ชนบทของประเทศไทยคุกรุ่นไปด้วย ความเคียดแค้นที่มีต่อรัฐบาล

2010 กุมภาพันธ์ 10

Rural Thailand Simmers with Anti-gov’t Rage
February 08, 2010
By Marwaan Macan-Markar
ที่มา – IPS
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

สร้างคอม ประเทศไทยมื้อแล้วมื้อเล่าของการจัดเลี้ยงภายใต้แสงดาวในยามค่ำคืน ที่เต็มไปด้วยคลื่นประชาชนที่ประท้วงรัฐบาล ซึ่งขยายตัวออกไปทั่วทั้งใจกลางของชนบท ผู้มาร่วมรับประทานอาหารต่างแต่งกายด้วยสัญลักษณ์สีแดงของตัวเอง

เมืองแห่งการทำนานี้ นับว่าเป็นเมืองล่าสุดที่เข้าร่วมชะตากรรมในการเคลื่อนไหวประท้วงของฝ่าย นปช. และเป็นเมืองที่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่กำลังลี้ภัย

ฝ่ายเจ้าภาพจัดเลี้ยงไม่ผิดหวังในงานฉลองการเปิดตัว และการระดมทุนด้วยอาหารมื้อค่ำในเมืองสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อถึงเวลา ๑๙.๐๐ น. พื้นที่ที่เคยเป็นที่โล่งขนาบข้างด้วยนาข้าวที่เตรียมเก็บเกี่ยว และป่าละเมาะ ก็คลาคล่ำไปด้วยชาวบ้านในท้องถิ่นซึ่งเดินทางมาร่วมรับประทานอาหาร และฟังการปราศรัยบนเวทีที่ต่อต้านรัฐบาลที่มีขี้นอย่างเผ็ดร้อน

สุทัศน์ ปุดม หนึ่งในเจ้าภาพจัดอาหารเลี้ยงมื้อค่ำเมื่อวันอาทิตย์ อ้างถึงเสื้อแดง ซึ่งถูกนำมาโยงกับความเกี่ยวข้องของการเคลื่อนไหวการประท้วงของฝ่ายนิยมทักษิณว่า “ชาวบ้านอยากให้มีการจัดงานเสื้อแดงแบบที่อื่นๆ” “พวกเขาต้องการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

สุทัศน์ประเมินว่ามีชาวบ้านมากกว่า ๒,๐๐๐ คน ที่เดินทางมาจากตำบลใกล้เคียงมาร่วมงานจัดเลี้ยงมากกว่า ๒๒๐ โต๊ะ และบนโต๊ะเพียบไปด้วยอาหารนับตั้งแต่ข้าวผัด ปลาทอดเปรี้ยวหวาน ส้มตำไทย และซุปแบบจีน

แต่ครอบครัวของผู้ที่มาร่วมงานเลี้ยงทั้งหมด ซึ่งมาเพื่อร่วมรับประทานอาหารค่ำและแลกเปลี่ยนความเห็นทางการเมืองนั้น ไม่ได้มีแต่ครอบครัวของชาวนาและชาวประมงซึ่งเป็นอาชีพหลัก แต่ยังมีครูอย่าง สว่างศรี บุญประสิทธิ์ ซึ่งสอนชั้นประถมของโรงเรียนในท้องถิ่น เธอประกาศอย่างภาคภูมิใจว่า เธอได้นำผู้มาร่วมงานถึง ๓๐ คน เพื่อร่วมฉลองการชุมนุมครั้งแรกของ นปช.ในบ้านเกิดของเธอนี้

สว่างศรีประกาศว่า “การชุมนุมเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเรา เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ที่ถูกทำลายไป” “เวลานี้คนจนแถวนี้รู้เรื่องประชาธิปไตยมากกว่าเมื่อก่อน เรามาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน”

เธอได้เปิดเผย โดยพาดพิงไปถึงเหตุการณ์รัฐประหารครั้งที่ ๑๘ ของราชอาณาจักรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งกองทัพกระทำการปล้นอำนาจของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งมาถึงสองสมัย

เธอกล่าวว่า “การตื่นตัวทางการเมืองเริ่มต้นหลังจากการทำรัฐประหาร” “ทั้งความไม่พอใจ และความคับแค้นที่ได้เพิ่มมากขึ้นในสามปีที่ผ่านมา”

ความนิยมอย่างท่วมท้นของทักษิณ ที่ได้รับจากชาวชนบทในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปเลย เนื่องมาจากนโยบายเพื่อคนยากจนที่เขาได้นำมาใช้ และกำลังอยู่ในระหว่างการลี้ภัยเพื่อเลี่ยงการถูกจำคุกสองปีในคดีทุจริต แต่ดูเหมือนแทบจะไม่ได้สร้างความยี่หระให้กับผู้ลงคะแนนเสียงระดับจังหวัด ที่กำลังตื่นตัวทางการเมืองอย่างหยุดไม่อยู่ สำหรับพวกเขาแล้ว ทักษิณตกเป็นเหยื่อในกำมือของพวกที่ใช้การเมืองมาเป็นเครื่องมือหากิน เพื่อต่อต้านประชาธิปไตยซึ่งประกอบไปด้วย อำมาตยาในกรุงเทพ พวกคลั่งระบอบกษัตริย์ และพวกข้าราชการหัวโบราณชั้นสูง รวมไปถึงกองทัพอันทรงพลังของประเทศ

ผู้มาร่วมงานต่างโห่ร้องแสดงความยินดี เมื่อได้ยินเสียงอดีตผู้นำที่ลี้ภัยพูดต่อหน้าผู้ชุมนุม นปช. ผ่านทางโทรศัพท์มือถือจากดูไบ หนึ่งในหลายๆประเทศทั่วโลกที่ทักษิณพำนักอยู่ เศรษฐีธุรกิจโทรคมนาคมเล่นกับคนฟัง

เขาสัญญาว่า “ผมจะทำให้คุณมีเงินเต็มกระเป๋า” “ผมมีแผนการเพื่อการศึกษาของลูกหลานของเรา”

แต่ทักษิณยังคงยืนยันข่าวที่ว่า นปช. ได้เร่งระดมคนในจังหวัดต่างๆ เขาต้องการให้คนเสื้อแดงออกมาร่วมบนท้องถนนมากพอที่จะสร้างความกดดัน เพื่อโค่นรัฐบาลปัจจุบันของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งบริหารประเทศมาได้ครบปี ด้วยอำนาจที่ได้มาจากการทำการตกลงของผู้บัญชาการระดับสูงจากกองทัพ ซึ่งไม่ได้มาจากคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง

ทักษิณขึ้นเสียงสูงดังก้องว่า “การต่อสู้ครั้งหน้า ถือว่าเป็นครั้งสำคัญมาก” “ถ้าคุณไม่เดินหน้าแล้ว คุณจะเสียทุกอย่าง ถ้าคุณเดินหน้า คุณจะได้ทั้งชีวิต และความหวังที่ดีขึ้น”

คลื่นแดงของ นปช. ที่กำลังเติบโตขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดจากเหตุการณ์ของค่ำคืนเหล่านี้ เป็นการช่วยยืนยันให้เห็นว่า ความแตกต่างทางสังคม และทางการเมืองกำลังขยายกว้างขึ้น บทบาทของทักษิณยืนยันในเรื่องนี้ เพราะทักษิณเป็นบุคคลซึ่งได้รับการประณามอย่างมากจากศักดินาชาวกรุงที่กินดีอยู่ดี และกลุ่มการเมืองคลั่งเจ้า

ในค่ำคืนวันเสาร์นอกจากสร้างคอมจะเป็นเจ้าภาพจัดการชุมนุมของ นปช. แล้ว ยังมีการชุมนุมอีกห้าแห่งทั่วอีสาน ซึ่งเป็นชื่อเรียกทั่วไปของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ที่พิบูลรัฐ มีชาวบ้านมากกว่า ๓,๐๐๐ คนอยู่ชุมนุมกันจนจนหลังเที่ยงคืน เพื่อฟังการปราศรัย และการโฟน-อินจากทักษิณ

พวกเขาเข้าร่วมสนับสนุนเสื้อแดงมากกว่าที่ นปช. ได้ประกาศไว้ การชุมนุมวันที่ ๓๑ มกราคมที่จังหวัดขอนแก่นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น แหล่งข่าวซึ่งใกล้ชิดกับการทำงานฝ่ายข่าวกรองของกองทัพแจ้งว่า ตัวเลขผู้เข้าร่วมชุมนุมนั้นประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน แม้ฝ่าย นปช. จะอ้างว่า มีคนมาร่วมชุมนุมมากกว่าตัวเลขนั้นอีกสองเท่า

วันต่อมา ที่จังหวัดอุบลราชธานี มีรายงานข่าวว่า มีผู้ประท้วงเสื้อแดงจำนวน ๕๐,๐๐๐ คน เข้าร่วมการชุมนุมของ นปช.

วิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทยฝ่ายสนับสนุนทักษิณกล่าวว่า “ทุกอาทิตย์ และทุกเดือนเราจะมีการชุมนุมพร้อมทานอาหารค่ำ หรือบางทีก็มีแต่การชุมนุมอย่างเดียว” “ประชาชนซึ่งมาร่วมกันที่นี่ต่างเป็นคนยากจน และพวกเขาเคยกลัวพวกมียศถาบรรดาศักดิ์ในสังคมของเรา พวกชาวบ้านไม่กล้าพูดกับพวกเขาเหล่านี้”

แต่ความเป็น ส.ส.มาเกือบ ๒๐ ปี รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติทางการเมืองของคะแนนเสียงชาวรากหญ้า

เขากล่าวว่า “เมื่อก่อนชาวบ้านก็รู้เรื่องการเมือง แต่ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าอะไรคือเรื่องจริง อะไรถูก อะไรผิด” “ชาวบ้านเข้าใจว่า แม้เขาจะชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ตาม แต่พวกเขาเหล่านั้น (กลุ่มการเมืองคลั่งเจ้า) จะไม่ยอมให้พวกเขาตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้

ความเข้าใจส่วนหนึ่งมาจาก ความขมขื่นที่ได้รับจากการถูกเพิกถอนสิทธิ์จากคะแนนเสียงส่วนใหญ่ ที่กำชัยชนะอย่างท่วมท้นในการสนับสนุนทักษิณ จากการเลือกตั้งสี่ครั้ง นับตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๔๔

นอกเหนือจากการทำรัฐประหารในเดือนกันยายน ๒๕๔๙ รัฐบาลนิยมทักษิณ ซึ่งนำโดยพรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ ถูกคำสั่งอันอื้อฉาวของศาลให้ยุบพรรค เพื่อปูทางให้พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เข้ามาเสียบแทนรัฐบาลที่กำลังว่างลง

คำตัดสินนั้น เพิ่มความเป็นปฏิปักษ์กับผู้ลงคะแนนให้ทักษิณต่อระบบยุติธรรมของไทยมากขึ้น และอีกครั้งหนึ่ง ที่ความเป็นปฏิปักษ์กำลังถึงจุดเดือด วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ เป็นวันที่ศาลจะพิจารณาตัดสินคดียึดทรัพย์ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาทของทักษิณ ซึ่งถูกรัฐบาลทหารที่เข้ามาปล้นอำนาจรัฐบาลทักษิณโดยการทำรัฐประหารปี ๒๕๔๙ อายัดไว้ วิเชียรเปิดเผยว่า “ประชาชนต่างโกรธแค้นกับคดีของทักษิณ” และเสริมว่า การเรียกร้องของแกนนำ นปช. ให้ออกไประบายความแค้นในกรุงเทพ จะได้เห็น “ประชาชนมากกว่าหนึ่งล้านคน” ออกมาบนท้องถนนในเมืองหลวงของไทย

แต่เคยมีการขู่เรื่อง “วันดีเดย์” และการประท้วงของมวลชนบนท้องถนนมาก่อน นปช. สามารถดึงผู้เข้าร่วมชุมนุมในกรุงเทพได้มากที่สุดเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๒ และเป็นเวลาที่กลุ่มเสื้อแดงได้ละเมิดข้อห้ามทางการเมืองและธรรมเนียมปฏิบัติ ด้วยการไปประท้วงหน้าคฤหาสน์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ปล่อยให้เรื่องใดๆคลาดสายตาไปได้ อภิสิทธิ์ได้กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ในระหว่างทำการถ่ายทอดโทรทัศน์ และวิทยุประจำอาทิตย์ว่า รัฐบาลได้วางแผนต่างๆ ในการเฝ้าติดตามที่มั่นของ นปช. ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนที่จะมีการประกาศคำตัดสินของศาล

จากบางกอกโพสต์หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ได้ลงข่าวว่า

อภิสิทธิ์เปิดเผยว่า “หน่วย (รักษาความปลอดภัย) ทุกหน่วยพร้อมแล้ว แผนการเตรียมพร้อม ขอยืนยันว่า เราเตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์” “รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะรักษาความปลอดภัย และรักษากฎหมาย และความเป็นระเบียบ”

วรพล พรหมิกบุตร: ปลายทางความรุนแรง หายนะคนเสื้อแดงและประชาธิปไตยไทย

2010 กุมภาพันธ์ 10

8 กุมภาพันธ์ 2553
ที่มา – Thai Free News
รองศาสตราจารย์ ดร.วรพล พรหมิกบุตร
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปลายทางความรุนแรง : หายนะคนเสื้อแดงและประชาธิปไตยไทย[I]

(ปลายทางสันติวิธี: จุดจบระบอบอำมาตย์และกลุ่มอำนาจการเมืองฉ้อฉล)

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติศัพท์ไทยคำว่า “วิวัฒน์” เทียบเคียงกับคำภาษาอังกฤษว่า “EVOLVE” (ดูหนังสือ “บัญญัติศัพท์ของคณะกรรมการบัญญัติศัพท์”, จัดพิมพ์โดยราชบัณฑิตยสถาน , พ.ศ. ๒๕๑๗) แต่คำว่า “ปฏิวัติ” มีผู้ใช้ในภาษาไทยเทียบเคียงกับคำภาษาอังกฤษว่า “REVOLUTION” มาก่อนปี พ.ศ. ๒๕๑๗ แล้ว โดยผู้ใช้คำดังกล่าวท่านแรกน่าจะเป็นหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร (พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ จากเนื้อหาปาฐกถา ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งการใช้คำภาษาไทยว่า “รัฐประหาร” เทียบเคียงกับคำภาษาฝรั่งเศสว่า “COUP D’ETAT”

ในหนังสือ “ความเป็นอนิจจังของสังคม” โดย ดร.ปรีดี พนมยงค์ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๐๐) มีการเสนอให้ถ่ายทอดคำภาษาอังกฤษว่า “REVOLUTION” เป็นคำไทยว่า “อภิวัฒน์” (ดูรายละเอียดการอภิปรายความเป็นมาของเรื่องที่เกี่ยวข้องนี้ในบทความเรื่อง “ความเป็นมาของศัพท์ไทย ‘ปฏิวัติ’  ‘รัฐประหาร’  ‘วิวัฒน์’  ‘อภิวัฒน์’”  ในหนังสือรวมข้อเขียนของปรีดี พนมยงค์ เรื่อง “ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย”, จัดพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖) แต่คำว่า “อภิวัฒน์” นั้นไม่ปรากฏว่าราชบัณฑิตสถาน ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ กำหนดให้นำมาใช้เป็นคำไทยเทียบเคียงความหมายคำว่า “REVOLUTION” ในภาษาอังกฤษ

บทความชิ้นนี้จะใช้คำว่า “ปฏิวัติ” ที่หม่อมเจ้าวรรณไวทยากรทรงริเริ่มใช้และเทียบเคียงความหมายกับกระบวนเหตุการณ์ที่มีพลังพลวัตต่อเนื่องยาวนานของ “การปฏิวัติวิทยาศาสตร์” ในทวีปยุโรป

——————————————————————————————————

จนถึงขณะนี้ เป็นเวลากว่า ๓ ปีหลังเหตุการณ์ “รัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙” ,ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มอำนาจเบื้องหลังการรัฐประหารข้างต้นร่วมกับพรรคการเมืองและรัฐบาลในกำกับอำนาจของกลุ่มดังกล่าว ฝ่ายหนึ่ง กับกลุ่มพลังการเมืองภาคประชาชนและพรรคการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มอำนาจดังกล่าว อีกฝ่ายหนึ่ง ยังคงเป็นความขัดแย้งที่ไม่มีผลยุติชัดเจนให้เห็นได้ในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าผลในทางสมานฉันท์หรือผลในทางยกระดับขัดแย้งแตกหัก

การจัดตั้งรัฐบาลผสมพรรคพลังประชาชนเข้าบริหารประเทศ ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นความสำเร็จของกลุ่มพลังฝ่ายหลัง ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์ได้สำเร็จ ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ถึงปัจจุบัน (ตุลาคม ๒๕๕๒) เป็นความสำเร็จของกลุ่มอำนาจฝ่ายแรก

บนพื้นฐานการวิเคราะห์เหตุการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ทั้งก่อนและหลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนได้นำเสนอเผยแพร่ความเห็นไปบ้างแล้ว ทั้งต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศและในเวทีอภิปรายของไทยว่า “พลวัตการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย” ของกลุ่มพลังภาคประชาชนภายในเครือข่าย “นปช.” ทั่วประเทศที่มีพ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้ถูกกระทำรัฐประหารข้างต้นเป็นแนวร่วม สามารถดำเนินต่อเนื่องได้โดย “อาจถูกถ่วงรั้งชะลอ แต่ไม่มีอำนาจใดสามารถหยุดพลวัตประชาธิปไตยนั้นได้” พลังถ่วงรั้งชะลอการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ผู้เขียนกล่าวถึงนั้น นอกจากจะหมายถึงการใช้อำนาจทางตรงโดยองค์กรตามกฎหมายและอำนาจทางอ้อมตาม “บารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ของกลุ่มคณาธิปไตย ตามที่ นปช. ทั่วประเทศเรียกกันว่า “อำมาตยาธิปไตย” แล้วยังรวมถึงพลังบั่นทอนขบวนการ นปช. ที่มาจากการเผยแพร่นำเสนอความคิดเรื่อง “ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดยอาศัยเวทีสาธารณะของ นปช. และเวทีข่าวสารข้อมูลอื่นเป็นพื้นที่เผยแพร่ความคิดดังกล่าว ทั้งนี้ตามที่มีนักวิชาการ นักปฏิบัติการเคลื่อนไหวมวลชน และกลุ่มประชาชนที่สามารถเชื่อมโยงตนเองเข้ากับขบวนการ “คนเสื้อแดง” จำนวนหนึ่งเข้าร่วมสนับสนุนการเผยแพร่ความคิดดังกล่าว

พลังถ่วงรั้งบั่นทอนเหล่านั้นในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา มักยั่วยุหรือนำเสนอให้ นปช. (หรือ นปก. ตามชื่อเรียกเดิม) ตัดสินใจดำเนินยุทธวิธีที่จะใช้พลังมวลชนดำเนินการต่อสู้ตอบโต้กับ “อำมาตย์” ด้วยยุทธวิธีรุนแรง (แต่ขณะนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพลังมวลชน นปช.สามารถยืนหยัดตอบโต้ด้วยแนวทาง “สันติวิธี” ต่อสู้กับความก้าวร้าวทางกฎหมายและการคุกคามด้วยอาวุธจาก “ระบอบอำมาตย์” ได้ตลอด ๓ ปีที่ผ่านมาโดยยังสามารถสะสมกำลังมวลมหาประชาชนเพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณเมื่อคำนวณจากฐานมวลชนระยะแรกที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมของเวที “พีทีวี” ที่ท้องสนามหลวงหลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙)

หากจะมีการหันเหขบวนการ นปช. ให้เลือกวิถีความรุนแรงในช่วงเวลาปัจจุบัน (ทั้งนี้โดยมีการเร่งเร้าค่อนข้างชัดแจ้งอยู่ในกระบวนวิธีบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลปัจจุบัน เช่น การเร่งเร้ายั่วยุผ่านกระบอกเสียงของพรรคการเมืองในสังกัด และคำแถลงสื่อมวลชนจากรัฐมนตรีทั้งในและนอกสำนักนายกรัฐมนตรีบางท่าน นอกจากนั้นยังมีการเร่งเร้าแบบผสมกลมกลืนอยู่ในกลุ่มพลังภาคประชาชนที่ถ่วงรั้งบั่นทอนสันติวิธีตามที่กล่าวถึงข้างต้น) พลังผลักดันการปฏิวัติทางการเมืองให้เป็น “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งได้สะสมศักยภาพและพลานุภาพเพิ่มพูนขึ้นเป็นอันมากจากการทำงานทั้งในอดีตและปัจจุบันของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร จากพรรคไทยรักไทย จากพรรคพลังประชาชน จากพรรคเพื่อไทยและจากเครือข่ายมวลมหาประชาชนทั่วประเทศภายใต้ธงนำ “นปช.” วันนี้ อาจกลายสภาพเป็น “เบี้ยล่าง” ตามยุทธศาสตร์กวาดล้างและทำลายของ “กลุ่มอำมาตย์ ๒๕๔๙” ที่สืบทอดอุดมการปกครองมาจากอดีต “อำมาตย์ ๒๕๑๙” ซึ่งมีสมาชิกแกนนำคนสำคัญของคณะรัฐประหารวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ได้รับการส่งมอบอำนาจและส่งผ่าน “บารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ดำเนินกระบวนยุทธวิธีทั้งการเมืองและการทหารส่งผลในการขัดขวางการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

หากมีการหันเหมวลชน นปช. เข้าหาวิถีแห่งความรุนแรงในห้วงเวลาต่อไปนี้ การเมืองไทยจะเริ่มเปิดฉากเข้าสู่ครรลองคล้ายคลึงกับสภาพการณ์ที่ “พลังประชาธิปไตย ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖” ถูกบั่นทอนลงก่อนเหตุการณ์ “วันนองเลือด ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙” แต่ผลปลายทางของครรลองการบั่นทอนพลังประชาธิปไตยครั้งใหม่นี้อาจเกิดขึ้นได้อย่างน้อยใน ๒ ฉากอนาคต

ฉากความล้มเหลว ๒ แบบของวิถีแห่งความรุนแรง

ข้อเขียนนี้ไม่มีวัตถุประสงค์จะพยายามแนะนำคำตอบตายตัวสำเร็จรูปว่า “การปฏิวัติประชาธิปไตยอย่างสันติวิธี” จะต้องใช้เทคนิควิธีอะไรบ้าง (แม้ว่าเทคนิควิธีเหล่านั้นจะมีปรากฏให้หยิบฉวยประยุกต์ใช้ตลอดเวลา) แต่ข้อเขียนนี้ร่างขึ้นด้วยความพยายามจะชี้ให้เห็นว่า ความล้มเหลวของกระบวนการประชาธิปไตยอาจเกิดขึ้นได้ หากมีการเลือกใช้วิถีแห่งความรุนแรงแทนที่วิถีทางแบบ “สันติและปราศจากอาวุธ” ตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล

หากมีการตัดสินใจหันเหทิศทางการเคลื่อนไหวมวลชน นปช. ไปสู่วิถีการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธ[1] โต้กับพลังอำนาจที่ นปช. เรียกว่า “อำมาตยาธิปไตย“ ในขั้นตอนสำคัญนับจากนี้ต่อไป , พลังประชาธิปไตยของขบวนการ นปช. ที่สะสมพอกพูนได้มากมายมหาศาลถึงปัจจุบันจะกลายเป็นความล้มเหลวได้อย่างไร ?

การฉายภาพอนาคต (scenario) ด้วยข้อเขียนเชิงสังเขปนี้มีภาพความล้มเหลวของกระบวนการประชาธิปไตย ๒ แบบให้พิจารณาความเป็นไปได้

ภาพแรกเป็นภาพความล้มเหลวรุนแรง นองเลือด และเฉียบพลันแบบกรณีเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙

ภายในประเทศไทย องค์กรที่มีการสะสมอาวุธสังหารร้ายแรงมากที่สุดและทรงพลานุภาพสังหารคนในประเทศมากที่สุด คือ “กองทัพไทย” ซึ่งได้รับการพัฒนา ฝึกฝน และสนับสนุนช่วยเหลือทั้งในด้านยุทโธปกรณ์และยุทธวิธีปราบปรามพิเศษมาจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาตาม “เอกสารข้อตกลงความช่วยเหลือทางการทหารระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๔๙๓” ในยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพบกและกองทัพอากาศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ปลายยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม แล้วทวีแสนยานุภาพมากขึ้นในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร

ภายในประเทศไทยเช่นเดียวกัน บุคคลและกลุ่มบุคคลที่มี “อำนาจจริง” ในการเข้าถึงและสั่งการทางยุทธวิธีให้นำแสนยานุภาพกองทัพออกมาใช้ในการปราบปรามพิเศษภายในประเทศ คือ บุคคลและกลุ่มบุคคลในองค์กรทหารเครือข่าย “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”

พระมหากษัตริย์ในฐานะ “จอมทัพไทย” ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มิได้มีอำนาจตามกฎหมายในการบังคับบัญชาสั่งการเคลื่อนย้ายกำลังพลและอาวุธสังหารร้ายแรงดังกล่าวแต่ประการใด ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายกำลังพล “ออก” หรือ “เข้า” กรมกองก่อนและหลังการปฏิบัติการปราบปรามพิเศษที่มีชีวิตประชาชนเป็นเบี้ยล่าง

ในทางตรงข้าม แกนนำ นปช. และมวลชน นปช. ไม่มีแสนยานุภาพการต่อสู้ด้วยอาวุธสังหารเทียบเท่าแม้แต่ประมาณ ๑ ใน ๑๐๐ ของกองทัพไทย รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เคยแสดงจุดยืนเจตนาที่สามารถประสานงานกับกองทัพในการเคลื่อนแสนยานุภาพสังหารครั้งใหญ่ซึ่งส่งผลให้เกิด “กรณีคลิปเสียงอื้อฉาวเรื่องการสร้างสถานการณ์ภาวะฉุกเฉิน” ที่ยังไม่มีข้อสรุปมาครั้งหนึ่งแล้วในเดือนเมษายน ๒๕๕๒ แต่ฉากการนองเลือดสังหารหมู่ประชาชนครั้งนั้นมีอันต้องหยุดชะงักล้มเหลวไปเนื่องจากแกนนำ นปช. ประกาศให้ประชาชนสลายการชุมนุมทันท่วงทีก่อนการสังหารนองเลือดขนาดใหญ่กว่าเหตุการณ์ที่สามเหลี่ยมดินแดงจะเกิดขึ้นตามมา

วันนี้แสนยานุภาพสังหารของกองทัพมิได้ลดลง แสนยานุภาพอาวุธสงครามของ นปช.ไม่ปรากฎว่ามี แต่อุดมการสังหารของกลุ่มผู้มีอำนาจบารมีที่สามารถสั่งการเคลื่อนไหวพลานุภาพอาวุธสงคราม ทั้งจากภายในและภายนอกราชการกองทัพไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

อันที่จริง กลุ่มผู้มีอำนาจบารมีขับเคลื่อนพลานุภาพอาวุธดังกล่าวนั้นคงจะยินดีสนับสนุนและส่งทั้งคน เสริมทั้งทุน เพื่อการลับ-ลวง-พราง หนุนหลัง “กลุ่มเสื้อแดง” ที่ฝักใฝ่ความรุนแรงให้รีบหาทางกระตุ้นใช้ความรุนแรงในการเคลื่อนไหวมวลชนจำนวนมากขึ้น สำหรับการยกระดับสถานการณ์เพื่อนำไปสู่ฉากความล้มเหลวเฉียบพลันของ ขบวนการ นปช. ให้เร็วที่สุดก่อนที่รัฐบาลและพรรคการเมืองในกำกับของกลุ่มอำนาจอำมาตย์จะยับเยินไม่มีชิ้นดีทางการเมืองยิ่งไปกว่านี้

ถ้าหาก “วันเสียงปืนแตก” จะเกิดขึ้นจากผลของความพยายามทำให้แกนนำ นปช. และมวลชน นปช. เชื่อว่าประชาชนจำนวนมากมายมหาศาลสามารถเอาชนะ “อำมาตย์” โดยการต่อสู้ด้วยวิถีรุนแรงเด็ดขาดกับกองทัพที่มีกำลังพลน้อยกว่ามวลมหาประชาชน , วันนั้นมวลมหาชนจะ “ตายเป็นเบือ”

ฉากที่สองเป็นภาพการยกระดับสถานการณ์ภาคใต้ทั่วประเทศ

ข้อเสียเปรียบในเรื่องพลานุภาพอาวุธสงครามไม่เทียบเท่ากองทัพ มักจะทำให้มีผู้พิจารณาทางเลือกการต่อสู้ยืดเยื้อแบบ “การก่อการร้าย” โดยอาศัยกลุ่มขนาดเล็กกระจัดกระจายปฏิบัติการเป็นครั้งเป็นคราว โดยไม่สามารถคาดคะเนได้ว่า “สงครามก่อการร้าย” ที่ริเริ่มขึ้นนั้นจะจบลงด้วยภาวะความเป็น “ประชาธิปไตย” เมื่อไรและอย่างไรในอนาคต

แนวทางการใช้ความรุนแรงขนาดเล็กแต่ยืดเยื้อแบบ “ขบวนการก่อการร้าย” ดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลดังต่อไปนี้  (๑) การขยายฉาก “สถานการณ์ ๓ จังหวัดภาคใต้” ขึ้นเป็นสถานการณ์ทั่วประเทศ  (๒) การสูญเสียแนวร่วมมวลมหาชนของ นปช. ภายในระยะเวลาไม่น่าจะเกิน ๑ ปี เพราะประชาชนไม่สามารถจะยินดีกับสภาพการดำเนินชีวิตที่ไม่ปลอดภัยและไม่สามารถคาดคะเนชะตากรรมของตนได้ว่าจะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอาวุธของฝ่ายใดเมื่อไรในการดำเนินชีวิตประจำวันหรือในการเดินทางออกมาร่วมชุมนุมกับ นปช. ต่อไป  (๓) การช่วยให้ “ระบอบอำมาตย์” ชุดปัจจุบันมีข้ออ้างความชอบธรรมทางการเมืองทั้งภายในและการเมืองระหว่างประเทศในอันที่จะเร่งสร้าง “รัฐทหาร” เลียนแบบรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร  (๔) การช่วยเชื้อเชิญองค์กรตาม “นโยบายปราบปรามการก่อการร้าย” จากรัฐบาลสหรัฐและประชาคมอาเซียนเข้าสู่ประเทศไทยในเงื่อนไขที่สนับสนุนรัฐบาลเพิ่มเติม ทั้งในด้านการค้าอาวุธสงครามที่สร้างภาระงบประมาณและเงินกู้ภาครัฐ และในด้านการสนับสนุนข้อแนะนำทางยุทธวิธีต่อต้านขบวนการก่อการร้ายที่กองทัพสหรัฐเป็นองค์กรเชี่ยวชาญระดับโลก  (๔) การยืดอายุการครองอำนาจตามระบอบอำมาตยาธิปไตยที่มีพลเรือนหรืออดีตทหารสืบทอดอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกยาวนานเกินกว่าจะคาดคะเน ทั้งนี้ โดยอาศัย “รัฐธรรมนูญ” หรือ “ธรรมนูญการปกครอง” ซึ่งจะแก้ไขเพิ่มเติมครั้งต่อไปอย่างไรก็เป็นการแก้ไขภายใต้สถานการณ์ก่อการร้ายที่เป็นคุณกับอำนาจแบบอำมาตย์และเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มแสนยานุภาพสังหารของกองทัพต่อไป และ  (๕) สังคมไทยหันเหทิศทางเป็น “สังคมแบบอิรัก” หลังสมัยประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น แทนที่จะเข้าใกล้ความเป็น “สังคมประชาธิปไตย” ตามที่นักยุทธวิธีมวลชนนิยมความรุนแรงอธิบายสนับสนุนแนวทางของตนก่อนการเริ่มต้นฉากความล้มเหลวอันเนื่องมาจากการใช้ความรุนแรงในทางปฏิบัติ

วิสัยทัศน์สันติวิธีปฏิวัติการเมืองไทย[II]

ในวิถีทางสร้างประชาธิปไตยที่แตกต่างไปจากแนวโน้มการก่อความรุนแรงทั้ง ๒ แบบข้างต้น พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี (จากการเลือกตั้งก่อน ก่อนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  ๒๕๔๐) นำเสนอวิสัยทัศน์ “การสร้างประชาธิปไตยโดยสันติวิธี”[2] โดยกล่าวในเบื้องต้นว่า “ผู้มีอำนาจหรือรัฐบาลทุกยุคสมัย ต่างก็เห็นสอดคล้องกันว่า จะสร้างประชาธิปไตยขึ้นให้ได้ โดยการสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย โดยไม่ได้ศึกษาหรือเหลียวมองดูเลยว่า ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้วทั้งหลาย เขาสร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาอย่างไร นั่นคือการสร้างประชาธิปไตยขึ้นก่อน หลังจากนั้นจึงยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยของเขาไว้” หลังจากนั้นพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ให้คำอรรถาธิบายเพิ่มเติมในข้อเขียนดังกล่าวว่า “ฉะนั้นภารกิจอันดับแรกของแนวทางแก้ปัญหาชาติ คือ การศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง” และอธิบายว่า “รัฐธรรมนูญนั้นมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่เป็นความสำคัญสูงสุด ไม่สำคัญมากมากกว่าการสร้างระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นเรื่องหลัก”

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันว่า ;

“พูดให้ถึงที่สุด ก็คือการต่อสู้กันของขบวนการของระบบเผด็จการกับขบวนการของระบบประชาธิปไตย หรือขบวนการปฏิวัติประชาธิปไตยและอีกขบวนหนึ่งซึ่งมีเฉพาะในเมืองไทยก็คือขบวนการรัฐธรรมนูญที่มุ่งใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของการรักษาอำนาจไว้ให้มั่นคงที่สุด”

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่าง ๒ ขบวนการดังกล่าวว่า ;

“การแก้ไขปัญหาเพื่อสมานฉันท์ในสภาวะปัจจุบัน ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทำให้คู่กรณีของความขัดแย้งสร้างความสมานฉันท์ขึ้นได้โดยปราศจากคนกลางที่มีความรอบรู้ มีความเข้าใจเหตุแห่งปัญหา ท่านนั้นจะต้องมีประสบการณ์ ผู้มีฐานะสูง สูงกว่าคู่กรณี มีบารมีมากพอ และเป็นที่ยอมรับนับถือ เคารพรักโดยบุคคลทั่วไปอีกด้วย”

ดังนั้น “คนกลาง” และกระบวนการสร้างภาวะสมานฉันท์ตามแนวทางดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นความจำเป็นในขั้นรากฐานการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากสังคมไทยประสบความสำเร็จในการยอมรับให้ “คนกลาง” ดังกล่าวช่วยสร้างภาวะสมานฉันท์ต่อไปแล้ว พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ชี้แนะถึงสิ่งที่จำเป็นจะต้องกระทำต่อเนื่องไปเพื่อ “การสร้างประชาธิปไตยก่อนการสร้างรัฐธรรมนูญ” สำหรับการรักษาประชาธิปไตยที่สร้างขึ้นนั้นว่า ;

“เมื่อประเทศมีความสมานฉันท์แล้ว ภารกิจสำคัญคือการสถาปนาระบอบประชาธิปไตย โดยใช้รัฐบาลเฉพาะกาลที่มีคนกลางเพื่อสร้างระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ”

ผู้เขียนเห็นว่าวิสัยทัศน์สันติวิธี ตามที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นำเสนอเป็นข้อแนะนำสาธารณะนั้นเป็นวิถีทางที่สามารถนำไปสู่ “การปฏิวัติประชาธิปไตย” ที่เป็นจริงในสังคมและการเมืองของไทยได้ ทั้งนี้บนพื้นฐานของ “การศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง” โดยประชาชนส่วนรวมของประเทศ และโดยบุคคลากรทางการเมืองแขนงต่าง ๆ ในระบบการเมืองและราชการของไทย

การทำให้ “การปฏิวัติประชาธิปไตยด้วยสันติวิธี” ตามวิสัยทัศน์ข้างต้นเป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากกลุ่มพลังมวลชน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีบทบาทสำคัญของกลุ่มพลังมวลชนในเครือข่ายแนวร่วม “นปช.” ปัจจุบัน) ในอันที่จะใช้ความอดทน อดกลั้น หลีกเลี่ยงมิให้เกิดวิถีแห่งความรุนแรงในครรลอง ๒ ภาพอนาคตที่ผู้เขียนกล่าวถึงในตอนต้น ทั้งวิถีความรุนแรงที่อาจเป็นฝ่ายริเริ่มขึ้นเองและวิถีความรุนแรงที่กระทำตอบโต้การยั่วยุความรุนแรงจากฝ่ายตรงข้ามที่ขัดแย้งกัน

เพราะหากเกิดสภาพความรุนแรงขึ้นก่อน “การสร้างประชาธิปไตยด้วยแนวทางสันติวิธี” ตามวิสัยทัศน์ดังกล่าวจะมีผลสัมฤทธ์ การเมืองไทยก็จะสูญเสียโอกาสสำคัญทางประวัติศาสตร์ (ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นโอกาสที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด) ในอันที่จะบรรลุถึง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อีกครั้งหนึ่งโดยมีการเมืองระบอบคณาธิปไตยเข้าคั่นกลางต่อเนื่องไปแต่ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งแฝงเร้นอันเป็นที่ขัดขวางความเจริญเติบโตของประเทศในประชาคมโลกต่อไป

——————————————————————————————————————–

[1] (เชิงอรรถเพิ่มเติม วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) ความพยายามของพลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล และ พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี (นายทหารซึ่งเคยมีส่วนร่วมดำเนินการเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ทั้งจากกรณีการสังหารหมู่ในมัสยิดภาคใต้และกรณีการดักวางระเบิดสังหารในรถยนต์ ก่อนการรัฐประหาร ๒๕๔๙) ในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ต่อเนื่องถึงต้นปีพ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นความพยายามในการโน้มน้าวให้มวลชนเสื้อแดงหันเหไปใช้วิถีแห่งความรุนแรง

[2] (เชิงอรรถเพิ่มเติมวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี พยายามดำเนินการเป็นแกนนำผลักดันการจัดตั้ง “กองทัพประชาชน” สำหรับขบวนการ นปช. ใช้ต่อสู้ด้วยวิถีอาวุธรุนแรง โดยอ้างว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ให้จัดตั้งโดยให้ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้บัญชาการสูงสุด แต่ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ แถลงปฏิเสธ และยืนยันแนวทางสันติวิธี ทั้งนี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ยังมิได้แถลงอย่างเป็นทางการว่าได้อนุมัติหรือเห็นด้วยกับการจัดตั้ง “กองทัพประชาชน” (ที่ส่อไปในทางการกระทำผิดกฎหมายหลายฉบับ) ตามที่พลเอกพัลลภกล่าวอ้างและสื่อมวลชนกระแสหลักช่วยกันประโคมเป็นข่าวใหญ่ทั่วประเทศจริงหรือไม่

[I] บทความเผยแพร่ครั้งแรกในชื่อเรื่อง “สันติวิธีกับการปฏิวัติการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย” เพื่อเป็นเอกสารประกอบการบรรยายในการสัมมนา เรื่อง “ร่วมกันสร้างประชาธิปไตยโดยสันติวิธี” จัดโดย หนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิร์ลด์ ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

[II] เนื้อหาข้อเขียนส่วนนี้ เขียนต่อจากเนื้อหาตอนต้น หลังจากที่ผู้เขียนได้อ่านบทความ โดย พณฯ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่อง “การสร้างประชาธิปไตยโดยสันติวิธี” ในหนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๒๒ วันที่ ๒๐ ตุลาคม – ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ , หน้า ๑๐ – ๑๑ ในขณะที่ผู้เขียนได้ไปร่วมการบรรยายข้างต้น

กฎหมายหมิ่นฯ: ผลพวงเมื่อองคมนตรีจวกรัฐบาล

2010 กุมภาพันธ์ 9

Lese-Majeste : a Privy councelor attacks the government
February 7, 2010
ที่มา – Thailand Crisis
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

เห็นความเกี่ยวข้องกันไหม

กษัตริย์ทรงประทับอยู่ในโรงพยาบาลนับตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน….เกือบ ๕ เดือนแล้ว ขณะเดียวกันสมาชิกองคมนตรีคนหนึ่งออกมาจวกรัฐบาลด้วยคำพูดอย่างรุนแรง

พล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี กล่าวเมื่อวันจันทร์นี้ว่า รัฐบาลดูเหมือนจะใช้วิธีการ “ตั้งรับ” เพื่อปกป้องการดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์

กำธนกล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ได้มีความพยายามที่จะทำการดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ผ่านทางสื่อ และทางไอที

องคมนตรีกล่าวว่า ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทำงานเชื่องช้า ที่จะทำการแก้ไขปัญหา

มีบุคคลบางกลุ่มที่ประกาศแน่ชัดว่า พวกเขาจะล้มรัฐบาลนี้ และยังสร้างการคุกคามถึงสถาบัน (กษัตริย์)”

“แต่ไม่มีใครก้าวออกมาแถลงเรื่องนี้ให้กระจ่าง

พล.อ.อ.กำธนกล่าวว่า “ดูเหมือนรัฐบาลจะเอาแต่เป็นฝ่ายตั้งรับ ผมไม่สบายใจกับเรื่องนี้” (บางกอกโพสต์)

น่ามหัศจรรย์เสียยิ่งนัก

เรื่องแรก มีการสรุปได้อย่างสุดพิสดารที่ว่า: ล้มรัฐบาล = คุกคามสถาบันกษัตริย์

อย่างงั้นหรือ แล้วการล้มรัฐบาลในเดือนกันยายน ๒๕๔๙ ล่ะ การทำรัฐประหารครั้งนี้นี่อาจจะ “แตกต่างกับทุกครั้ง”…นี่เป็นสิ่งที่เราควรเข้าใจใช่ไหม

แล้วการทำรัฐประหารมานับเป็นสิบๆครั้งเมื่อก่อนนี้ล่ะ เป็นการคุกคามสถาบันกษัตริย์เหมือนกันหรือเปล่า

ฉันหมายถึงว่า พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยเรียนรู้อะไรเลยนะ…

เรื่องที่สอง ถ้าองคมนตรีถือหางอภิสิทธิ์ ทำไมถึงได้วิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์ต่อสาธารณะได้อย่างนั้น

กำธน “ระทมทุกข์”

หมายถึงอะไร กำธนพูดแทนองคมนตรีทั้งหมดหรือ

หวาดระแวง หรือ การเตี๊ยมกัน

ฉันหมายถึงว่า ด้านหนึ่งพวกเขาคอยแต่เจื้อยแจ้วให้เราฟังว่า สถาบันกษัตริย์นั้นอยู่เหนือการเมือง..และอีกด้านหนึ่ง พวกเขาเอาแต่ทู่ซี้…เล่นการเมือง

สองมาตรฐาน สองภาษา

เรื่องที่สาม นับว่าน่าสนใจ ให้สังเกตการอ้างถึง “เทคโนโลยี่แบบใหม่” (อินเตอร์เน็ต) พวกเขากำลังหมกมุ่น ปัญหาอยู่ตรงไหนกัน การหมิ่นสถาบันกษัตริย์ทางอินเตอร์เน็ต แตกต่างกับการหมิ่นทางสื่อหนังสือพิมพ์ ทางโทรทัศน์ หรือทางวิทยุตรงไหน

สำหรับนักการเมืองแล้ว อินเตอร์เน็ตต้องมีอะไรผิดแน่ๆ เหมือนเป็นกรรมชั่ว เป็นอะไรที่อัปมงคล

อย่างไรก็ตาม อภิสิทธิ์ เสมือนสุนัขที่ทั้งแสนดีและเชื่อง ขานตอบต่อองคมนตรีผู้ “ขุ่นเคือง” อย่างรวดเร็ว

อภิสิทธิ์กล่าวว่า เขาตั้งใจน้อมรับฟังความเห็นจากองคมนตรี และจะลงมือปรับปรุงขั้นตอนในการปฏิบัติให้ดียิ่งขึ้น

ก็ระวังกันไว้แล้วกัน ดูเหมือนว่าเครื่องมือที่ใช้บดขยี้ของกฎหมายหมิ่นฯ กำลังจะเริ่มต้นทำงานอีกครั้ง

อัพเดท

ฉันเผอิญมองไม่เห็นเรื่องนี้…มีการออกมา “อัด” เพิ่มอีก…ครั้งนี้จาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (องคมนตรี)…เล่นงานกองทัพ (และผู้นำคนอื่นๆ) สองครั้งในเวลาไม่กี่วัน ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญนะ…

เปรมกล่าวว่า การสร้างผู้นำที่ดี และการหาผู้นำที่ดี โดยเฉพาะผู้นำทางด้านการทหาร เป็นเรื่องเร่งด่วนของชาติ

พล.อ.เปรมกล่าวว่า ผู้นำทางด้านการทหาร ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนจำนวนมาก จะต้องใช้คุณสมบัติผู้นำที่ดี เปรมเน้นเรื่องความต้องการให้สถาบันฝึกหัดทหาร คิดหลักสูตรในการพัฒนาความเป็นผู้นำ ในบรรดานายทหารทั้งหลาย (บางกอกโพสต์)

นี่มันเกิดอะไรกันขึ้น

การคร่ำครวญของพวกคลั่งเจ้า การเสนอหน้าออกความเห็น การเปิดตัวเว็บไซต์..อีกแล้ว

2010 กุมภาพันธ์ 8

Royalists complain, offer advice, launch websites
๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

โพลิติคอลพรีซันเนอร์อินไทยแลนด์ (พีพีที) มีความคิดบางอย่างว่า เมื่อปีที่แล้วพวกคลั่งเจ้าอาจค่อนข้างลิงโลด เมื่อรัฐบาลผสมซึ่งมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำได้เข้ามาครองอำนาจปกครองประเทศด้วยผีมือของกองทัพ แม้ว่ารัฐบาลจะยังไม่สามารถจัดการกำจัดทั้งทักษิณ ชินวัตร และเสื้อแดงให้สิ้นซากได้ แต่ในฐานะพวกคลั่งเจ้าแล้ว รัฐบาลอภิสิทธิ์ดูเหมือนว่าได้กระทำสิ่งที่ถูกต้อง

รัฐบาลจับนักวิจารณ์ต่างๆเข้าคุกด้วยข้อหาหมิ่นฯ และข้อหาละเมิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ สกัดกั้นเว็บไซต์ที่ลงการวิจารณ์ต่างๆเป็นหมื่นๆเว็บไซต์ เกณฑ์ผู้คนนับล้านๆให้ออกมาแสดงความ “จงรักภักดี” และความ “เทิดทูน” ในหลายวิธี ทุ่มเงินเกือบพันล้านโถมโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องราชวงศ์ และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์

แต่ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอ บางกอกโพสต์ (วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) รายงานว่า พล.ต.อ.กำธร สินธวานนท์ องคมนตรีได้ออกมากล่าวว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ดูเหมือนจะแค่เป็น “ฝ่ายตั้งรับ” เพื่อปกป้องการดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ กำธรคร่ำครวญว่า รัฐบาลนี้ทำงานเชื่องช้าในการตอบโต้การโจมตี และการหมิ่นฯ สถาบันกษัตริย์

พีพีที จินตนาการแบบโง่ๆว่า พระราชวังอาจจะปิติยินดีก็ได้ที่รัฐบาลดูเหมือนจะทำให้ข่าวร้ายเกี่ยวกับคดีหมิ่นฯ หลุดหายออกไปจากข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ต่างๆ แต่แท้จริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ ดูเหมือนว่าบรรดาผู้เฒ่าองคมนตรี กลับต้องการยัดคนเข้าคุกให้หนักมือยิ่งขึ้น

เมื่อถามอภิสิทธิ์ถึงความเห็นของกำธรเมือวานนี้ อภิสิทธิ์ทำหน้าพิลึกพิลั่น แต่กล่าวว่า เขาน้อมรับคำแนะนำของท่านองคมนตรี และเขา “ขอปฏิญาณว่าจะปรับปรุงวิธีการในการใช้คุ้มครองสถาบันกษัตริย์…..” นายกรัฐมนตรียังย้ำอีกว่า “การปกป้องสถาบันกษัตริย์ถือว่าเป็นงานสำคัญอันดับหนึ่งของรัฐบาลนี้….”

ดูเหมือนว่าองคมนตรีไม่สบอารมณ์กับการที่อภิสิทธิ์แต่งตั้ง “กรรมาธิการชุดใหม่เพื่อให้คำปรึกษาในคดีหมิ่นฯต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าสถาบันกษัตริย์จะไม่ถูกนำมาเกลือกกลั้วกับการเมือง”

ในรายงานข่าวเดียวกันนี้ มีภาพแสดงสีหน้าลิงโลดจนเบ้าตาแทบทะลุของเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองที่ถูกห้ามเล่นการเมืองต่อการแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ โดยการเปิดตัวเว็บไซต์ใหม่ที่รักกษัตริย์ของพรรคภูมิใจไทย เนวินกล่าวว่า “เว็บไซต์นี้จะเป็นช่องทางเลือกให้บรรดาชาวไทยได้แสดงความจงรักภักดี และถวายคำปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เป็นหนึ่งในหลายร้อยเว็บไซต์หรอกนะ แล้วเตรียมตัวรับการท้าทายไว้หรือยัง เนวินกล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเว็บไซต์นี้จะเฝ้าจ้องตาไม่ให้กระพริบ และกรองความเห็นที่ไม่เหมาะสม ที่มาโพสต์ในเว็บไซต์”

จริงๆแล้วเว็บไซต์นี้เหมือนขยะ เนวินควรให้ใครสักคนคอยอัพเดทเว็บไซต์ก่อนที่จะถือฤกษ์ “เปิดตัว” แต่นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ ง่ายๆเลยคือ เนวินต้องการจะให้ถูกมองว่า เป็นพวกคลั่งเจ้าสุดลิ่มทิ่มประตูต่างหาก

บทความที่ต่อเนื่องจากบางกอกโพสต์ (วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) เกี่ยวกับประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งรายงานว่า เปรมได้กล่าวปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยรังสิต (เป็นสถานที่ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชวงศ์ เสื้อเหลือง และพรรคประชาธิปัตย์) เรียกร้องหา ผู้นำ “ที่ดี”

ถ้านำเอาคำบรรยายของจักรภพ เพ็ญแข ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาเทียบกับคำอ้างของเปรมที่ว่า “ความเป็นเพื่อน ผู้มีพระคุณ ทำให้บทบาทผู้นำต่างออกไป จนทำให้เกิดเสียความยุติธรรมและนิติรัฐ..”

จักรภพบรรยายด้วยใจความเช่นเดียวกันนี้ แต่กลับถูกตั้งข้อหาหมิ่นฯ เพราะจักรภพโยงระบบนี้ไปถึงสถาบันกษัตริย์ และข้าทาสบริวารของพระองค์ รวมไปถึงเปรม

บางกอกโพสต์กล่าวว่า: “โดยไม่ระบุว่าผู้นำอื่นนั้นคือใคร พล.อ.เปรมกล่าวว่า มีสิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวแปร คือวัฒนธรรมซึ่งหมายรวมถึงจารีตประเพณี ประเทศไทย ความเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ ผู้มีพระคุณ ทำให้บทบาทผู้นำต่างออกไป” แน่นอน สถาบันกษัตริย์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องการเล่นพวกเล่นพ้อง และทุกคนทราบดีว่าใครที่เป็น “คนใน” ของพระราชวังจะมีอำนาจพิเศษ ดังนั้นก่อนที่เปรมจะวิจารณ์คนอื่น เปรมควรหันกลับมามองดูตัวเองเสียก่อน

ทางออกของเปรมคือ ให้พี่งกองทัพ – เป็นเรื่องสมควรที่น่าพูดอย่างนี้หรือ เมื่อข่าวการทำรัฐประหารหึ่งไปทั้งประเทศแบบนี้ นายพลชรายังได้เหยียดหยามนักการเมือง เมื่อกล่าวตอนหนึ่งว่า: “เกิดจากมีผู้นำที่อาสากันมาก แต่มีเสน่ห์น้อย จนทำให้ไม่มีใครอยากตาม” เปรมเรียกร้องให้ควานหา “ผู้นำที่มีเสน่ห์ (บารมี) เพื่อให้เหมาะสมกับประเทศ….”

เปรมดูเหมือนจะยกหางอภิสิทธิ์เมื่อกล่าวว่า: ”โดยคนดีนั้น ต้องสามารถแยกแยะความดีกับความชั่ว ต้องซื่อสัตย์ สุจริต ต้องมีธรรมาธิปไตย และต้องแน่ใจว่าผู้ร่วมงานคนอื่นๆเคร่งครัดในการปฏิบัติเช่นเดียวกัน” ชัดเจนมากว่านี่คือภาพพจน์ของอภิสิทธิ์ที่เปรมพยายามยัดเยียดให้

และแน่นอน ผู้นำทั้งหลาย “ต้องจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ต้องเคร่งครัดในคำปฏิญาณ” นี่คือประชาธิปไตยแบบไทยเดิมเก่าๆ ของยุค ค.ศ.๑๙๕๐ ที่จับเอามาใส่หีบห่อใหม่

ผู้อ่านประจำอาจจะจำได้ว่าประมาณอาทิตย์ที่แล้ว เราได้ลงบทความว่า ยิ่งการเมืองร้อนแรงขึ้นมากเท่าไร เราจะได้ยินเสียงจากพระราชวังมากเท่านั้น

ดูเหมือนว่า ได้เริ่มลงมือปฏิบัติการอย่างเอาเป็นเอาตายกันแล้ว

องคมนตรีหาที่ซ่อน: เพื่อปกป้องกษัตริย์

2010 กุมภาพันธ์ 8

Privy Councils Run for Cover: Protect the Thai King
February 7, 2010
Tammy, this blog humanity journalist
ที่มา – Thai Intelligence News
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

ลองทายดูซิ องคมนตรีหลายคนกำลังตกที่นั่งลำบาก และคำตอบของพวกเขาคืออะไร

เริ่มที่สุรยุทธ์ และบ้านพักตากอากาศซึ่งปักเสาเข็มลงที่กลางป่าสงวน ต่อมาก็เปรม ซึ่งมีเส้นสนกลในกับสนามกอล์ฟซึ่งเป็นสถานที่ตากอากาศอีกแห่งหนึ่ง และมาแนวเดียวกัน สร้างอย่างผิดกฎหมายใจกลางป่าสงวนอีกเช่นกัน แล้วก็มาถึงองคมนตรีอีกคนหนึ่ง บุกรุกที่ดินเพื่อขยายเขตพื้นที่บ้านของตัวเอง

คุณคงคิดนะว่า ป่านนี้น่าจะมีใครสักคนหนึ่งในประเทศไทยทำการสังเกตเห็นว่า บรรดาองคมนตรีเหล่านี้ไม่ใช่เป็นแบบอย่างของบุคคลซึ่ง “มีจริยธรรมที่สูงส่ง” ที่เหมาะจะกระทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแด่กษัตริย์ภูมิพล ของประเทศไทย

ลองเดาดูซิว่า คำตอบที่เราจะเฉลยนี่คืออะไร

เริ่มแรก พล.อ.อนุพงษ์ ผบ.ทบ.ของประเทศไทย ออกมาแหกปากให้ปกป้ององคมนตรี จากนั้นรัฐบาลก็หอนรับว่า ปกป้ององคมนตรี แล้วเริ่มปราบปรามผู้ต่อต้านด้วยกฎหมายหมิ่นฯ จากนั้นรัฐมนตรีมหาดไทยเลียต่อโดยจะเปิดสถานีเคเบิ้ลทีวีเพื่อเทิดพระเกียรติกษัตริย์ภูมิพลแห่งประเทศไทย จากนั้นพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า จะพิมพ์หนังสือเพื่อแจกจ่ายทั่วประเทศไทย ๑๐ ล้านเล่ม แล้วยังปากหาเรื่องอีกว่า เสื้อแดงนั้นต่อต้านกษัตริย์ภูมิพล ยังมีมากกว่านี้อีก แต่จะไปสนใจทำไม

นี่ก็ล่าสุด ที่ตัวองคมนตรีเสนอหน้าออกมาเอง แล้วกล่าวว่า:

มติชนพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง ตัวอักษรขนาดเป้งกันคนอ่านพลาดข่าวนี้ไปว่า องคมนตรีที่สั่นราวกับถูกของคนหนึ่งกล่าวว่า “รัฐบาลไม่ควรเอาแต่ ตั้งตัวเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว ขณะนี้ชื่อเสียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ถูกย่ำยี สร้างความสับสนให้กับคนไทยที่เป็นกลาง และจะเอียงไปทางด้านซึ่งต่อต้านสถาบันกษัตริย์ รัฐบาลจะต้องแจ้งให้คนไทยได้รับทราบกันทั่วหน้าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นบุคคลสำคัญสำหรับประเทศไทย”

เอาแล้วไหมล่ะ องคมนตรีกำลังละเมิดกฎหมาย แล้วพวกเขาทำอะไรล่ะ

เหมือน “เด็กหลงทาง” หาที่ซ่อน แล้วอ้างกษัตริย์ภูมิพล

ไม่มีใครกล้าเถียงหรอกว่า กษัตริย์ภูมิพลแห่งประเทศไทยไม่ได้ทรงเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ ที่ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ให้กับประเทศไทย ความจริงแล้วบล็อกนี้ยังเชื่อว่า กษัตริย์ภูมิพลทรงยังประโยชน์และความผาสุกมั่นคงให้เกิดแก่ประเทศไทยอย่างกว้างใหญ่ไพศาลตลอดเวลา

กษัตริย์ภูมิพลทรงตรัสเมื่อไม่นานมานี้ว่า:

“ท่านต้องเป็นผู้รักษาว่ามีความยุติธรรม ทำหน้าที่เป็นคนดีทุกเมื่อ ประเทศก็จะมีความหวังที่จะมีความ เรียบร้อย”

อย่างนี้จริงหรือ ลองถามปัญหานี้กับตัวเองซิ: “บรรดาองคมนตรีเหล่านี้จะเคยฟังกระแสพระราชดำรัสหรือไม่” เพราะดูเหมือนว่า สิ่งที่องคมนตรีกระทำทั้งหมดนั้น ทั้งผิดกฎหมาย และเมื่อถูกจับได้ แทนที่จะเผชิญหน้ากับความถูกต้อง แต่พวกเขากลับไปมุดหัวซ่อนตัวอยู่หลังองค์กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่

กษัตริย์ภูมิพลทรงตรัสว่า:

“องคมนตรีซึ่งเกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ใช่องคมนตรี”

ถ้านำพระราชดำรัสของกษัตริย์ภูมิพลมาเป็นคำตัดสินแล้วล่ะก็ “แท้จริงแล้ว ประเทศไทยไม่มีองคมนตรี”

ยังไม่เชื่อหรือ นอกจากพระดำรัสของกษัตริย์แล้ว รัฐธรรมนูญของไทยยังเขียนไว้ว่า องคมนตรีจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ดูตามนี้:

เปรม ประธานองคมนตรี เพิ่งพูดออกไปหยกๆว่า: “ประเทศไทยควรเลือกผู้นำที่มีเสน่ห์ ซึ่งสามารถแยกแยะความดีกับความชั่วได้”

คุณตัดสินเอาเองแล้วกันว่า ฟังดูแล้วเหมือนกำลังยกหางอภิสิทธิ์ไหม

ใจ อึ๊งภากรณ์: การขยายพื้นที่ประชาธิปไตยกับแนวคิดเรื่อง “ประชาสังคม”

2010 กุมภาพันธ์ 8

February 7, 2010
ใจ อึ๊งภากรณ์
ที่มา – Redsiam

แนวคิดเรื่องการสร้าง “ประชาธิปไตย” ของอำมาตย์

หัวข้อนี้อาจดูแปลกๆ เพราะอำมาตย์เป็นพวกทำลายประชาธิปไตย แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระแสประชาธิปไตยเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมไทยและทั่วโลก แม้แต่อำมาตย์เอง และโดยเฉพาะนักวิชาการเหลืองที่รับใช้อำมาตย์ ยังต้องสร้างเรื่องเพื่อให้รูปแบบการปกครองของเขาดูดีอาศัยความชอบธรรมจากคำว่า “ประชาธิปไตย” ทั้งๆ ที่มันคือเผด็จการชัดๆ

ในงานสัมมนาในปลายเดือนมกราคมปี ๒๕๕๓ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน สุจิต บุญบงการ นักวิชาการเหลือง พยายามใส่ร้ายว่าขบวนการคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งทั่วไปในรอบสิบปีที่ผ่านมาพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่อย่างที่สุจิตว่า สุจิตพยายามชี้ถึง “พลังเงียบ” ของคนที่ไม่เอาทั้งสองฝ่าย แต่เนื่องจากพลังเงียบไม่ออกความเห็น(มันจึงเงียบ) เราไม่มีวันทราบว่าเขาคิดอย่างไร และในขณะเดียวกันไม่มีข้อมูลอะไรที่เสนอว่าพลังเงียบดังกล่าวเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม อย่างไรก็ตาม สุจิตก็ท่องสูตรนักวิชาการอนุรักษ์และพูดถึง “ประชาสังคม” ว่าเป็นพลังในการสร้างประชาธิปไตย ประชาสังคมของคนอย่างสุจิตคือคนชั้นกลาง นักวิชาการ และนักเอ็นจีโอ ซึ่งถ้าพิจารณาในบริบทของสังคมไทยแล้วคนกลุ่มนี้เข้าข้างเผด็จการ สนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา และดูถูกวุฒิภาวะของพลเมืองส่วนใหญ่ในประเทศว่า “เข้าไม่ถึงข้อมูล” หรือ “ไม่เข้าใจประชาธิปไตย”

ตกลงแล้วสำหรับนักวิชาการอำมาตย์ พลเมืองส่วนใหญ่ที่เคยเลือกพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน หรือเพื่อไทย ไม่ฉลาดเท่าตัวเขาเองเพราะไปถูกหลอถูกซื้อ ไม่เหมือนนักวิชาการ นักเอ็นจีโอ หรือคนชั้นกลางที่ “รู้จริง” อันนี้เป็นแนวอภิสิทธิ์ชนชัดๆ แต่มันมีที่มาที่ไปและเชื่อมกับแนวคิดอนุรักษ์สากลด้วย

รัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยไทยจนถึงยุคช่วงพฤษภา ๓๕ ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดรัฐศาสตร์ฝ่ายขวาอเมริกา ที่เสนอแนวคิด “โครงสร้างหน้าที่”[1] แนวคิดนี้เน้นการสร้างประชาธิปไตยเหมือนวิศวกรสร้างเครื่องจักร คือมีการออกแบบสถาบันการเมืองต่างๆ และกระบวนการทางการเมือง เพื่อสร้างความมั่นคงของการปกครองของชนชั้นอภิสิทธิ์ โดยชนชั้นอภิสิทธิ์เองและนักวิชาการชนชั้นกลาง สำหรับเขารูปการปกครองประชาธิปไตยสมบูรณ์คือสหรัฐอเมริกา แต่เขาจะไม่พูดถึงการที่ประชาชนสหรัฐเบื่อหน่ายกับการเมืองสองขั้วของนายทุน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และการเลือกปฏิบัติต่อคนผิวดำแต่อย่างใด นอกจากนี้มีการอธิบายว่า “วัฒนธรรมตะวันตกทำให้ประชาชนเข้าใจประชาธิปไตย” ซึ่ง “ไม่เหมือนสังคมไทย”

แนวคิดนี้เสนอทฤษฏี “การทำให้ทันสมัย” ที่อธิบายว่าประเทศด้อยพัฒนายังเป็นเผด็จการเพราะชนชั้นกลางยังไม่เติบโตและ สังคมยังไม่สุกงอม อันนี้กลายเป็นข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวในการที่สหรัฐถือว่าเผด็จการทหารไทยเป็น ส่วนหนึ่งของ “โลกเสรี” ในสงครามเย็น เพราะในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจเจริญไทยคงเป็นประชาธิปไตย “ไปเอง” นักวิชาการสหรัฐแนวนี้ที่มีอิทธิพลต่อนักวิชาการไทยรุ่นเดียวกับสุจิต บุญบงการ คือ Fred Riggs[2] ที่เขียนว่าไทยเป็น “รัฐข้าราชการที่กำลังพัฒนา” และประชาชนไทยส่วนใหญ่ “เหมือนเด็ก ไม่รู้เรื่องและไม่สนใจการเมือง” ในสถานการณ์แบบนี้นักวิชาการ “ผู้รู้จริง” จะต้องออกไปสอนประชาชนเรื่องประชาธิปไตย และนี้คือแนวทางของสถาบันพระปกเกล้า ที่มีคนอย่าง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นหัวหน้า สถาบันพระปกเกล้าตั้งชื่อมาตามอดีตกษัตริย์เผด็จการ และเต็มไปด้วยนักวิชาการที่สนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา

ตั้งแต่การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก มีกระแสวิชาการใหม่อีกกระแสหนึ่งเกิดขึ้นมาแทนแนวโครงสร้างหน้าที่ กระแสนี้เน้นการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ไม่สังกัดกับองค์กรรัฐ และก่อกลุ่มกันเพื่อเรียกร้องประเด็นของตนเอง คนเหล่านี้เป็นพลังหลักในการขยายพื้นที่ประชาธิปไตยในความเห็นของนักวิชาการสายนี้ ข้อดีคือเน้นบทบาทประชาชน และเน้นการสร้างประชาธิปไตยโดยประชาชนจากล่างสู่บน ในสิ่งที่เขาเรียกว่า “ประชาสังคม” แต่ข้อเสียมาจากการนิยามว่าใครเป็นส่วนหนึ่งของประชาสังคม เพราะนักวิชาการฝ่ายขวาอนุรักษ์จะเน้นว่าต้องเป็นคนชั้นกลาง และเอ็นจีโอ หรือพูดง่ายๆ เป็นคนที่มีการศึกษา “ไม่โง่” [3]

แต่เราทราบดีว่าคนชั้นกลางในไทยสนับสนุนเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และรัฐประหาร ๑๙ กันยา ทั้งๆ ที่เคยสนับสนุนการต่อสู้กับเผด็จการ รสช. ในพฤษภา ๓๕ พูดง่ายๆ คนชั้นกลางโลเล เข้าข้างเผด็จการหรือประชาธิปไตยแล้วแต่ผลประโยชน์ และเอ็นจีโอก็ไปสนับสนุน ๑๙ กันยา ทั้งๆ ที่เคยต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในอดีต (อ่านเพิ่มในบทความของผมที่อธิบายจุดยืนเอ็นจีโอได้[4])

นอกจากนี้ชนชั้นกลางทั่วโลกก็มีพฤติกรรมที่ไม่ต่างออกไป[5] เช่นในสิงคโปร์ก็สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ[6] และในยุโรปตะวันออกและเกาะเฮติ เอ็นจีโอมักสนับสนุนเผด็จการหรือผลประโยชน์ธุรกิจ[7]

นักวิชาการที่เสนอแนว “ประชาสังคมแบบชนชั้นนำ” อย่างนี้นอกจาก สุจิต บุญบงการ แล้ว มี ประเวศ วะสี และ ชัยอนันต์ สมุทรวานิช [8] โดยที่ประชาสังคมของเขาจะร่วมมือกับรัฐอำมาตย์ และผู้ที่ “เป็นภัยต่อประชาธิปไตย” คือประชาชนส่วนใหญ่ที่ขาดการศึกษาและ “เข้าไม่ถึงข้อมูล” โดยเฉพาะขบวนการคนเสื้อแดง

แนวทางสร้างประชาธิปไตยของคนก้าวหน้า

สำหรับคนก้าวหน้า เรามองว่าประชาธิปไตยต้องมาจากการต่อสู้ของประชาชนคนชั้นล่างเอง มันต้องเป็นประชาธิปไตยโดยประชาชนเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการก้าวหน้าอย่าง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่มองว่า “ประชาสังคม” คือขบวนการของชาวบ้าน ไม่ใช่คนชั้นกลาง หรือนักวิชาการมาร์คซิสต์ที่มองว่าการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างกรรมาชีพหรือคน จนกับชนชั้นปกครองคือวิธีขยายประชาธิปไตย โดยไม่มีการแยกระหว่างการเคลื่อนไหวเพื่อเรื่องปากท้องเศรษฐกิจกับเรื่องการ เมือง ฝ่ายก้าวหน้าจะมองว่าประชาธิปไตยไม่ได้มาจากการออกแบบของ “วิศวกรรัฐศาสตร์” โดยเฉพาะพวกนักวิชาการเสื้อเหลือง หรือมาจากการเคลื่อนไหวของคนชั้นกลางและเอ็นจีโอ และแน่นอนรัฐประหารสร้างประชาธิปไตยไม่ได้

ที่สำคัญคือ เราไม่ได้มองว่าประชาชนโง่ ไม่ว่าจะจบการศึกษาระดับใด การที่พลเมืองไทยเลือกไทยรักไทยจำนวนมาก มาจากการใช้ปัญญาในการคิดเรื่องการเมือง และบ่อยครั้งคนที่จบมหาวิทยาลัยอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ทำให้ตาบอด คือไม่กล้าใช้ปัญญาอย่างสุจริตเพราะข้อสรุปจะตรงข้ามกับผลประโยชน์ตนเองในฐานะคนรวย

สำหรับเรา คนเสื้อแดงคือพลังทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย จะเรียกว่ามวลชนคนชั้นล่าง หรือจะเรียกว่าประชาสังคมของประชาชนธรรมดาก็ได้ และในการเสนอว่าคนเสื้อแดงคือประชาสังคมเพื่อประชาธิปไตย เราเข้าใจดีว่ามนุษย์ธรรมดาที่ตื่นตัวทางการเมืองและเข้ามาร่วมการเคลื่อน ไหวของคนเสื้อแดง นำความคิดเก่าๆหลากหลายที่อยู่ในหัวสมองมาเคลื่อนไหวอีกด้วย บางครั้งก็ก้าวหน้า เช่นการสนับสนุนประชาธิปไตยหรือการชื่นชมนโยบายที่เป็นประโยชน์สำหรับคนจน แต่บางครั้งก็มีความคิดล้าหลังที่ได้มาจากสังคมอำมาตย์ตกค้างอยู่ เช่นการไม่เคารพคนรักเพศเดียวกัน หรือการกดขี่ชาวมุสลิมภาคใต้เป็นต้น ในโลกจริงไม่มีใครเป็นเทวดาหรือเป็นพระแต่กำเนิด ขบวนการของเราเป็นขบวนการของพลเมืองผู้ทำงานที่มือเปื้อนดินทรายที่พยายามทำ ไปและเรียนรู้ไป แต่ที่สำคัญเราต้องการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยและความทันสมัย ในขณะที่ชนชั้นกลาง พันธมิตรฯ นักวิชาการเหลือง และเอ็นจีโอส่วนใหญ่ ต้องการปกป้องสภาพเดิมหรือหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคอำมาตย์ในอดีต เขากลัวอนาคตในขณะที่เราต้อนรับอนาคต

อิทธิพลของพันธมิตรฯ เสื้อเหลืองในขบวนการกรรมาชีพ

สหภาพแรงงานถือว่าเป็นการรวมตัวกันของพลเมืองธรรมดา และถือว่าเป็น “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม” และส่วนหนึ่งของประชาสังคมที่มีความสำคัญ นอกจากนี้การต่อสู้เพื่อเรื่องปากท้องถือว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

คนงานกรรมาชีพส่วนใหญ่ในประเทศไทยได้รับผลประโยชน์จากนโยบายของ ไทยรักไทย ไม่ใช่ว่าพรรคนี้แค่ครองใจคนในชนบทเท่านั้น เพราะคนงานในเมืองมักจะมีญาติพี่น้องพ่อแม่ที่ได้ประโยชน์จากโครงการสามสิบ บาทรักษาทุกโรคและกองทุนหมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้ลดภาระของกรรมาชีพในเมืองที่เคยต้องเลี้ยงดูครอบครัวในชนบท อย่างไรก็ตามขบวนการเสื้อแดงจนถึงทุกวันนี้ยังละเลยการสร้างกระแสและกลุ่ม อิทธิพลในสหภาพแรงงานต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นการละเลยแหล่งพลังสำคัญ

ในบางสหภาพแรงงาน โดยเฉพาะในรัฐวิสาหกิจรถไฟและไฟฟ้า หรือในโรงงานประกอบรถยนต์ในภาคตะวันออกบางแห่ง พวกพันธมิตรฯได้เข้าไปสร้างอิทธิพลระดับหนึ่ง แต่ลักษณะอิทธิพลของพันธมิตรฯนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเสริมพลังกรรมาชีพหรือสหภาพ แรงงานในด้านชนชั้นแต่อย่างใด และแน่นอนเป็นการต่อสู้เพื่ออำมาตย์ กษัตริย์ และนายทุนใหญ่ที่กดขี่ขูดรีดคนงานส่วนใหญ่มานาน มันจึงมีความขัดแย้งในตัวเอง

ลักษณะพิเศษของขบวนการแรงงานที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลพันธมิตรฯ มีดังนี้

1. มักจะเป็นผู้นำแรงงานที่มีสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนอย่าง สมศักดิ์ โกศัยสุข หรือสาวิทย์ แก้วหวาน ซึ่งเคยจัดกลุ่มศึกษาให้กับผู้นำแรงงานบางส่วน แต่เป็นกลุ่มศึกษาประเภท “บนลงล่าง” ที่ไม่เปิดโอกาสให้แรงงานนำตนเองแต่สอนให้เชื่อฟังอาจารย์ใหญ่มากกว่า การดึงคนงานมาต่อสู้เพื่อผลประโยชน์อำมาตย์และคนชั้นสูง ในลักษณะที่ขัดต่อประโยชน์ตนเองต้องทำภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามคนงานก็คิดเองเป็น ซึ่งทำให้มีการทะเลาะถกเถียงระหว่างคนงานสายเหลืองกับแดงพอสมควรในเกือบทุกที่

2. ผู้นำแรงงานที่เข้ากับพันธมิตรฯ มีแนวโน้มจะเป็นผู้นำแรงงานเต็มเวลา ไม่ต้องทำงานในโรงงานข้างเคียงคนงานธรรมดา และบ่อยครั้งได้รับเงินเดือนในระดับสูงกว่าคนงาน อาจได้เงินเดือนจากเอ็นจีโออีกด้วย ซึ่งทำให้ผู้นำเหล่านี้ห่างเหินจากคนงานรากหญ้าที่อาจชอบนโยบาย ไทยรักไทย ดังนั้นสภาพทางเศรษฐกิจสังคมของผู้นำเหล่านี้ช่วยให้เขาเป็นเหลืองได้

3. วิธีการต่อสู้ของสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมา มักจะมองว่าการรณรงค์ในหมู่สมาชิกให้มีการนัดหยุดงาน “ทำยาก” ผู้นำสหภาพเลยหันไปหาทางลัดโดยการเน้นการเจรจาผูกมิตรกับฝ่ายบริหารหรือ นักการเมืองมากกว่าการปลุกระดมสมาชิก อันนี้เห็นชัดในกรณีรถไฟและ กฟผ. แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าสมาชิกสหภาพจะไม่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประโยชน์คน งานเลย มีหลายกรณีที่ออกมาสู้ แต่วัฒนธรรมการหาพรรคพวกในหมู่ “ผู้ใหญ่” นำไปสู่การร่วมกับนายทุนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล และทหาร คมช.

4. เวลาสหภาพที่มีแกนนำเป็นเหลืองต่อสู้กับนายจ้าง เช่นในโรงงานรถยนต์ภาคตะวันออก แกนนำจะเน้นยุทธวิธีการอ้างถึงผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลเหลืองที่สนับสนุนเขา หรืออาจนำพวกอันธพาลพันธมิตรฯ มาขู่นายจ้าง แทนที่จะปลุกระดมและสร้างความเข้มแข็งของแรงงานและสหภาพเอง ในระยะยาวการต่อสู้แบบนี้จะทำลายสหภาพ และพวกผู้ใหญ่เหลืองๆ ก็จะไม่สนใจว่าลูกน้องแรงงานเคยไปรับใช้เขาในอดีต เพราะผลประโยชน์ผู้ใหญ่คือผลประโยชน์นายทุน

อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรเหมารวมว่าสมาชิกทุกคนในสหภาพหนึ่งจะมีแนวคิดเหมือนแกนนำ และเราไม่ควรมองว่าการต่อสู้ของสหภาพเหลืองจะทำเพื่อเบื้องบนอย่างเดียวตลอดกาล ถ้าเราสามารถชักชวนให้มีการสู้เพื่อประโยชน์แท้ของคนงานในเรื่องประจำวัน เราจะมีโอกาสทำลายความจงรักภักดีที่เขามีต่อพันธมิตรฯได้ เพราะจะเกิดความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงมากขึ้น

เราต้องข้ามพ้นหนังสือ สองนัคราประชาธิปไตย ของ อเนก เหล่าธรรมทัศน์[9]

หนังสือ “สองนัคราประชาธิปไตย” ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ดูเหมือนมีอิทธิพลสูงในสังคมไทย โดยเฉพาะในหมู่คนที่วิจารณ์และคัดค้านรัฐบาล ไทยรักไทย และสนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา ดังนั้นเราคงต้องมาทบทวนวิเคราะห์หนังสือเล่มนี้ในบริบทการต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน

หนังสือ “สองนัคราประชาธิปไตย” เขียนในช่วงที่สังคมไทยกำลังถกเถียงกันในเรื่องการปฏิรูปการเมืองที่นำไปสู่ การร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ที่สำคัญคือหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นก่อนที่จะเห็นผลรูปธรรมของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ และก่อนที่จะมีการก่อตั้งพรรค ไทยรักไทย และในช่วงภายหลังเอนกเข้าไปเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ และ หลังจากนั้นร่วมก่อตั้งพรรคมหาชน ในที่สุดนักวิชาการคนนี้ไปสนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา

ข้อเสนอหลักในหนังสือ “สองนัคราประชาธิปไตย” คือ มันมีความแตกแยกสำคัญระหว่างสองซีกในสังคมไทย (สองนัครานั้นเอง) คือระหว่างคนเมืองและคนชนบท เอนกเสนอว่าคนเมืองเป็นคนชั้นกลาง และคนชนบทเป็นชาวไร่ชาวนา และเสนอต่อไปว่าคนชั้นกลางในเมืองเป็นคนที่ใช้วิจารณญาณ และมาตรฐานคุณธรรมในการเลือกหรือวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลต่างๆ และคนชั้นกลางเหล่านี้เป็นคนที่มีความคิดอิสระ ส่วนชาวไร่ชาวนาในชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม มีคะแนนเสียงข้างมากในวันเลือกตั้ง โดยมักจะเลือกนักการเมืองท้องถิ่นในลักษณะการเลือกเจ้านายอุปถัมภ์ คือจะเลือกผู้ที่มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลืออุปถัมภ์ตน และจะไม่มองว่าการซื้อขายเสียงผิดหรือขัดกับคุณธรรม เพราะเป็นพิธีกรรมระหว่างผู้อุปถัมภ์กับลูกน้อง เอนกมองว่าการลงคะแนนเสียงของชาวชนบทนี้ไม่ใช่ภายใต้ความคิดอิสระเหมือนชนชั้นกลาง แต่เป็นการตอบแทนบุญคุณตามระบบอุปถัมภ์ที่มีมานานตั้งแต่สมัยไพร่กับนาย

ทั้งหมดนี้ทำให้ชาวชนบทเป็นฐานคะแนนของรัฐบาล แต่คนชั้นกลางในเมืองเป็นผู้ล้มรัฐบาลเพราะไม่พอใจกับนโยบายต่างๆ แต่การวิเคราะห์สังคมไทยแบบนี้ของเอนก ที่มองว่าเส้นแบ่งหลักคือระหว่างเมืองกับชนบทมีปัญหาหลายประการคือ

1. เอนกมองว่าคนเมืองคือชนชั้นกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ ผู้บริหาร และผู้ประกอบการรายย่อยที่แสวงหารัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ แต่มีกลุ่มส่วนน้อยของชนชั้นกลางที่เป็นนักศึกษา นักวิชาการ และคนทำงานเอ็นจีโอ ซึ่งกลุ่มหลังนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมในสังคม แต่ภาพคนเมืองแบบนี้มองข้ามคนงานปกคอขาวที่ทำงานในออฟฟิสบริษัทเอกชนหรือ ร้านค้า มองข้ามพนักงานรัฐวิสาหกิจ คนขับรถเมล์ คนขับแทกซี่ คนงานในโรงงาน และลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ในเมืองเป็นชนชั้นกรรมาชีพ ทั้งปกคอขาวและปกคอน้ำเงิน

2. เอนกมองข้ามการแบ่งชนชั้นในชนบท และการที่เกิดเมืองต่างๆ ทั้งใหญ่และเล็กในต่างจังหวัด ซึ่งทำให้คนต่างจังหวัดไม่ได้เป็นแค่ชาวไร่ชาวนาเท่านั้น

3. การเสนอว่าคนชนบทเป็นผู้ที่ขึ้นกับนายอุปถัมภ์ เป็นการดูถูกความสามารถของเขาที่จะคิดเองอย่างอิสระ เป็นการโทษคนชนบทว่าเป็นฐานเสียงนักการเมืองแย่ๆ

ระบบอุปถัมภ์ในชนบท?

หนังสือ “สองนัคราประชาธิปไตย” เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับประเด็นปัญหายุคนี้เมื่อเราพิจารณาข้อเสนอของเอนกในการแก้ปัญหาการซื้อขายเสียงและระบบอุปถัมภ์ในชนบท

เอนกมีข้อเสนอสำคัญสองข้อคือ

1. รัฐบาลต้องลงมาพัฒนาชนบทโดยตรงเพื่อให้การผลิตในชนบทเชื่อมโยงกับระบบ ตลาดของทุนนิยม ต้องมีการเพิ่มเทคโนโลจี และทุ่มเทงบประมาณรัฐในด้านนี้ ชนบทจะได้มี “ความเป็นเมือง” มากขึ้น

2. ต้องมีพรรคการเมืองที่เน้นนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้นโยบายกลายเป็นประเด็นหลักในการเลือกรัฐบาลของชาวชนบท แทนระบบอุปถัมภ์ ซึ่งจะมีผลในการลดอิทธิพลของนักการเมืองท้องถิ่นอีกด้วย

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับคำนิยามของระบบอุปถัมภ์ที่นักสังคมศาสตร์ ทั่วไปใช้กัน และที่อเนกใช้ในหนังสือ“สองนัคราประชาธิปไตย” ระบบอุปถัมภ์ดังกล่าวมักเป็นสายสัมพันธ์ปัจเจกระหว่างนายกับผู้ได้รับ อุปถัมภ์ ไม่ใช่สายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐบาล และในกรณีที่พรรคการเมืองเป็นผู้อุปถัมภ์ ผลประโยชน์ที่พรรคยื่นให้ประชาชนเป็นผลประโยชน์พิเศษที่ตกกับคนกลุ่มหนึ่ง ตระกูลหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่ และพรรคการเมืองแบบนี้มักไม่สนใจการเสนอนโยบายเลย[10]

ถ้าเราอ่านแล้วตั้งคำถามว่า ไทยรักไทย ทำอะไร? มันคงเริ่มชัดเจนว่า ไทยรักไทย ทำตามข้อเสนอของเอนกทุกข้อ คือมีการทุ่มเทงบประมาณลงในหมู่บ้านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า มีการรณรงค์ให้ทำ OTOP มีการพยายามพัฒนาระบบการศึกษา และระบบสาธารณสุข และรัฐบาลเริ่มลดอิทธิพลของนักการเมืองท้องถิ่นและการซื้อขายเสียงลงโดยการ เชื่อมชนบทกับนโยบายรัฐบาลโดยตรง และที่สำคัญ ไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองแรกในรอบ 20 กว่าปีที่เสนอนโยบายชัดเจนในการหาเสียง และพยายามทำตามนโยบายดังกล่าวเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาล

อย่างไรก็ตามในหมู่นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวเสื้อเหลือง มีการพูดเกือบจะเป็นหนึ่งเลยว่ารัฐบาลทักษิณ “สร้างระบบอุปถัมภ์ในชนบทผ่านนโยบายประชานิยม” และมีการเสนอต่อว่าสาเหตุที่คนจนและคนชนบทลงคะแนนเสียงให้ ไทยรักไทย ในปี ๒๕๔๘ และ ๒๕๔๙ ก็เพราะ “ชาวชนบทไม่ได้ตัดสินใจอย่างอิสระ เนื่องจากถูกดึงมาเข้าระบบอุปถัมภ์ และไม่ได้รับรู้ข้อมูลแท้เกี่ยวกับรัฐบาล” และที่แปลกที่สุดคือมีการอ้างถึงหนังสือ “สองนัคราประชาธิปไตย” เพื่อพยายามให้น้ำหนักกับแนวคิดนี้ เป็นไปได้อย่างไรที่มีการมองกลับหัวกลับหางอย่างสิ้นเชิงแบบนี้? คำตอบคือข้อมูลความจริงไม่เคยเป็นอุปสรรค์ต่อการโกหกของนักวิชาการเสื้อเหลืองเลย

แล้วอเนกทำอะไรในยุค ไทยรักไทย? ในยุคที่นำ พรรคมหาชน เอนกอาศัยการอุปถัมภ์จากเจ้าพ่อการเมืองแบบเก่าสองคนคือเสธ.หนั่นกับวัฒนา อัศวเหม[11] ต่อมาหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา เอนกเสนอว่าประชาธิปไตยที่เหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทยคือ “แบบไทยๆ” หรือแบบอำมาตย์นั้นเอง เพราะมองว่าประชาชนต้องแบ่งอำนาจกับทหารและกษัตริย์[12]

ในความเป็นจริง การเลือกตั้งที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าคนชนบท และคนจนในเมือง ชื่นชมในนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ไทยรักไทย และในเมื่อมีแค่พรรค ประชาธิปัตย์ ชาติไทย มหาชน และ ไทยรักไทย ให้เลือกในโลกจริง ชาวชนบทใช้วิจารณญาณและความคิดอิสระในการเลือกรัฐบาลของพรรคที่มีนโยบายชัดเจน ในขณะที่ชนชั้นกลางที่เคยนิยม ไทยรักไทย ในช่วงต้นๆ เปลี่ยนรสนิยมตามแฟชั่นและวิ่งตามฝูงโดยไม่มีความคิดอิสระ แถมยังดูถูกคนจน ไม่ไว้ใจการลงคะแนนเสียงในระบบประชาธิปไตย และหันมาเรียกร้องให้กษัตริย์แต่งตั้งรัฐบาลตามมาตรา 7 และหลังจากนั้นก็เชียร์รัฐประหาร

ปัญหาหลักของ ไทยรักไทย ไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบอุปถัมภ์ในชนบท และไม่ได้อยู่ที่การสร้างเผด็จการใดๆ หรือการคอร์รับชั่นเป็นพิเศษมากกว่าพรรคอื่นหรือองค์กรอื่นๆ แต่อยู่ที่การปราบปรามประชาชนในภาคใต้และในสงครามยาเสพติด พร้อมกับการใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด ซึ่งทำลายประสิทธิภาพของนโยบายสวัสดิการของรัฐบาล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเป็นนโยบายที่ดีและก้าวหน้า เกิดข้อเสียเพราะมีงบประมาณไม่พอเนื่องจากรัฐบาลไม่ยอมเก็บภาษีเพิ่มจากคนรวย และใช้กลไกตลาดในการคิดบัญชีภายในระบบเอง ยิ่งกว่านั้นการเซ็นสัญญา FTA ที่ให้อภิสิทธิ์อันไม่ชอบธรรมแก่บริษัทยาที่สร้างกำไรจากลิขสิทธิ์ยาราคาแพง มีผลในแง่ลบต่อเป้าหมายของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคอีกด้วย[13]

สรุป

ปัญหาประชาธิปไตยในไทย ไม่ใช่ปัญหาของการที่ประชาชนขาดการศึกษาหรือตกอยู่ในระบบอุปถัมภ์ แต่อย่างใด แต่ปัญหาประชาธิปไตยมาจากจุดยืนและการกระทำของอำมาตย์กับชนชั้นกลาง และการดูถูกไม่เคารพพลเมืองธรรมดาของนักวิชาการและผู้นำเอ็นจีโอ

อำมาตย์และพวกเสื้อเหลืองมองว่าเขาฝ่ายเดียวเข้าใจประชาธิปไตยและมี สิทธิ์ใช้อำนาจและอิทธิพลในสังคม แต่ฝ่ายเรามองว่าประชาธิปไตยแท้สร้างจากพลเมืองธรรมดา จากล่างสู่บน และขบวนการเสื้อแดงมีบทบาทสำคัญตรงนี้

7 กุมภาพันธ์ 2010

[1] ตัวอย่างเช่น Gabriel Almond & Bingham Powell (1966) Comparative Politics: a Developmental Approach. Little Brown, Boston. Gabriel Almond & Sidney Verba (1963) The Civic Culture: Political Attitudes and Democracy in Five Nations. Princeton University Press. Lucian Pye & Sidney Verba (1965) Political Culture and Political Development. Princeton University Press.

[2] Fred Riggs (1966) Thailand. The modernisation of a Bureaucratic Polity. East West Press. U.S.A.

[3] J.L. Cohen & A. Arato, A. (1997) Civil Society and political theory. M.I.T. Press, U.S.A.  A. Touraine (2001) [Translated by D. Macey] Beyond Neoliberalism. Polity Press, Cambridge, U.K.  J. Keane (1998) Civil Society. Old images, new vision. Polity Press, Cambridge, U.K.  R. Robison & D.S.G. Goodman (1996) (eds) The New Rich in Asia. Routledge, UK.

Kevin Hewison (1996) Emerging social forces in Thailand. New political and economic roles. In: Robison, R. &  Goodman, D. S. G. (eds) The new rich in Asia. Routledge, UK.

[4] ใจ อึ๊งภากรณ์ (๒๕๕๒) ทำไม เอ็นจีโอ ไทยถึงเลือกข้างอำมาตย์ และต่อต้านประชาธิปไตยและคนจน?  ประชาไทย 30/4/2552 และ http://redsiam.wordpress.com /2009/04/29/ทำไม-เอ็นจีโอ-ไทยถึงเลือ/

[5] Garry Rodan (1997) Civil Society and other political possibilities in Southeast Asia. Journal of Contemporary Asia 27(2),

156-178.  Victor T. King, Phuong An Nguyen & Nguyen Huu Minh (2008) Professional Middle Class Youth in Post-Reform Vietnam: Identity, Continuity and Change. Modern Asian Studies 42(4), 783-813. J. Pearce (1997) Civil society, the market and democracy in Latin America. Democratisation, 4 (2), 57-83.

[6] Garry Rodan (1997) พึ่งอ้าง

[7] Peter Hallward (2007) Damming the Flood. Haiti, Aristide, and the Politics of Containment. Verso.

[8] Somchai Pataratananun (Phatharathananunth) (2006) Civil Society and Democratization. Social Movements in Northeast Thailand. NIAS press. p. 84.

[9] อเนก เหล่าธรรมทัศน์ (๒๕๓๘) สองนัคราประชาธิปไตย สำนักพิมพ์มติชน

[10] ดูบทของ แอนโทนี่ ฮอล์ และ เจมส์ ซี สกอตต์ ในอมรา พงศาพิชญ์ และ ปรีชา คุวินทร์พันธุ์ (๒๕๔๕) “ระบบอุปถัมภ์” สำนักพิมพ์จุฬาฯ  และดูคำนิยามของ Patronage (การอุปถัมภ์) และ  Political Machine (กลไกการเมืองอุปถัมภ์) จาก Wikipedia (http://en.wikipedia.org)

[11] อเนก เหล่าธรรมทัศน์ (๒๕๔๘) พิศการเมือง Open Books

[12] อเนก เหล่าธรรมทัศน์ (๒๕๔๙) ทักษิณา-ประชานิยม สำนักพิมพ์มติชน

[13] William Aldis (2006) It could be a matter of life and death. Thailand should think carefully about surrendering its sovereign rights

under the W.T.O. and access to cheap medicine in exchange for an F.T.A. with the United States. Bangkok Post 9 January 2006.

ระหว่างฮึ่มๆเรื่องการทำรัฐประหาร ผบ.ทบ.โผล่ที่เพนตากอน

2010 กุมภาพันธ์ 7

Thailand: Amid coup buzz, Thai army chief heads to Pentagon
February 6, 2010

By Patrick Winn
ที่มา – GlobalPost
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

สหรัฐฯ ถูกลากเข้ามาร่วมสังฆกรรมกับฉากรัฐประหารอย่างช่วยไม่ได้

กรุงเทพ ประเทศไทย – เมื่อวิกฤติการเมืองไทยร้อนแรงขึ้น เริ่มต้นด้วย: เกมของประเทศกับคำถามซึ่งมีการคาดการณ์อย่างเงียบเชียบเพียงข้อเดียวว่า กองทัพจะทำการรัฐประหารอีกครั้งหรือไม่

สำหรับขณะนี้ บุคคลที่กุมคำตอบทั้งหมดกำลังอยู่อีกซีกหนึ่งของโลก

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กำลังเดินทางไปเยือนเพนตากอนตั้งแต่วันที่ ๕-๑๒ กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่การทูตของสหรัฐฯกล่าวว่า เป็นการเดินทางตามหมายกำหนดการที่ทำขึ้นก่อนหน้านี้หลายเดือนก่อนตามคำขอของ พล.อ.จอร์จ เคซึ่ เสนาธิการทหารบกสหรัฐฯ

อนุพงษ์หายไปจากประเทศไทยในช่วงเวลาที่ยุ่งยากเช่นนี้ ซึ่งมีการร่ำลืออย่างหนาหูว่าจะเกิดรัฐประหาร การเยือนสหรัฐฯของนายพลระดับสูง ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้เป็นการลากเอาอเมริกา เข้ามาเกี่ยวข้องกับละครทางการเมืองไทยเมื่อไม่นานมานี้อย่างไม่ตั้งใจ

อนุพงษ์ถูกประจานจากกลุ่มต่อต้านรัฐบาลของไทย – หรือที่เรียกว่า “เสื้อแดง” – ซึ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาจากการทำรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้ การทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ ซึ่งปล้นอำนาจของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรในขณะนั้น บุคคลซึ่งเป็นวีรบุรุษของชาวบ้านสำหรับคนยากจนตามชนบท เป็นบุคคลชนชั้นพ่อค้าเศรษฐีใหม่ และเป็นขวัญใจเกษตรกรของไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนนับล้านๆคน

นับตั้งแต่ฝ่ายต่อต้านนี้ประกาศว่าปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้จะเป็น “การต่อสู้ครั้งสุดท้าย” เพื่อล้มรัฐบาลที่กำลังบริหารประเทศอยู่ในขณะนี้ – ร่วมกับการขู่ที่จะล้อมค่ายทหาร และสถานที่ราชการต่างๆ – สื่อไทยต่างคาดการณ์กันอย่างเปิดเผยว่า อาจจะเกิดรัฐประหาร จากจำนวนการทำรัฐประหารในอดีตของประเทศซึ่งมีถึง ๑๘ ครั้งหลังจากเกิดความวุ่นวายบนท้องถนนและนำไปสู่การจลาจล จึงทำให้เชื่อกันว่า บรรดานายพลทั้งหลายจะลากรถถังออกมา และเข้ารักษาความสงบ

ขณะนี้ผู้ทำการกล่าวหาอนุพงษ์ได้เรียกร้องให้รัฐบาลโอบามา ตรวจสอบบทบาทจากปากของอนุพงษ์เองในการทำรัฐประหารของประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๔๙ อนุพงษ์ในฐานะผู้อำนวยการรักษาพระนคร และมีคำสั่งให้ลากรถถังออกมาสู่ท้องถนนกลางเมืองหลวง การทำรัฐประหารไม่ได้รับการประณามจากคนทั้งหมด คนไทยที่เป็นชนชั้นกลางบางคนซึ่งมีความระอากับการกล่าวหาทักษิณว่าทำการทุจริต ต่างต้อนรับทหารด้วยดอกกุหลาบผูกโบว์

ใจความจดหมายที่มีถึงโอบามานั้น เสื้อแดงยืนยันว่า อนุพงษ์มีบทบาทในการเป็น “ผู้ร่วมวางแผนทำการรัฐประหาร” และไม่สมควรได้รับสิทธิ์เป็นแขกของเพนตากอน เสื้อแดงอ้างว่า การเยือนในครั้งนี้ “ไม่ได้สอดคล้องกับความเห็นของคนไทยจำนวนนับล้านๆคน ซึ่งมองว่าเป็นการเดินถอยหลังของประชาธิปไตย”

ฌอน บุญประคอง โฆษกต่างประเทศของเสื้อแดงกล่าวว่า “จะเป็นการสร้างความขายหน้าให้กับสหรัฐฯพอควร” “ถ้าเกิดการทำรัฐประหารขึ้น ซึ่งถือว่าอยู่ภายใต้การบงการของอนุพงษ์”

สถานทูตสหรัฐฯกล่าวว่า การเยือนของอนุพงษ์ครั้งนี้เป็นการเยือนเพนตากอนตามปกติ ซึ่งถือว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในกองทัพที่เป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ และมีแสนยานุภาพที่สุดในเอเชีย และไม่มีการตอบรับในทันทีในทางการทูตจากจดหมายของเสื้อแดง

ซินเทีย บราวน์ โฆษกสถานทูตสหรัฐฯในกรุงเทพกล่าวว่า “เราได้รับจดหมายแล้ว” “เราสนับสนุนหลักการทางประชาธิปไตย และเสรีภาพในการพูด ดังนั้นเราเจรจากับทุกฝ่ายเป็นปกติทั้งทางตัวบุคคล และทั้งกลุ่มต่างๆ”

เฟเดอริโก เฟอเรรา ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และผู้เขียน “ประเทศไทยที่ไร้สติ: เปิดโปงตำนานประชาธิปไตยแบบไทยๆ (Thailand Unhinged: Unraveling the Myth of a Thai-Style Democracy) กล่าวว่า การ “ออกโรง” ของเสื้อแดงครั้งนี้ไม่น่าจะเป็นการทำลายความเป็นพันธมิตรระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และไทย”

เฟอเรรากล่าวว่า “นอกเหนือจากแถลงการณ์ที่เคยออกมาประจำเพียงไม่กี่ครั้งเกี่ยวกับ “การรักษา” หรือ “การนำประชาธิปไตยกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว” นั้น “นับตั้งแต่ยุค ค.ศ.๑๙๕๐ ที่ประเทศไทยมีการทำรัฐประหาร สหรัฐฯไม่เคยออกบทบังคับใดๆ หลังจากการเกิดรัฐประหารอย่างไม่เสียเลือดเสียเนื้อ”

เขากล่าวว่า ความพยายามใดๆที่จะผลักผู้บัญชาการทหารบกของไทย ให้อยู่คนละฝ่ายกับหลักการตามแนวทางอเมริกาแล้วล่ะก็ โดยแท้จริงแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ของเสื้อแดง เพื่อที่จะสร้างความแตกแยกให้กองทัพ

โอกาสข้างหน้าหากมีการทำรัฐประหาร ฝ่ายตรงข้ามได้เชื้อชวนทหารชั้นผู้น้อยในกองทัพอย่างหนัก โดยที่แกนนำเสื้อแดงได้ขอร้องให้ทหารต่างๆวางอาวุธ ผูกผ้าพันคอสีแดง และร่วมประท้วงบนท้องถนนเมื่อได้รับคำสั่งให้ทำรัฐประหาร

นายพลระดับกลางหลายนาย และผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ต่างแสดงความรังเกียจต่อผู้นำกองทัพ ซึ่งก่อการทำรัฐประหารเมื่อสามปีที่แล้วอย่างเปิดเผย

โวหารโอ้อวดที่ร้อนแรงที่สุดมาจาก พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ขนานนามตัวเองว่า “นักรบ” ซึ่งล้อเลียนนายพลระดับสูงว่า เป็นนายพลนักกอล์ฟ และมีกองกำลังส่วนตัวของตัวเอง เมื่อไม่นานมานี้เขาถูกกล่าวหาว่า มี “อาวุธสงคราม” ไว้ในครอบครอง และโยงไปถึงการยิงระเบิดเอ็ม-๗๙ ในตอนดึกใกล้ห้องทำงานของอนุพงษ์ในกองบัญชาการกองทัพบก (ขัตติยะปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆในครั้งนี้)

เฟอเรรากล่าวว่า เสื้อแดงนั้นกำลังเอาใจกลุ่มที่มีการแตกแยกกันภายในกองทัพนี้ “เพื่อหวังจะได้ความร่วมมือจากในส่วนของกองทัพที่กำลังดิ้นรนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรืออย่างน้อยเป็นการค่อยๆทำลายความสามารถที่กองทัพจะทำการปราบปราม”

ในการวางตัวแทนของอนุพงษ์ซึ่งกำลังเดินทางออกนอกประเทศนั้น ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ใกล้ชิดได้จัดการนัดชุมนุมเพื่อให้การสนับสนุนอนุพงษ์ เพื่อให้กำลังใจ และเตือนให้ทหารที่คิดจะลอบโค่นล้มรัฐบาลทั้งหลายให้อยู่ในแถว ในระหว่างที่อนุพงษ์เดินทางไปเยือนกรุงวอชิงตัน

ตัวอนุพงษ์เองได้สาบานว่าจะไม่มีการทำรัฐประหารในระหว่างการเดินทางไปสหรัฐฯ คำสัญญานี้จะเชื่อได้แค่ไหนต้องพิสูจน์กันในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ เมื่อศาลจะมีคำวินิจฉัยในการยึดทรัพย์สินจำนวน ๗๖,๐๐๐ ล้านบาทของทักษิณ และเสื้อแดงกำลังขับเคลื่อน “การต่อสู้ครั้งสุดท้าย” ด้วยการล้อมศาล และจะออกมาส่งเสียงประท้วงบนท้องถนน