ้นเชิง”
ข้อเสนอจากกัมพูชาที่จะสร้างบ้านให้ทักษิณ ได้จุดชนวนให้เกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับจากประเทศไทย โดยการถอนนักการทูตออกมาจากแต่ละประเทศ
แม้ทักษิณจะยังไม่เดินทางไปถึง แต่กัมพูชากล่าวว่า จะไม่ส่งตัวทักษิณกลับตามคำเรียกร้อง โดยกล่าวว่า ทักษิณถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดด้วยสาเหตุทางการเมือง
ยังคงต้องจับตามองว่าผู้สนับสนุนทักษิณจะสนับสนุนการรุกคืบครั้งใหม่หรือไม่ ซึ่งนักวิจารณ์มองว่า ฝ่ายสนับสนุนอาจมองว่าเขาไม่รักชาติ ประกอบกับฝ่ายศัตรูตัวเดิมที่จะสุมไฟเรื่องความคลั่งชาติอย่างรุนแรง
เนชั่น หนังสือพิมพ์ฝ่ายต่อต้านทักษิณลงความเห็นพาดหัวหน้าหนึ่งเมื่อวันศุกร์นี้ว่า “ทักษิณจะได้รับการยกโทษในความพยายามที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามซึ่งกำลังกุมอำนาจอยู่เสียหน้า แต่ทุกอย่างย่อมมีขีดจำกัด – และทักษิณได้ก้าวล่วงจุดนั้น”
ทักษิณ ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งด้วยคะแนนท่วมท้นมาถึงสองสมัยเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ก่อนที่จะถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ พรรคเพื่อไทย ที่ฟื้นขึ้นมาใหม่จากพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยกเลิกไป ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไป – คาดว่าจะเป็นเวลาใดเวลาหนึ่งในปีหน้า – ประเทศไทยอาจจะพบกับความโกลาหลยิ่งขึ้น
อะไรคือทางเลือกที่ดีที่สุด
แดนนี่ ริชาร์ด จากหน่วยข่าวกรองเศรษฐศาสตร์ (อีไอยู) กล่าวว่า “เป็นที่แน่ชัดว่า มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ทำการต่อต้านทักษิณ และภาพในอนาคตที่เห็นว่าทักษิณจะกลับมา หรือกลับสู่อำนาจผ่านทางพรรคการเมืองของเขา จะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่นำพาประเทศไปสู่ความไม่มั่นคงอย่างใหญ่หลวง”
“ส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลที่ทำงานล้มเหลว แต่สำหรับประชาชนส่วนใหญ่แล้ว ทักษิณยังคงถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุด”
ยุทธวิธีของทักษิณได้เน้นการกระทืบซ้ำรัฐบาลที่กำลังตกต่ำ โดยการสื่อสารผ่านทางวีดิโอ และใช้สื่อในรูปแบบใหม่ๆ เช่น ทวิตเตอร์ เพื่อรวบรวมผู้สนับสนุน และลดความน่าเชื่อถือให้กับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งดูเหมือนพรรคร่วมทั้งหกกำลังเกิดความระส่ำระสาย และผลสำรวจความคิดเห็นบอกว่ากำลังอยู่ในขั้นตกต่ำ
การเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดจากฝ่ายของทักษิณแสดงให้เห็นว่า อดีตมหาเศรษฐีทางโทรคมนาคมยังคงเป็นผู้ถือเดิมพันทางการเมืองตัวสำคัญ ถึงแม้จะอยู่ในระหว่างการลี้ภัย ผนึกกำลังกับผู้อยู่ตามชนบทที่ยังเชื่อมั่นในตัวเขาต่อต้านพวกคลั่งเจ้า พวกศักดินาในกรุง ซึ่งเป็นตัวกุมอำนาจตามธรรมเนียมปฏิบัติในประเทศไทย
ก้าวสำคัญก้าวหนึ่งคือการแต่งตั้ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการกองทัพบกขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งทั้งอิทธิพลทางการทูต และความสัมพันธ์กับกองทัพจะเสริมให้พรรคแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
จริงๆแล้ว เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ชวลิตเข้าร่วมพรรค ได้มีทั้งนายตำรวจและนายทหารจำนวนนับสิบนาย ซึ่งเกษียณแล้วแต่ยังคงมีอิทธิพลอยู่ได้แห่กันสมัครเข้าพรรคเพื่อไทย
นักวิเคราะห์บางคนกล่าวว่า การเสริมกำลังนายทหารเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการระยะยาวของทักษิณ เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเสริมความร่วมมือให้แข็งแกร่ง และเฝ้าติดตามการสืบสันตติวงศ์ ซึ่งอาจมีความวุ่นวายขี้นได้ในประเทศซึ่งกษัตริย์เป็นผู้ทรงได้รับความเคารพอย่างใหญ่หลวง และทั้งยังทรงมีพระราชอำนาจ
ดร.ธิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ นักวิเคราะห์การเมืองกล่าวว่า “ใครก็ตามที่ต้องการจะเตรียมพร้อมเพื่อทำการต่อรองและเพิ่มอำนาจ พวกเขาต้องเริ่มทำเสียตั้งแต่ตอนนี้”
“ทักษิณกำลังเล่นเกมรุกหลายด้านเพื่อทวงคืนอำนาจ เขย่าเพื่อสร้างความเคลื่อนไหวและพลวัตขึ้นมาใหม่ ทักษิณไม่ได้หมดอำนาจ ผลสำรวจความคิดเห็นแสดงว่าคะแนนนำอภิสิทธิ์ – และพวกเขาไม่สามารถกำจัดทักษิณได้”
(แก้ไขโดย อลัน เรย์บูล และ บิล แทแรนท์)
*แก้ไข – ผู้แปล ๘ พ.ย.๕๒ เวลา ๑๓.๒๔ น.
แปลโดย – คุณจักรภพ เพ็ญแข
ที่มา – konthaiuk
เนื่องมาจากเหตุการณ์ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่เกี่ยวข้องกับ ฯพณฯ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ผู้นำไทยส่วนหนึ่งได้แสดงปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่องบนบรรทัดฐานของสนธิสัญญาส่งตัวระหว่างกัมพูชาและไทยว่า จะร้องขอให้มีการส่งตัวอดีตนายกรัฐมนตรีไทยกลับ หากเดินทางเข้ามายังกัมพูชา สำนักอัยการสูงสุดของไทยได้ยกประเด็นขึ้นว่าทางราชอาณาจักรกัมพูชามีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธคำขอดังกล่าว แต่ต้องอธิบายความและให้เหตุผลอันสอดคล้องกับหลักปฏิบัติระหว่างประเทศ ในอีกกรณีหนึ่ง รองนายกรัฐมนตรีของไทยกล่าวว่าไทยมีสิทธิ์ที่จะขอให้ส่งตัวคุณทักษิณกลับไทยตามหลักการของสนธิสัญญาส่งตัวระหว่างกัมพูชาและไทย ตลอดจนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ (แหล่งข่าวจาก: เอเอสทีวี เมเนเจอร์ ออนไลน์ ที่ขึ้นข้อความข่าวนี้เมื่อ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ที่ตีพิมพ์เมื่อ ๒๗ และ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ และในหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นเมื่อ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๒)
หลังได้พิจารณาประเด็นดังกล่าวแล้ว รัฐบาลกัมพูชาขอตั้งข้อสังเกตต่างๆ ดังนี้:
๑. โดยมาตรา ๓ แห่งสนธิสัญญาส่งตัวระหว่างกัมพูชาและไทยที่ลงนามในกรุงเทพมหานครเมื่อ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๑ และให้สัตยาบรรณพร้อมประกาศใช้ในพระราชบัญญัติที่ N CS/RKM/0799/08 ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ผู้ได้รับการร้องขอคือกัมพูชาสามารถพิจารณาได้ก่อนว่า กรณีของคุณทักษิณเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่
๒. อ้างถึงกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรา ๓ ในอนุสัญญายุโรปเกี่ยวกับการส่งตัว ที่ลงนามใช้เมื่อ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ และมาตรา ๓ ของต้นแบบสนธิสัญญาส่งตัวในกรอบองค์การสหประชาชาติเมื่อ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๓๓ การส่งตัวจะกระทำมิได้เลยภายใต้เงื่อนไข ๒ ประการต่อไปนี้:
- a. หากคดีความอันเป็นเหตุให้เกิดข้อเรียกร้องส่งตัว มีลักษณะเป็นคดีการเมืองตามความเห็นของประเทศที่ได้รับการร้องขอ
- b. หากประเทศผู้ถูกร้องขอมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าการขอให้ส่งตัวเป็นไปโดยจุดประสงค์เพื่อเอาผิดหรือลงโทษกับบุคคลนั้นๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ สัญชาติ เผ่าพันธุ์ ทัศนะทางการเมือง เพศ ศาสนา หรือสถานภาพทางสังคม จนบุคคลนั้นๆ อาจถูกตัดสินอย่างมีอคติได้
๓. นอกจากนั้นแล้ว เพื่อเน้นหลักปฏิบัติระหว่างประเทศให้ชัดเจนขึ้นอีก โฆษกรัฐบาลขอยกกรณีตัวอย่างจำนวน ๒ กรณีจากคดีที่มีอยู่มากมายและเป็นที่รับรู้ทั่วไปในระดับระหว่างประเทศ นั่นคือคดีระหว่างญี่ปุ่นและเปรู และคดีระหว่างอังกฤษและรัสเซีย ญี่ปุ่นได้ปฏิเสธคำขอของเปรู และอังกฤษก็ได้ปฏิเสธคำขอของรัสเซีย บนหลักการว่าคำร้องขอทั้งสองกรณีนั้นเกี่ยวข้องกับการเมือง
ในกรณีของ ฯพณฯ ทักษิณ กัมพูชาเห็นว่ามีเหตุทางการเมืองอย่างชัดแจ้งในการโค่นผู้นำผู้นี้ลงจากตำแหน่งด้วยการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในขณะที่ท่านอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ที่องค์การสหประชาชาติ คดีความมากมายที่ตามมาหลังจากนั้น รวมทั้งการตัดสินลงโทษต่อตัวท่านทั้งสิ้น ล้วนเป็นเรื่องการเมืองทั้งสิ้น
จากข้อพิจารณาทางกฎหมายดังกล่าวทั้งหมด และโดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศทั้งมวล เราจึงขอย้ำอย่างเด็ดขาดว่า ไม่ว่าจะในกรณีใดๆ ก็ตาม ราชอาณาจักรกัมพูชาจะไม่ส่งตัว ฯพณฯ ทักษิณกลับตามคำร้องขอจากประเทศไทย ไม่ว่าในขณะที่ท่านตัดสินใจเข้ามาพำนักหรือเดินทางผ่านกัมพูชาไปยังประเทศอื่นๆ ก็ตาม เพื่อให้เป็นไปตามความในพระราชกฤษฎีกาที่ NS/RKT/1009/1018 ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่ได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งท่านเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฮุนเซ็นผู้เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลแห่งชาติกัมพูชา
โฆษกรัฐบาลขอแสดงเจตนารมย์ด้วยว่า รัฐบาลกัมพูชาจะไม่เปลี่ยนแปลงท่าทีในการธำรงรักษาความสัมพันธ์อันดีและความร่วมมือในทุกๆ ด้าน ระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย การเชิญ ฯพณฯ ทักษิณ มายังกัมพูชา เกิดจากความตระหนักในธรรมเนียมโบราณของเราที่ว่า “เพื่อนในยามยาก คือเพื่อนยากที่แท้จริง” (“a friend in need is a friend in deed”)
กรุงพนมเปญ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
Linking health rumors to Thaksin
November 4, 2009
ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑
เนชั่น (วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒: “ตำรวจกล่าวว่า กำลังจะสาวไปถึงตัวผู้ปล่อยข่าวลือ”) ดูเหมือนจะรายงานข่าวบิดเบือนเกี่ยวกับการจับกุม สมเจตน์ อิทธิวรกุล และการประกันตัวผู้ต้องหาคนที่สามนี้ ในคดีข่าวลือเกี่ยวกับพระพลานามัยของกษัตริย์
รายงานข่าวมีข้อมูลเกี่ยวกับสมเจตน์ว่า เป็นเจ้าของโต๊ะสนุ๊กเกอร์แห่งหนึ่งในชลบุรี ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่า โพสต์ข้อความเท็จอันทำให้ตลาดหุ้นร่วงเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ตำรวจระดับสูงได้กล่าวเมื่อวานนี้ว่า จะเป็นการสาวไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังการปล่อยข่าวลือ และผู้ร่วมสมคบคิด
ตามรายงานสมเจตน์ได้ยอมรับว่า “ได้เอาบทความต่างๆลงในคอมพิวเตอร์ของเขา แต่อ้างว่าไม่ได้โพสต์ในอินเตอร์เน็ต…” ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะหมายถึงอะไร ตำรวจดูเหมือนจะคิดว่า สมเจตน์เป็นผู้กระจายข่าว แต่ตำรวจไม่ได้อธิบายว่าเมื่อไร และที่ไหน
จุดสำคัญของเรื่องนี้ดูเหมือนสมเจตน์ “เป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญซึ่งอาจจะทราบว่าใครอยู่เบื้องหลัง (ข่าวลือ)…” แต่สมเจตน์ดูเหมือนจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยทึ่ถูกจับสองคนก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกัน ยังคงมีความพยายามที่จะโยงข่าวลือไปให้ถึงตัวทักษิณ ชินวัตร เอกยุทธ อัญชัญบุตรอดีตเจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์ และนักเคลื่อนไหวต่อต้านทักษิณ ได้ยกประเด็นเรื่อง “ใครจะได้ผลประโยชน์จากตลาดหุ้นร่วงเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคมอันมีผลมาจากข่าวลือ โดยเฉพาะในกองทุนบริหารโดยรัฐบาลต่างๆ รวมไปถึง กองทุนประกันสังคม และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ” เขากล่าวต่อว่า “ผู้ซึ่งมีตัวย่อว่า “จ” ที่บริหารตลาดหุ้นจากต่างประเทศ เป็นญาติกับผู้ทรงอิทธิพลซึ่งอาศัยอยู่นอกประเทศไทย ซึ่งได้ซื้อหุ้นต่างๆไว้เป็นจำนวนมาก” เขากล่าวว่า “จากการกระทำของ “จ” ส่งผลให้พวกนี้ทำกำไรถึง ๕,๐๐๐ ล้านบาท”
Health rumors a ruse for closing web sites
November 4, 2009
ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑
ไม่มีอะไรจะแน่ชัดไปกว่านี้ว่า รัฐบาลซึ่งนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ใช้ข่าวลือเรื่องสิ้นพระชนม์ และ/หรือ พระพลานามัยเป็นเครื่องมือในการควบคุม หรือใช้ปิดเว็บไซต์กลางๆซึ่งพวกเขารู้สึกว่าไม่เป็นฝ่ายรัฐบาล
ตัวนำคือนายกรัฐมนตรีซึ่งครั้งหนึ่งได้พยายามที่จะทำให้ประชาชนเชื่อว่า เขาคือนักการเมืองเสรีนิยม และพรรคซึ่งควรจะขายขี้หน้าที่เติมคำว่า “ประชาธิปไตย” ในชื่อพรรคของตัวเอง ในเวลานี้รัฐบาลกำลังเปิดหน้าไพ่ของตัวเอง
ประชาไท (วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒: “ไอซีที ขู่ปิดบริษัทผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ไอเอสพี) หากบริษัทยังคงให้บริการเว็บไซต์ที่หมิ่นเหม่”) ไทยรัฐได้ รายงานข่าวเรื่องนี้ว่า “ว่าที่ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ หรือไอซีที ได้แจ้งต่อผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตให้หาทางจัดการกับเว็บไซต์ที่หมิ่นเหม่ โดยกล่าวว่า ถ้าทำไม่ได้ทางกระทรวงก็จะดำเนินการปิดบริษัทไอเอสพีเหล่านี้เสียเอง”
รัฐมนตรีหมายถึงใครหรือ ดูเหมือนว่า “กระทรวงไอซีทีได้ติดต่อกับไอเอสพีต่างๆ ซึ่งให้บริการกับเว็บไซต์ [ประชาไทและฟ้าเดียวกัน] และแจ้งพวกเขาว่า ถ้าหากปล่อยให้เว็บไซต์เหล่านี้ ซึ่งมีประวัติว่าเป็น “ตัวบ่อนทำลายความมั่นคงแห่งชาติ” ยังคงกระทำการในลักษณะแบบนี้อีกต่อไป ทางกระทรวงจะปิดบริษัทไอเอสพีเหล่านี้เสียเอง” เราได้เน้นตัวหนังสือให้เห็น และชื่อเว็บไซต์ในวงเล็บดังกล่าวได้มาจากข่าวประชาไท
ข่าวที่เหลือรายงานว่า จะทำการปราบปรามด้วยวิธีใด รัฐมนตรีชี้แจงว่า ได้พบว่าแท้จริงแล้ว ธีรนันต์ วิภูชนันต์ ได้เพียงแค่โพสต์บทแปลในเว็บบอร์ดของประชาไท แต่ คทา ปาจริยพงศ์ ได้โพสต์ข้อความ “ไม่บังควร” ในหลายเว็บไซต์ รวมทั้งยังมีการส่งต่อไปให้กับเพื่อน ๆหลายคนในตลาดหุ้นอีกด้วย ซึ่งในจำนวนนี้พบผู้ต้องสงสัยมากกว่า 2 คน ที่มีการโพสต์ข้อความต่อไปอีกทอด” เป็นการชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่กำลังหาทางที่จะใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ต่อบุคคลเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
บางกอกโพสต์ได้รายงานยืนยันการปฏิบัติเพื่อ “จัดการ” กับเว็บไซต์ซึ่งต่อต้านรัฐบาล (แปลได้ว่า “คุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ”)
ขณะนี้ทั้งรัฐบาลและสื่อได้ใช้คำว่า “ไม่บังควร” เพื่ออธิบายถึงข่าวลือต่างๆราวกับว่า การอ้างว่าการสิ้นพระชนม์เป็นเรื่องอะไรที่เป็นอาชญากรรม ถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายขนาดนี้ และถูกนำมาใช้ในการกดขี่ บางคนอาจจะอดหัวเราะไม่ได้ไปกับข่าวใน น็อทเดอะเนชั่น หรือมอนตี้ ไพท่อน
รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยิ่งทำการปราบปรามหนักมือขี้นด้วยข้ออ้าง “ความมั่นคงแห่งชาติ” แล้วจะไปสิ้นสุดเอาที่ไหน นักปกป้องเพื่อสิทธิมนุษยชนหายหัวไปไหน ทำไมจึงยอมให้รัฐบาลคลั่งเจ้าหลุดรอดจากการกระทำการกดขี่ที่ครึกโครมเช่นนี้
Third stock rumors makers nabbed
November 3, 2009
ที่มา – NNT
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑
ตำรวจได้ทำการจับคุมผู้ต้องสงสัยคนที่สาม ซึ่งถูกกล่าวหาว่า ปล่อยข่าวลือเรื่องอัปมงคลเกี่ยวกับพระพลานามัยของพระมหากษัตริย์ ซึ่งส่งผลให้เกิดการร่วงลงของตลาดหลักทรัพย์ไทยเมื่อไม่นานมานี้
การจับกุมนายสมเจตน์ อิทธิวรกุล เกิดขึ้นหลังหมายศาลซึ่งออกมาจากศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยได้ถูกกล่าวหาว่า ละเมิดมาตรา ๑๔ ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ โดยป้อนข้อมูลเท็จในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงแห่งชาติและต่อสาธารณะ ข้อกล่าวหานี้ ถ้าถูกตัดสินว่าผิดจะได้รับโทษจำคุกถึง ๕ ปี และถูกปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สมเจตน์ถูกจับที่จังหวัดชลบุรี และในขณะนี้กำลังถูกนำตัวไปยังกรุงเทพ เพื่อทำการสอบสวนเพิ่มเติม
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ตำรวจได้จับกุม คทา ปาจริยพงษ์ พนักงานบริษัทหลักทรัพย์ เคที ซิมีโก้ และ ธีรนันต์ วิภูชนิน อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ด้วยข้อหาว่าปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับพระพลานามัยของกษัตริย์ ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วง ทั้งสองคนได้รับการประกันตัวด้วยวงเงินคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ในวันต่อมา
ไทยรัฐ – รวบมือทุบหุ้นรายที่3 ได้ที่บางละมุง
“ปัญญา มาแม่น” เผย หลังศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหารายที่3ในคดีทุบหุ้น จนท.สามารถจับกุมตัวได้แล้ว ที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี อยู่ระหว่างการนำตัวกลับมาสอบสวนที่กองบังคับการปราบปราม …
วันนี้ (3 พ.ย.) พล.ต.ต.ปัญญา มาแม่น รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐออนไลน์ ถึงความคืบหน้าล่าสุดในการติดตามขบวนการปล่อยข่าวลือทุบหุ้นว่า ภายหลังจากศาลได้อนุมัติออกหมายจับ ผู้ต้องหารายที่ 3 ในคดีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุม ผู้ต้องหาคนดังกล่าวได้แล้ว ที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และกำลังนำตัวมาทำการสอบปากคำ ที่ กองบังคับการปราบปราม
จากการสืบสวนในทางลึก ทราบว่า ผู้ต้องหารายล่าสุด มีความเชื่อมโยงกับ น.ส.ธีรนันต์ วิภูชนิน และนายคชา ปาจริยะพงศ์ สองผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวและเพิ่งได้รับการประกันตัวไปก่อนหน้านี้ ด้วย
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ – รวบเสี่ยโต๊ะสนุ๊กเมืองชลฯผู้ต้องหาปล่อยข่าวทุบหุ้น
ตร.รวบเสี่ยโต๊ะสนุ๊ก ผู้ต้องหาคดีปล่อยข่าวทุบหุ้น ความผิดเกี่ยวกับอชาญกรรมทางเทคโนโลยี ใช้โน๊ดบุ๊คส่งข้อข่าวให้คนอื่น
หลังจากพนักงานสอบสวนคดีทุบหุ้นได้หมายจับจากศาลอาญารัชดา ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเดินทางไปยังพื้นที่ จ.ชลบุรี เพื่อติดตามตัวผู้ต้องหาคือ นายสมเจตน์ อิทธิวรกุล อายุ 38 ปี เจ้าของโต๊ะสนุ๊กเกอร์แห่งหนึ่งในชลบุรี โดยล่าสุดสามารถควบคุมตัวไว้ได้แล้ว และจะนำตัวมาสอบสวนที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)
ทั้งนี้ ทีมสืบสวนตรวจสอบพบว่า นายสมเจตน์ ได้ใช้คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คส่งต่อข้อความมิบังควรไปยังบุคคลอื่น อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นผู้ต้องหารายนี้ให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าอาจจะมีคนอื่นมาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง
Political crimes, rumors, repression
November 3, 2009
ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑
เรื่องราวของรัฐบาลซึงนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ที่พยายามหาทางปราบปรามการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไม่จบสิ้น โดยฉวยโอกาสนำข่าวลือเรื่องการประชวรของกษัตริย์มาสร้างเรื่องได้รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ
บางกอกบัณทิตลงบทความสาระสำคัญในเรื่องการจับกุม และได้ถามถึงการใช้กลวิธีของรัฐบาล และได้ผลสรุปออกมาใกล้เคียงกันกับทางเรา
ในขณะเดียวกัน เนชั่น (วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒: “ข้อสงสัยในการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” ลงรายงานพิเศษซึ่งเห็นว่า การนำ พ.ร.บ.การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาใช้กล่าวหาผู้ต้องส่งสัยที่อยู่ในระหว่างการประกันตัวสองคนนี้ เพื่อเป็นการเล่นงานการโพสต์ข้อความทางการเมืองในเว็บ
คำพูดของสฤณี อาชวานันทกุล “คณะกรรมการของเครือข่ายพลเมืองเน็ต (ทีเอ็นเอ็น)” ซึ่ง “เธอยืนยันว่าเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ในนามของทีเอ็นเอ็น” ว่า “การงัดเอา พ.ร.บ. มาใช้ ถือได้ว่าทั้งขาดเหตุผล และละเมิดเสรีภาพในการพูด..”
ได้มีการอ้างถึงเว็บฟ้าเดียวกันและประชาไทว่า คธา ปาจาริยะพงษ์และธีรนันท์ วิภูชนันธ์ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองได้โพสต์ข้อความฝ่าฝืน พ.ร.บ. เนชั่นรายงานว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่าเว็บไซต์ทั้งสองมีบทความล่อแหลมในเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์รัฐประหาร เนชั่นทราบมาว่า ผู้ต้องสงสัยทั้งสองนี้ โดยเฉพาะธีรนันท์ ได้โพสต์ข้อความอย่างสม่ำเสมอมานานพอควรก่อนจะเกิดเหตุการณ์เดือนตุลาคม”
จีรนุช เปรมชัยพร “ผู้ดูแลเว็บ Prachataiwebboard.com กล่าวว่า “บีบีบี (ธีรนันต์) ได้โพสต์ข้อความเรื่อยมาตั้งแต่การทำรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน และข้อความของเธอส่วนใหญ่เป็นการแปลข่าวเรื่องการเมืองจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย”
และเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม “บีบีบี” ได้โพสต์การแปลหลายๆข่าวจากสื่อต่างประเทศ ที่ลงข่าวเกี่ยวกับข่าวลือของพระพลานามัยของกษัตริย์
จีรนุชกล่าวต่อว่า “ไม่เคยมีการติดต่อขอข้อมูลใดๆจากตำรวจ และเธอก็ไม่ได้ลบกระทู้” อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ Prachataiwebboard.com อยู่ในระยะการปรับปรุงเว็บบอร์ด จึงจะยังเข้าไปดูหน้ากระทู้ และข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้เว็บบอร์ดต่างๆนั้นยังไม่ได้
ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการฟ้าเดียวกันกล่าวว่า “เขาไม่รับรู้การโพสต์ใดๆใน smeskyboard.org เนื่องจากได้แยกตัวออกมาจากนิตยสารแล้ว เขาเสริมต่อว่า “นี่เป็นเรื่องเหลวไหล ตำรวจจะเอาอะไรมาพิสูจน์ว่า โพสต์ทั้งหลายมีข้อมูลเท็จตามที่กล่าวหาว่าข่าวลือเป็นอย่างนี้ๆ….แต่ความจริงเป็นแบบนี้ๆ……”
เขากล่าวต่อว่า “รัฐบาลต้องการหาแพะรับบาป ในข่าวลือนี้ให้ได้..”
พีพีทีคิดว่า ธนาพลมองรัฐบาลนี้ในแง่ดีเกินไป เราคิดว่ารัฐบาลนี้ฉวยโอกาสที่จะเพิ่มการกดขี่กับสื่อให้มากยิ่งขี้น





